ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 21 พิสูจน์คุณสมบัติการเป็นเจ้าของหอสมุดต้องห้าม

                    หลังจากการเดินทางผ่านเส้นทางเข้าสู่หอสมุดต้องห้ามตอนนี้ทุกคนก็ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าแล้วในที่สุด มันคือประตูที่ไม่เหมือนทางเอาไว้ให้ขนาดร่างกายที่เทียบเท่าหนึ่งเมตรไปจนไม่เกินสามเมตรเข้าไปแต่ขนาดประตูมันสูงกว่าสิบเมตรซึ่งดูแปลกตามากกว่าที่คิด                 “อย่าได้มองมันแบบนั้นเลย ที่นี่ถูกออกแบบมาแปลกๆประตูนี่จะใหญ่โตตามสติปัญญาของแต่ละคน”                 โคลตันกล่าว แต่ในใจเขาก็ประหลาดใจไม่น้อยเพราะประตูนี่ที่ว่ามันเติบโตตามสติปัญญาจริงๆช่วงที่เขาเข้ามาเยือนก็มองเห็นแค่ห้าเมตรถึงหกเมตรหน่อยๆแต่นี่ สิบเมตร! มันหมายความว่าอเล็กซานดร้าและเอเลน่ามีสติปัญญาไม่ต่างกันเลย                 “สรุปแล้วมันเกี่ยวอะไรกับขนาดประตูรึ?”                 อเล็กซานดร้าและเอเลน่างุนงง นี่มันเรื่องอะไร?                 “…..มันอาจช่วยร่ำเรียนเวทมนตร์ให้ง่ายขึ้นก็ได้”                 เกรย์สันกล่าวตอบ                 “นี่พวกท่านไม่รู้เลยหรือ?”                 “อืม...ใช่ ก็เป็นเช่นนั้นพวกเรามีหน้าที่อย่างที่เจ้ารับรู้และรับช่วงต่อมาจากผู้ดูแลคนเก่าก่อนมามันไม่ใช่อะไรที่จะต้องรู้เรื่องในหอสมุดต้องห้ามด้านในเพราะพวกเราเป็นแค่ผู้ชี้นำเท่านั้น หากผู้ทดสอบไม่ก้าวเข้าไปพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไป มันเป็นกฎตายตัวน่ะที่นี่มันแปลกๆเอะอะก็ส่งออกไปที่ที่ก่อนเข้ามาที่นี่คาดกับเวลาปัจจุบัน สำหรับข้าไม่ใช่เรื่องใหญ่การผิดกฎมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเพราะเวลามันไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ไม่ใช่กับพวกเจ้า”                     เกรย์สันกล่าว                 “ที่นี่มันมีเรื่องเล่ามากมายไม่มีใครเคยเห็นภาพด้านในของมันหรอก มันเป็นที่แปลกๆอย่างที่ว่าไปเพราะมันต้องยอมรับเจ้าของและเจ้าของต้องเป็นฝ่ายอนุญาตนี่สิ”               โคลตันกล่าว                 “หืม! มันไม่ใช่ของสาธารณะหรือ?”                 เอเลน่ากล่าวถาม                 “ไม่ใช่หรอก ว่าแต่พวกเจ้าไปได้ยินมาจากไหนว่าที่นี่คือของสาธารณะ.....หอสมุดต้องห้ามคือสุดยอดสมบัติที่ทั้งเก็บของแปลกๆไว้มากมายไม่ใช่แค่หนังสือตำราพิสดารทั่วไปแต่รวมไปถึงอาวุธโบราณ เอาง่ายๆมันไม่ต่างไปจากโลกแห่งความฝันที่มีไปทุกอย่าง พวกเจ้าไม่แปลกใจรึใยบททดสอบถึงได้โหดร้ายขนาดนั้น ถ้าแค่เข้ามาศึกษาตามปกติทั่วไปหอสมุดทำไมต้องมีบททดสอบแน่นอนเพราะนี่คือสุดยอดสมบัติที่แท้จริงอย่างไรล่ะ”                 อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกนางหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นหรือว่าสมบัติมันมีสองอย่างตั้งแต่แรก แต่โลกภายนอกยังมองที่นี่เป็นแค่หอสมุดที่เก็บหนังสือตำราพิสดารเอาไว้และที่สำคัญยังคิดว่าเป็นสาธารณะอีกด้วยทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย                 แอ๊ด!                 ประตูขนาดใหญ่เปิดออกพร้อมกับอักษรสีดำที่แผ่รัศมีพลังแปลกๆออกมาปรากฏขึ้นมาพร้อมกันและมีเสียงของผู้ที่นำอักษรมาด้วย                 “ยินดีต้อนรับผู้มีคุณสมบัติแห่งหอสมุดต้องห้าม สำหรับการพิสูจน์เป็นเจ้าของของพวกเรามิได้จะทำให้พวกท่านที่มีคุณสมบัติที่ผ่านมาครั้งแรกในรอบหลายล้านล้านปีลำบากเพียงแต่ผู้ถือครองคนก่อนที่จากไปก็ตั้งล้านล้านปีก่อนมาแล้วท่านนั้นเป็นคนตั้งบททดสอบขึ้นมาเองและไม่ใช่บททดสอบเก่าที่พวกเราได้วางไว้เพียงแต่ถึงเขาจะครอบครองพวกเราได้ เขาก็จากไปในเวลาไม่ถึงสองวันเพราะไม่อาจรับพลังอันมหาศาลของหอสมุดต้องห้ามได้ เขาถูกความมืดมิดและความชั่วร้ายกัดกินไปสุดท้ายสูญเสียชีวิตในท้ายที่สุด"                 “อ่ะ แต่พวกเราก็ไม่ได้ใจร้ายอะไรมากนักนะ แต่ต้องขออภัยสำหรับผู้พิทักษ์ที่สามด้วย เอ๋ เดี๋ยวสิยังบอกผู้มีคุณสมบัติไม่หมดมันยังเหลือ....ครืน....ตูม....เพล้ง”                 โคลตัน เกรย์สัน อเล็กซานดร้า และเอเลน่า แสดงสีหน้างุนงงนี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมดูเหมือนทางฝั่งนั้นกำลังหยอกล้อเล่นกันอยู่เลย นี่มันต้องขนาดไหน.....                 “อะ แฮ่ม ขออภัยด้วยเหล่ามิตรต่างเผ่า น้องๆของข้าพวกนางแย่งบทของข้าไปตอนข้ายุ่ง”                 เสียงของชายหนุ่มดังออกมาจากประตูขนาดใหญ่ภายในและไม่นานนักก็ปรากฏชายหนุ่มรูปงามไม่ต่างไปจากปราชญ์ผู้มากด้วยความรู้เดินออกมาเขาไม่ต่างไปจากพวกมนุษย์แม้แต่น้อยเพียงแต่ในร่างกายภายในครึ่งหนึ่งของเขาคือพลังแห่งพฤกษาอันบริสุทธิ์ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆเขาคือลูกครึ่งมนุษย์และเผ่าพฤกษาไหนสักเผ่าและอาจเป็นเผ่าที่สูงส่งมาก                 “หืม! ผู้ชี้นำเปลี่ยนคนอีกแล้วรึตั้งแต่คนก่อนนี่ก็ผ่านไปไม่นานก็เปลี่ยนอีกแล้ว”                 อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกนางคิดไปถึงคำพูดตอนที่เกรย์สันแนะนำตัวครั้งแรกเขาบอกว่าอยู่ที่นี่มาสองแสนกว่าปีแล้วไอ้ที่ว่าไม่นานนี่มันต้องประสาทการรับรู้เสื่อมถอยไปแล้วหรือรับรู้อะไรไม่ได้แล้วจริงๆ?                 “.....ทางนี้คงจะเป็นผู้มีคุณสมบัติสินะ หืม!...”                 พริบตาที่ชายหนุ่มครึ่งพฤกษาจ้องมองและพยายามสำรวจอเล็กซานดร้าปลายดาบของดาบเล่มสีทองและดาบเล่มสีดำก็ไปจรดที่คอของชายหนุ่มครึ่งพฤกษาที่ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ได้แม้แต่อเล็กซานดร้าเองก็ตาม                 “ใจเย็นก่อนท่านปราชญ์ทั้งสองข้าแค่อยาก.....”                 ปลายดาบทิ่มไปที่คอของชายหนุ่มครึ่งพฤกษาเบาๆจนมีเลือดไหลออกมาราวกับท่อน้ำที่แตกออกแม้จะไม่ใช่รอยที่ใหญ่แต่มันก็ราวกับเลือดพยายามที่จะพุ่งออกมานอกร่างกายให้ได้                 “อึก จะ.....เย็นๆก่อนข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร”                 อเล็กซานดร้าลอบมองไปยังชายหนุ่มครึ่งพฤกษาและก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงกล่าวขึ้นมา                 “หยุดก่อน กลับมานี่”                 ดาบทั้งสองเล่มหยุดการกระทำแล้วเลือนหายไปและปรากฏอีกครั้งข้างกายของอเล็กซานดร้า                 “ว่ามาสิทำไหมถึงได้เสียมารยาทต่อข้าขนาดนี้ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าข้ามีอาวุธวิเศษข้าคงโดนตรวจเห็นหมดเปลือกไปแล้ว”                 “แค่ก แค่ก .....ขอบพระคุณที่แม่หนูน้อยยังให้โอกาส”                 ชายหนุ่มครึ่งพฤกษาพยายามรักษาบาดแผลแต่บาดแผลที่ได้รับจากดาบทั้งสองเล่มที่ได้รับพลังกลับคืนมาส่วนหนึ่งแล้วนั้นแทบจะเรียกได้ว่ายากมากแค่ตอนนี้เขาสยบพลังแฝงที่ทำให้เลือดไหลทะลักออกจากร่างกายก็มากเกินกว่าที่จะทำได้แล้ว”                 “ที่ข้าสงสัย.....เพราะเหตุใดร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเวทมนตร์แห่งความมืดอันบริสุทธิ์ถึงได้มีคุณสมบัติแห่งผู้กล้ากัน”                 ใช่แล้วไม่ว่าใครในที่นี้ก็สงสัยว่าทำไมอเล็กซานดร้าถึงได้มีพลังของผู้กล้าที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งปาฏิหาริย์ได้                 “ที่แท้คิดว่าจะถามไถ่เรื่องอะไรเสียอีก เอ้านี่เอาไปดูเองสิ”                 อเล็กซานดร้าดึงดาบเล่มสีทองมาแล้วปล่อยให้มันลอยไปอยู่ตรงหน้าของชายครึ่งพฤกษาคนนั้น                 เขาที่เห็นดาบเล่มสีทองตรงหน้าจึงตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกกระทั่งยืนครุ่นคิดอะไรอยู่นานผ่านไปสักพักเขาก็กล่าวขึ้นมา                 “นี่มัน....ดะ.....ดาบเอกซ์คาลิเบอร์ ดาบสีทองแห่งปาฏิหาริย์ของจริง! เป็นไปได้อย่างไรทำไมถึงได้มาอยู่กับเด็กสาวเผ่าปีศาจได้ มันขัดต่อกฎแห่งพันธเวทมนตร์อันถ่องแท้”                 “ลอบตรวจสอบผู้อื่นอย่างเสียมารยาทแล้วยังไม่พอ เจ้าก็อีกคนใช่หรือไม่ที่คิดว่าปีศาจไม่สมควรมีอยู่”                 มีหรือที่อเล็กซานดร้าจะทนให้ใครดูหมิ่นเผ่าปีศาจได้ในเมื่อนางเองก็ถือเป็นตัวแทนของทั้งเผ่าปีศาจอยู่แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับยืนบ่นว่านางไม่สมควรมีดาบเล่มนี้ไว้ในครอบครองและไม่อาจทำได้เพราะนางเป็นปีศาจ นี่มันตรรกะความคิดอะไร ต้องดูที่ใครเหมาะสมและมีความสามารถไม่ดีกว่าหรือที่จะมาตัดสินได้แต่นี่ต้องมีขอบเขตด้วยหรือว่าอะไรใช้ได้ไม่ได้ และที่ว่ากฎแห่งพันธเวทมนตร์อันถ่องแท้อะไรนั่นก็ไม่น่าจะใช่ตัวดีอะไรนัก พวกมันคงเห็นดาบเล่มนี้ที่ไหนสักแห่งและผู้กล้าคนไหนสักคนถือครองจากนั้นคงถือโอกาสแต่งตั้งกฎขึ้นมาเองล่ะสิไม่ว่า                 แม้แต่โคลตันและเกรย์สันยังประหลาดใจกับตรรกะแปลกๆของชายครึ่งพฤกษาคนนั้นมันเกี่ยวอะไรกับเผ่าพันธุ์กัน ตามที่พวกเขาได้ยินมานั้นดาบศักดิ์สิทธิ์จะเลือกนายเหนือของมัน มันจะดูสองอย่างมีคุณสมบัติที่มันต้องการหรือไม่ และมีจิตใจภายในเป็นอย่างไร คุณสมบัติตามที่ต้องการก็คือแข็งแกร่งในแบบไหนเท่านั้นเองที่มันเลือก แต่นี่.....                 “พวกท่านใจเย็นกันก่อน ที่ข้าว่าไปมันคือเรื่องจริง เพราะฉะนั้นแม่หนูข้าขอรับมันกลับไปนยังที่ที่มันควรอยู่และผู้ที่ควรครอบครองมันดีกว่านะ”                 'หน้าด้านเกินไปแล้ว! ข้าอยากได้ไม่ว่ามาตรงๆเลยล่ะ' นี่คือความคิดของโคลตัน เกรย์สัน อเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่คิดออกมาเหมือนกันไม่มีผิด                  ชายครึ่งพฤกษายื่นมือไปเพื่อหวังจะจับมัน                  ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของหญิงสาวดังออกมาจากภายในประตูใหญ่                 “หยุดเดี๋ยวนี้ ใครสั่งให้เจ้าออกมารับหน้าแทนข้าอีกแล้ว คนก่อนก็ถูกเจ้าปั่นหัวไปไม่น้อยนี่ยังจะทำอีกแล้วหรือ”                “ท่านผู้นำข้าไม่ได้ ข้าแค่จะนำดาบกลับ…..”               “ไร้สาระ ดาบได้เลือกเจ้าของแล้วใยต้องไปยุ่งกับความคิดของมัน”                 ปัง                 ท่ามกลางความมืดมิดมือขาวนวลวาดนิ้วกลางอากาศส่งพลังแปลกๆผลักชายครึ่งพฤกษาลอยละลิ่วไปจนมองไม่เห็นว่าไปถึงไหนแต่พลังที่ส่งออกมามันรุนแรงมากจนบางทีเขาอาจสาหัสก็เป็นได้                 “ขออภัยด้วย เขาไม่ใช่คนที่เป็นผู้รอคอยของจริงหรอกเป็นข้าเองที่มีตำแหน่งนั้นและเขาก็เป็นตำแหน่งที่รองจากข้าเท่านั้น หวังว่าทุกท่านคงไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน....และเพื่อไม่ให้พวกท่านเสียผลประโยชน์ข้าจะให้พวกท่านรับสิ่งนี้เอาไว้”                 รากไม้สีเขียวบริสุทธิ์ที่ดูไม่เหมือนรากไม้ทั่วไปแค่สีก็ไม่เหมือนแล้วโผล่ออกมาจากช่องว่างของความว่างเปล่าปลายแหลมของมันหยดน้ำลงขวดใบเล็กใบหนึ่งจากนั้นยื่นมันให้ทุกคนที่ยืนอยู่                 “น้ำหวานพฤกษาชีวิตบริสุทธิ์!”                 สิ่งนี้แน่นอนว่ามันคือของล้ำค่ามากๆเรียกได้ว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างทั้งร่างกายจิตใจและทำให้เปิดปัญญาแห่งเวทมนตร์ที่จะทำให้เวลาศึกษาเวทมนตร์นั้นทำได้ง่ายขึ้นเข้าใจได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก                 เมื่อของแทนโทษมอบให้ทุกคนแล้วหญิงสาวแสนงดงามคนหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูใหญ่ ที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษก็คือเส้นผมของนางที่เปล่งแสงสีดำอ่อนๆออกมาตลอดเวลา                 “นามของข้าคือคลาร่า ผู้นำของผู้พิทักษ์ทั้งสิบแห่งหอสมุดต้องห้าม ท่านผู้มีคุณสมบัติได้มาถึงแล้วข้าเองก็ทำให้พวกท่านต้องลำบากไปมาก โปรดรอสักครู่รอขอข้าตรวจสอบคุณสมบัติของพวกท่านทั้งสอง กรุณาปลดการป้องกันทั้งหมดออก”                 อเล็กซานดร้าไม่กล้าประมาทนางเก็บซ่อนดาบเล่มสีทองไว้ข้างตัวและดาบเล่มสีดำคอยหลบอยู่ข้างๆเอเลน่าเพื่อป้องกันอันตรายเพราะเหตุเมื่อครู่ที่เจอคนที่มาต้อนรับนิสัยแย่จนเกินไปและดูเหมือนจะไม่ใช่หนึ่งในผู้พิทักษ์ที่ว่าด้วย                 “เอเลน่าทำตามที่นางว่ามาเถอะ”                 อเล็กซานดร้ากล่าวพร้อมพยักหน้าให้เอเลน่า ทั้งสองปลดการป้องกันทั้งหมดออกไม่นานนักเถาวัลย์สีเขียวก็เข้ามาห่อหุ้มร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าอย่างรวดเร็วจนทำให้พวกนางกลายเป็นดักแด้ไปแล้วส่วนดาบทั้งสองเล่มก็ตั้งท่าเอาไว้ตลอดเวลา หากเกิดอะไรขึ้นพวกมันจะขยับทันที                 คลาร่าหลับตาลงมือสองข้างขยับไปมาในลักษณะประสานมือเข้าหากันและสลับกับวาดมือ ใช้เเวลาไม่นานนักนางก็ลืมตาขึ้นมาและปลดพลังที่ทำให้อเล็กซานดร้าและเอเลน่าเปํ็นดักแด้ออก                 “ขอต้อนรับนายเหนือคนใหม่”                 คลาร่าคุกเข่าลงคำนับอเล็กซานดร้าและเอเลน่าด้วยความด้วยใจจริง                 จากนั้นเองก็ปรากฏผู้คนมากมายหลายเผ่าพันธุ์เดินออกมาจากประตูใหญ๋แล้วทำอย่างที่คลาร่าทำทุกประการ                 ภาพที่เห็นก็ทำให้อเล็กซานดร้าแปลกใจไปเหมือนกันเพราะคนที่อยู่ที่นี่มีมากมายนัก อาจนับได้ราวๆหลายแสนคนกันเลยทีเดียวและที่โดดเด่นมากคือผู้พิทักษ์ที่ปรากฏออกมาทั้งสิบรวมคลาร่าคือสิบเอ็ดคนและมีหนึ่งในผู้พิทักษ์คนหนึ่งที่จ้องมาที่อเล็กซานดร้าด้วยความละอายใจ ใช่แล้วเขาคือคนที่ออกไปต้อนรับอเล็กซานดร้าที่จำแลงกลายเป็นตัวอะไรสักอย่างนั่นเอง                 “พวกเราสามารถเป็นทุกอย่างให้แก่ท่านได้โปรดสั่งการ เพียงแต่ข้อแม้ของสถานที่แห่งนี้จะยึดตามความแข็งแกร่งของท่านเป็นหลักและชั่งน้ำหนักตามคำสั่งของท่าน”                 คลาร่ากล่าวมาก็ตามนั้นที่แห่งนี้สามารถยึดตามคำสั่งจากนายเหนือได้ทุกอย่างเพียงแต่ติดที่ว่าต้องแข็งแกร่งเทียบเท่ากับคำสั่งที่ได้รับมาเท่านั้น                 “น่าเสียดายจริงๆ”                 โคลตันยิ้มฝืดๆออกมา                 “อืม ผิดหวังไม่น้อยเลย”                 เกรย์สันก็ถอนหายใจไม่ต่างกัน                 แน่นอนเพราะว่าที่เป็นเช่นนั้นเป็นพวกเขาจะอาศัยที่นี่ทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวของพวกเขาที่ในอีกไม่ช้าก็ต้องเป็นคู่พันธสัญญากับอเล็กซานดร้าและเอเลน่าอยู่ดีถึงจะไม่ใช่นายเหนือมันแต่ถ้าให้อเล็กซานดร้าและเอเลน่าทำตามที่ขอสักครั้งสองครั้งจะเป็นอะไรไป                 “พวกท่านลุกขึ้นเถอะ แยกย้ายกันไปก่อนก็อย่างที่ว่าไปข้ายังไม่อาจสั่งอะไรพวกเจ้าได้อย่างเต็มที่เช่นนั้นก็จะไม่ทำ เพราะที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อมาหาดูหนังสือตำราที่น่าสนใจก็เท่านั้น”                 ผู้คนมากมายต่างมองหน้ากันไปมาจากนั้นก็ยืนขึ้นก่อนจะคำนับแล้วถอยออกไปทีละคนจนไม่เหลือใครแม้แต่ผู้พิทักษ์ทั้งสิบก็ตาม                 “นำทางของพวกท่านสิ”                 อเล็กซานดร้ากล่าว                 เมื่อไม่เป็นไปตามที่โคลตันและเกรย์สันหวังไว้พวกเขาก็คงต้องได้แต่รอ และตอนนี้ก็ควรอยู่กับปัจจุบันให้ได้เสียก่อน พวกเขานำทางอเล็กซานดร้าและเอเลน่าเข้าสู่ประตูขนาดใหญ่แล้วหายเข้าไปในนั้น                 ....…….