แสงแดดยามเที่ยงวันแผดเผาลงมาราวกับเพลิงนรกที่หมายจะหลอมละลายผืนแผ่นดินให้กลายเป็เถ้าธุลี ผืนดินรอบหมู่บ้านแตกระแหงเป็ร่องลึกคล้ายกระดองเต่าแก่ชรา ทุกครั้งที่ลมร้อนพัดผ่าน มันจะส่งเสียงหวีดหวิวผ่านร่องดินแตกระแหงราวกับเสียงสะอื้นของคนตาย หอบเอาเม็ดทรายสากระคายมากรีดกรายบาดิั ทุกการสูดลมหายใจ อากาศร้อนแห้งจะกรีดลึกลงไปในคอหอยราวกับกลืนเศษแก้ว แผ่นป้ายไม้หน้าทางเข้าหมู่บ้านที่สลักคำว่า 'หมู่บ้านธุลีแดง' ผุกร่อนจนแทบมองไม่เห็นอักขระ
ต้นข้าวฟ่างในแปลงเพาะปลูกเหี่ยวเฉาจนใบม้วนงอกรอบ ร่องชลประทานแห้งขอด บ่อน้ำกลางหมู่บ้านลดต่ำจนเห็นเพียงโคลนดำข้นเหนียว
หญิงชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ข้างบ่อ มือสั่นเทาใช้กะลาตักน้ำขุ่นคลั่กขึ้นมาทีละน้อย น้ำหนึ่งกะลานั้นต้องแลกกับการประทังชีวิตของคนทั้งครอบครัว เด็กหญิงตัวเล็กริมฝีปากแห้งแตกจนเืซึมรับกะลาน้ำนั้นมาอย่างระมัดระวัง แต่นางกลับไม่ดื่ม กลับหันไปป้อนให้เด็กชายที่นอนโซมอยู่ข้างกำแพงดินแทน
"พี่ชายยังไม่ได้ดื่มน้ำั้แ่เมื่อวาน..."
ไม่ไกลออกไป ชายวัยกลางคนสามคนกำลังใช้จอบขุดพื้นดินแข็งราวหินเพื่อหารากไม้ป่าประทังชีวิต
เคร้ง!
จอบกระแทกหินจนเกิดประกายไฟเล็กๆ หนึ่งในนั้นทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง มองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า
จากกระท่อมหลังหนึ่ง เสียงเด็กร้องไห้ดังออกมาอย่างอ่อนแรง
"ท่านแม่...ข้าหิว..."
เสียงร้องนั้นค่อยๆ เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน หญิงสาวในกระท่อมกอดลูกแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม นางไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวฟ่างเหลืออยู่ในไหเก็บเสบียง
กลิ่นของหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่กลิ่นไอดินธรรมชาติ แต่เป็กลิ่นเปรี้ยวของเหงื่อที่ระเหยแห้งกรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผสมกับกลิ่นคาวโคลนแห้ง ไม้ผุพัง และความสิ้นหวังที่ข้นคลั่กจนแทบจับต้องได้
ท่ามกลางกระท่อมผุพังหลายสิบหลัง มีกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่งที่ดูดีที่สุดในหมู่บ้าน แม้มันจะโอนเอนพร้อมพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อก็ตาม
ภายในกระท่อมความร้อนอบอ้าวทะลวงผ่านรอยแยกของกำแพงดิน ชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนขมวดคิ้วแน่นอยู่บนเตียงไม้ไผ่แข็งกระด้าง เหงื่อเม็ดโป้งไหลซึมเข้าหางตาจนแสบจัด
เฮือก!
ร่างของลู่ชิงเด้งพรวดขึ้นจากเตียงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นผิวน้ำ
กร๊อบ!
เสียงกระดูกสันหลังลั่นประท้วงดังชัดเจน เขาซีดปาก เอื้อมมือกุมหลังด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
"เตียงนรกอะไรวะเนี่ย..."
เขาหอบหายใจหนักหน่วง กวาดตามองรอบตัว
เพดานไม้ไผ่สานหยาบๆ โต๊ะไม้ผุๆ กำแพงดินแตกร้าว ไม่มีเสียงหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศ ไม่มีแสงสีฟ้าจากหน้าจอมอนิเตอร์ ไม่มีแม้แต่ปลั๊กไฟ
เขาคลำมือสะเปะสะปะไปข้างหมอนโดยสัญชาตญาณ
"มือถือข้าล่ะ..."
ไม่พบสิ่งใดนอกจากฟางแห้งๆ หยาบกระด้าง เขาเงยหน้าขึ้น
"เสี่ยวอ้าย เปิดแอร์"
ความเงียบตอบกลับมา
"กูเกิล?"
เงียบ
"สิริ?"
เงียบยิ่งกว่าเดิม มีเพียงเสียงจักจั่นกรีดร้องระงมจากต้นไม้แห้งตายด้านนอก
เขาค่อยๆ ก้มลงมองเสื้อผ้าโบราณบนร่างตัวเอง ก่อนเงยหน้ามองห้องอีกครั้ง ใบหน้าพลันค่อยๆ ซีดลง
"...อย่าล้อเล่นแบบนี้"
ลมร้อนสายหนึ่งพัดหอบเอาฝุ่นดินมากระทบจมูก กลิ่นสากระคายนั้นไปกระตุกสวิตช์บางอย่างในสมอง ภาพความทรงจำสุดท้ายพุ่งชนเข้ากลางอกราวกับรถไฟตกราง!
กองเอกสารวิจัยสูงเท่าูเา... กลิ่นเหม็นไหม้ของแผงวงจรคอมพิวเตอร์และกาแฟแก้วที่สี่... เสียงพัดลมระบายความร้อนตีรวนกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังก่นด่าไม่หยุดพัก...
'ศาสตราจารย์ลู่ งานต้องส่งคืนนี้!'
'ท่านอาจารย์ นักลงทุนรอผลวิจัยอยู่ครับ!'
'วารสารระดับประเทศกำลังทวงต้นฉบับ!'
ความรู้สึกสุดท้ายในชีวิตคือความเย็นเยียบที่แล่นปราดไปทั่วร่าง ทัศนวิสัยหดแคบลงเหลือเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ หูอื้ออึง รสชาติเฝื่อนคาวของเืตีตื้นขึ้นมาในลำคอ พร้อมกับน้ำหนักมหาศาลที่กดทับลงบนหน้าอกจนหายใจไม่ออก... ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับวูบ
ลู่ชิงยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเองอย่างช้าๆ
ตึกตัก... ตึกตัก...
หัวใจยังเต้นอยู่ เต้นด้วยจังหวะราบเรียบและเนิบช้า ไม่มีการสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีกำหนดส่งงาน ไม่มีการประเมินผลงาน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีใครโทรตามงาน
ความทรงจำของ 'เ้าของร่างเดิม' ค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาอีกระลอก
คุณชายตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง... ถูกลูกพี่ลูกน้องใส่ร้าย... ทรัพย์สินถูกริบ... ถูกเนรเทศมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านชายแดนกันดารแห่งนี้
หากเป็ตัวเอกในนิยายเื่อื่น คงกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด และสาบานต่อฟ้าดินว่าจะกลับไปทวงแค้น
แต่ลู่ชิงกลับนิ่งค้างไปนับสิบอึดใจ ริมฝีปากที่แห้งผากของเขาค่อยๆ ยกขึ้น ก่อนที่เสียงหัวเราะแหบพร่าจะหลุดรอดออกมา
"หึ..."
"ฮ่า..."
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เขาทิ้งตัวแผ่หลาลงบนเตียงไม้ไผ่แข็งๆ นั้นอีกครั้ง กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายที่เคยเกร็งเขม็ง บัดนี้คลายตัวออกราวกับน้ำแข็งที่หลอมละลายใต้แสงตะวัน แม้หลังจะยังปวด แม้ความร้อนจะแผดเผาจนเสื้อเปียกชุ่ม แต่ลู่ชิงกลับรู้สึกว่าอากาศที่นี่ช่างบริสุทธิ์และเบาสบายเหลือเกิน สำหรับเขานี่คือ์ชัดๆ
"ถูกเนรเทศ? ยอดเยี่ยม"
"ไม่มีใครใช้งานข้า? สมบูรณ์แบบ"
"ล้างแค้น? ให้หมากัดกันเองไปเถอะ"
เขาดึงหมอนฟางเก่าๆ มากอดก่าย ซุกหน้าลงไปอย่างแสนรักราวกับมันคือสมบัติล้ำค่า น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขจากก้นบึ้งหัวใจ
"ชาตินี้... ข้าจะขอนอนเปื่อยๆ"
"ข้าจะนอนโง่ๆ ทิ้งชีวิตไปวันๆ"
"ข้าจะไม่ทำงานอีกแล้ว!"
เขาหลับตาลงด้วยรอยยิ้มแห่งอิสรภาพ หวังเพียงจะได้ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
แว่วเสียงฝีเท้าม้าควบตะบึง เสียงโลหะปะทะกัน และเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากไกลๆ ตามมาด้วยกลิ่นควันไฟที่เริ่มลอยคละคลุ้ง แต่ลู่ชิงกลับขมวดคิ้ว ดึงหมอนฟางใบเก่ามาปิดหูแน่น ี้เีเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมาสนใจ
'ใครจะตีกันก็ตีไปเถอะ ขอแค่ไฟไม่ไหม้ลามมาถึงเตียงข้าก็พอ...' เขาคิดในใจอย่างมักง่าย
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง—
ปัง!!
บานประตูไม้ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานพับแทบหลุดกระเด็น
ชายชราร่างผอมโซพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ลมหายใจหอบถี่ตีบตัน ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เขาทรุดตัวคุกเข่าลงกระแทกพื้นดัง ตึง!
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน! ทะ... แย่แล้วขอรับ!"
ลู่ชิงลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด "...อะไรอีก"
ทว่า เมื่อชายชราเงยหน้าขึ้นมองสายตาของเขา กลับต้องชะงักงัน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของชายชรา คือชายหนุ่มที่นอนตระกองกอดหมอน เปลือกตาปรือขึ้นอย่างเกียจคร้าน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างผ่อนคลาย ไร้ซึ่งวี่แววของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ท่ามกลางสถานการณ์ความเป็ความตายเช่นนี้ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านกลับยังคงรักษาความสงบนิ่ง เยือกเย็นราวกับผืนน้ำลึกล้ำที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุคลั่ง!
ชายชรารู้สึกถึงความยำเกรงที่แล่นปราดขึ้นมาในอก
'์! หรือว่าท่านคาดการณ์ไว้แล้ว? รอยยิ้มที่มุมปากนั่น... ท่านรู้ล่วงหน้าและเตรียมแผนรับมือไว้หมดแล้วสินะ! ช่างเป็บุรุษที่ลึกล้ำหาใดเปรียบ!'
เมื่อคิดได้ดังนั้น น้ำเสียงของชายชราก็เริ่มมีความหวังเจือปน น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
"พะ... พวกโจรเขาดำลงจากูเามาปล้นหมู่บ้านขอรับ! พวกมันกำลังแย่งชิงเมล็ดพันธุ์เฮือกสุดท้ายของพวกเรา เผากระท่อม และจับเด็กๆ ไปแล้วขอรับ!"
ความเงียบโรยตัวลงมาในกระท่อมทันที
รอยยิ้มฟินๆ บนใบหน้าของลู่ชิงแข็งค้าง ิญญาแทบลอยออกจากร่าง
ผ่านไปสามอึดใจ...
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นทะลุหลังคากระท่อม
"หนีก็เหนื่อย... ขัดขืนก็โดนฟัน... ข้าเพิ่งตั้งใจจะนอนเปื่อยๆ ไปวันๆ เองนะโว้ยยยยยยยยยย!!!"
ลู่ชิงกุมศีรษะตัวเองแน่น ร้องะโลั่นกระท่อมด้วยความอัดอั้นจนแทบกระอักเื
ภาพในหัวของเขาตอนนี้คือการต้องวิ่งหอบแฮกปีนข้ามเขาฝ่าอุณหภูมิระดับสี่สิบองศา ขณะที่กลุ่มโจรถือดาบขึ้นสนิมวิ่งไล่ฟันอยู่ด้านหลัง
สำหรับอดีตนักวิชาการที่พกพาทั้งโรคปวดหลังเรื้อรัง หมอนรองกระดูกเสื่อม และมีค่าความทนทานของร่างกายติดลบ... การวิ่งหนีโจรกลางแดดเปรี้ยงแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายด้วยวิธีที่เหนื่อยที่สุด
"ไม่! ข้าไม่วิ่ง!"
"ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาทับ ข้าก็จะนอน!"
เขากระชากหมอนฟางมากอดแน่น ทิ้งตัวลงบนเตียงไม้ไผ่ เตรียมหลับหูหลับตาเมินเฉยต่อโลกทั้งใบ
ทว่า—
"กรี๊ดดดดดด!"
เสียงกรีดร้องแหลมสูงของสตรีดังก้องทะลวงผ่านรอยแยกกำแพงดินเข้ามา ตามมาด้วยเสียงเด็กร้องไห้จ้าจนแทบขาดใจ
"ท่านแม่! ช่วยข้าด้วย!"
"อย่าพาลูกข้าไป! ได้โปรดเถิด!"
ปัง!
เสียงเนื้อกระทบของแข็งอย่างรุนแรงดังสะท้อนมา ลู่ชิงชะงัก ลมหายใจสะดุด เขาขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ พยุงร่างปวดเมื่อยไปชะโงกมองผ่านช่องหน้าต่างไม้แตกๆ
เบื้องนอก เด็กชายอายุไม่ถึงสิบปีถูกโจรลากไปกับพื้นดินหยาบสากจนหัวเข่าปริแตก เืสีสดไหลซึม มารดาของเด็กผวาเข้าเกาะขาโจรไว้แน่น ร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง
"ปล่อยลูกข้า!"
พลั่ก! โจรร้ายตวัดรองเท้าหนังถีบเข้าที่ยอดอกนางจนกระเด็นไปอัดกำแพงดิน หญิงสาวกระอักเืสีคล้ำออกมา เด็กชายกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง
บนหลังม้าผอมโซ หัวหน้าโจรร่างั์ที่มีแผลเป็พาดผ่านใบหน้ากำลังหัวเราะร่าอย่างเหิมเกริม
"ค้นให้ทั่ว! กวาดเอาอาหาร ผู้หญิง และเด็กที่ขายได้กลับไปให้หมด! ใครกล้าขัดขืน... บั่นคอหมูของพวกมันทิ้งซะ!"
เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงสบถด่าทอดังระงม ตีรวนกลายเป็คลื่นเสียงแห่งความโกลาหลที่บาดหู ลู่ชิงหลับตาลงช้าๆ เส้นเืตรงขมับกระตุกเต้นตุบๆ...
'หนวกหูโว้ย!... แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าพวกมันฆ่าชาวบ้านตายหมด หรือจับตัวไปเป็ทาสจนเกลี้ยงหมู่บ้าน แล้วใครจะซักเสื้อผ้าให้ข้า? ใครจะทำกับข้าวให้ข้ากินวะ? ให้ข้าตักน้ำเองก่อไฟเองเนี่ยนะ? บัดซบ... ข้าคงต้องยอมออกแรงไล่พวกสวะนี่ไปสินะ'
ความเงียบสงบที่เขาใฝ่ฝันถูกะเิทิ้งจนไม่เหลือซาก และนั่น... คือความผิดบาปที่อดีตมนุษย์เงินเดือนผู้โหยหาการพักผ่อน ให้อภัยไม่ได้ที่สุด!
เขาลุกพรวดขึ้นจากเตียง ด้วยความหงุดหงิดจึงยกเท้าที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นถีบบานประตูผุๆ หมายจะระบายอารมณ์
โครมมม!!
ทว่าบานประตูไม้ที่ง่อนแง่นถูกปลวกกินจนกลวง กลับหลุดกระเด็นออกจากวงกบล้มครืนลงไปกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วทิศ!
ผู้ใหญ่บ้านและอาฝูที่หมอบตัวสั่นงันงกซ่อนอยู่หน้ากระท่อมสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้างมองบานประตูที่พังทลาย ก่อนจะรีบคลานเข้ามากอดขาลู่ชิง
"ทะ... ท่านหัวหน้าหมู่บ้านใช้พลังปราณกระแทกประตู! อย่าออกไปเลยนะขอรับ! พวกมันมีม้า มีดาบ มีกันตั้งสามสิบคน! พวกเราสู้ไม่ได้หรอกขอรับ!"
ลู่ชิงไม่ตอบรับคำเจื้อยแจ้วและการมโนแจ่มนั้น เขายืนนิ่ง หรี่ตาสู้แสงแดดเจิดจ้า กวาดตามองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความเร็วที่สมองซีกซ้ายประมวลผล
โจรสามสิบคน... อาวุธหยาบๆ ทรงตัวบนหลังม้า ชาวบ้านอดอยากหมดแรง... ปะทะตรงๆ คือตายตายตาย
ทว่าสายตาของศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญกลับสะดุดเข้ากับรายละเอียดบางอย่าง... ดาบในมือพวกมันแม้จะขึ้นสนิมแต่วิธีการจับดาบกลับเป็ระเบียบองศาเดียวกันเป๊ะ ม้าแม้จะผอมโซแต่วิธีตีเกือกม้าที่สะท้อนแสงแดดอยู่นั้นกลับเป็รูปแบบมาตรฐานของกองทัพ...
'หืม... ไม่ใช่โจรป่ากระจอก แต่เป็ทหารหนีทัพหรือพรางตัวมาสินะ? ช่างเถอะ เป็อะไรก็ช่าง น่ารำคาญพอกัน'
สายตาของเขาเคลื่อนผ่านกลุ่มโจร ไปหยุดที่กองไฟปล้นสะดมที่พวกโจรเพิ่งจุดขึ้น ทิศทางลมพัดจากใต้ขึ้นเหนือ... ความเร็วลมแรงจัด ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเกือบเป็ศูนย์
จากนั้น สายตาของเขาก็ไปหยุดนิ่งที่ 'กองขยะ' ขนาดมหึมาเหนือลม ที่ชาวบ้านสุมทิ้งไว้ริมตีนเขา
ภายในนั้นมีมูลค้างคาวแห้งกรัง ซากเถาวัลย์และดอกลำโพงกาสลักที่เหี่ยวเฉา เศษพืชอมน้ำมัน และขี้เถ้าก้นเตา สมองของอดีตศาสตราจารย์แล่นปรู๊ด ทฤษฎีเคมีและฟิสิกส์ถูกดึงมาใช้ในเสี้ยววินาที
'มูลค้างคาวมีแอมโมเนียและไนเตรตเข้มข้น ดอกลำโพงกาสลักมีสารระคายเคืองที่ทำให้ประสาทหลอนอย่างรุนแรง... เมื่อถูกเผาด้วยความร้อนสูงจะเกิดควันพิษมหาศาล'
'ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักอุณหพลศาสตร์ อากาศร้อนจัดเจอกับกองไฟที่ลุกพรึ่บกะทันหัน จะสร้างกระแสลมยกตัวอย่างรุนแรง มันจะดูดควันพิษพุ่งม้วนขึ้นไปกระแทกหน้าพวกโจรที่ยืนล้อมกองไฟอยู่ ก่อนที่ควันจะลอยสูงข้ามหลังคาหมู่บ้านไป ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายชาวบ้าน... ยอดเยี่ยม'
เขาปัดฝุ่นที่มือ หันไปมองผู้ใหญ่บ้านและอาฝูที่ยังคงตัวสั่นตระหนก
"พวกเ้าสองคน" ลู่ชิงกดเสียงต่ำ
ทั้งคู่สะดุ้งเฮือก "ขะ... ขอรับ!"
ลู่ชิงชี้ปลายนิ้วไปยังกองขยะมูลค้างคาวและดอกลำโพงกาสลัก "ลอบหมอบไปด้านหลังคันดินนั่น... แล้วถีบกองขยะทั้งหมดลงไปในกองไฟซะ"
ทั้งสองหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม อาฝูครางเสียงสั่น "ตะ... แต่นั่นมันมูลค้างคาวกับดอกไม้พิษนะขอรับ! กลิ่นมันเหม็นฉุนจนวัวยังสลบ ถ้าเผามัน... ควันมันจะ..."
ลู่ชิงหรี่ตาลง มองทะลุเข้าไปในดวงตาของทั้งคู่ ความเงียบที่หนักอึ้งโรยตัวลงมากดทับจนอาฝูแทบหยุดหายใจ
ชายหนุ่มี้เีอธิบายสมการเคมีให้คนยุคโบราณฟัง เขาจึงเพียงแค่เอามือไพล่หลัง ทอดถอนใจออกมาอย่างเกียจคร้านและเอ่ยเพียงสั้นๆ
"ทำ-ตาม-ที่-สั่ง... หรือพวกเ้าคิดว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้?"
การย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความกลัว ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงในจิตใจของผู้ฟัง
ผู้ใหญ่บ้านเบิกตากว้าง ััได้ถึงกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มตรงหน้า... 'ไม่ลนลาน ไม่เกรงกลัว... หรือว่าที่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านใช้พลังปราณกระแทกประตูเมื่อครู่นี้ ก็เพื่อข่มขวัญศัตรู? แล้วยังใช้วิชาค่ายกลฟ้าดินอีก? ใช่แล้ว! การใช้ของสกปรกสยบความชั่วร้าย นี่คือวิชาเซียนในตำนาน!'
"ขะ... ข้าน้อยเข้าใจแล้ว! ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้!" ผู้ใหญ่บ้านน้ำตาคลอด้วยความเลื่อมใส ก่อนจะดึงคอเสื้ออาฝูพากันหมอบคลานเลาะคันดินไปอย่างรวดเร็ว
ลู่ชิงกรอกตาเบาๆ ยกมือขึ้นทุบหลังเอวตัวเอง 'เข้าใจอะไรของพวกมันวะ... ช่างเถอะ ปวดหลังชะมัด'
ในขณะที่หัวหน้าโจรกำลังเงื้อดาบเตรียมสับกบาลชายหนุ่มที่พยายามขัดขืน ทันใดนั้นเอง—
โครม!!
กองขยะมูลค้างคาวและดอกลำโพงกาสลักปริมาณมหาศาลถูกถีบถล่มลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชน
วูมมมม!
เปลวเพลิงปะทะความร้อน เกิดเสียงปะทุพรึ่บดังสนั่น มวลอากาศร้อนจัดเกิดการยกตัว สร้าง 'เมฆพิษ' สีเหลืองอมเขียวข้นคลั่ก พุ่งทะยานแหวกอากาศไปตามกระแสลมร้อน ราวกับอสรพิษั์ที่พุ่งเข้าฉกเหยื่อ!
มวลควันพิษเข้าปะทะกลุ่มโจรเต็มๆ ในชั่วพริบตา
"อ๊ากกกกกก!!!"
เสียงร้องโหยหวนดั่งสัตว์ถูกเชือดดังระงม
หัวหน้าโจรเบิกตากว้าง ััแรกคือกลิ่นฉุนจัดที่บาดลึกทะลวงจมูก ตามมาด้วยรสขมปร่าอมเปรี้ยวที่เคลือบติดลิ้นและลำคอ ในวินาทีต่อมา มันรู้สึกราวกับมีเข็มเหล็กเผาไฟนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่ลูกตาและเยื่อบุโพรงจมูก ภาพหลอนจากพิษดอกลำโพงกาสลักเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ระบบประสาท!
"ตาข้า! ร้อน! แสบตาเหลือเกิน! ปีศาจ... ข้าเห็นปีศาจ!"
"แค่ก! แค่กๆๆ! อ่อก..."
โจรนับสิบคนทิ้งดาบ ยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างบ้าคลั่งยิ่งขยี้สารเคมีก็ยิ่งบาดลึก บางคนล้มลงดิ้นทุรนทุรายกับพื้นดิน อาเจียนเอาอาหารและน้ำดีออกมาจนหมดกระเพาะ หายใจไม่ออกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอ
ม้าที่รับกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์แตกตื่นขีดสุด พวกมันยกขาหน้าขึ้นฟาดอากาศ สะบัดร่างโจรตกลงมากระแทกพื้น เสียงกระดูกหักดัง กร๊อบ สลับกับเสียงร้องครวญคราง
ท่ามกลางมวลควันสีเหลืองเขียวที่หมุนวนพุ่งขึ้นฟ้า หัวหน้าโจรพยายามฝืนลืมตาที่บวมเป่งและแดงก่ำจนมีเืซึม สิ่งเดียวที่มันมองเห็นผ่านม่านควัน... คือเงาร่างของชายหนุ่มในชุดผ้าหยาบๆ ยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระท่อม
ลู่ชิงไม่ได้ชักดาบ ไม่ได้ตั้งท่าต่อสู้ เขากำลัง... อ้าปากหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะยกนิ้วก้อยขึ้นแคะหูอย่างเกียจคร้าน
ทว่า ภาพการ 'หาว' และ 'แคะหู' ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและควันพิษนั้น... ในมุมมองของหัวหน้าโจรที่ประสาทหลอนและขวัญหนีดีฝ่อ มันคือภาพสะท้อนของมัจจุราชที่เ็าที่สุด!
'มันไม่สะทกสะท้านกับพิษ! มันยืนหาวเยาะเย้ยท่ามกลางความตาย! ค่ายกลมาร... หมู่บ้านนี้มีผู้ใช้วิชาค่ายกลมารซ่อนอยู่!!'
"หนี!!" หัวหน้าโจรแผดเสียงแตกพร่า "ถอย! ถอยโว้ยยยย!"
เหล่าโจรที่เหลือรอดต่างพากันคลานหนีตายทุลักทุเล ทิ้งเสบียง ทิ้งอาวุธ ทิ้งแม้กระทั่งสหายที่นอนอาเจียนเป็เื บางคนวิ่งชนกำแพง บางคนล้มลุกคลุกคลานหนีหายเข้าไปในป่ารกทึบอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วจิบชา หมู่บ้านกลับเข้าสู่ความสงบ... ที่เจือไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึก กระแสลมยกตัวได้หอบเอาควันพิษม้วนข้ามหลังคาหมู่บ้านลอยหายไปบนท้องฟ้า โดยไม่ทันได้ย้อนกลับมาทำร้ายชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย
มารดารีบพุ่งเข้าไปกอดลูกชายที่รอดพ้นเงื้อมมือโจร ทั้งสองกอดกันร้องไห้โฮ ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ค่อยๆ เดินออกมาด้วยสายตาตื่นตะลึง
ผู้ใหญ่บ้านและอาฝูวิ่งน้ำตาไหลพรากกลับมา ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าลู่ชิง โขกศีรษะกับพื้นดินแข็งๆ เสียงดัง ปึก ปึก!
"ท่านปราชญ์เซียน! ท่านใช้วิชาค่ายกลสังหารศัตรู ช่วยชีวิตพวกเราไว้!"
"์ส่งท่านมาโปรดชัดๆ!"
ชาวบ้านหลายสิบชีวิตพร้อมใจกันคุกเข่าลง เสียงก้มกราบและสรรเสริญดังกึกก้อง
ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ ลู่ชิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่ได้รู้สึกฮึกเหิม ไม่ได้รู้สึกภูมิใจ สิ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขามีเพียงคำว่า...
'เตียงนอนจ๋า ข้ามาแล้ว'
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกลับเข้ากระท่อม ทิ้งตัวลงแผ่หลาบนเตียง ซุกหน้าลงกับหมอนฟางเหม็นๆ อย่างหมดแรง
"ในที่สุด... ก็ได้นอนเปื่อยๆ สักที..."
เสียงกรนแ่เบาดังขึ้นแทบจะในวินาทีต่อมา
ทว่า บนยอดเขาอันห่างไกลออกไป
หัวหน้าโจรที่ดวงตาบวมแดงจนลืมแทบไม่ขึ้น กำลังหันกลับมามองหมู่บ้านธุลีแดงด้วยความหวาดหวั่นและเคียดแค้นสุดขีด
"รายงานนายพล..." มันเผลอหลุดยศที่แท้จริงออกมาก่อนจะกัดฟันกรอด เืไหลซึมมุมปาก "หมู่บ้านชายแดนนั่น... ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา มีจอมเวทวิชาอสูรซ่อนตัวอยู่ เราต้องส่งกองกำลังหลักของแคว้น... มาบดขยี้มันให้จงได้!"
สายลมร้อนพัดผ่านยอดเขาอย่างแ่เบา... ในขณะที่ลู่ชิงกำลังฝันหวานถึงการนอนเปื่อยๆ เขาไม่มีทางรู้ตัวเลยว่า... 'ความี้เี' ของตนเอง เพิ่งจะจุดชนวนลากเอาาระดับแคว้น เข้ามาจ่อถึงหน้าประตูบ้านเข้าให้แล้ว!
แสงอรุณยามเช้าวันถัดมาสาดลอดผ่านรอยแตกของกำแพงดิน ทอดประกายสีทองลงบนพื้นกระท่อมไม้ไผ่
บนเตียงแข็งกระด้าง ลู่ชิงกำลังนอนขดตัวม้วนอยู่ในผ้าห่มเก่าๆ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไมราวกับทารกที่กำลังฝันหวาน
ในห้วงแห่งความฝันนั้น... เขากำลังทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหนานุ่มระดับห้าดาว ััได้ถึงความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ กลิ่นหอมสะอาดของน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยเตะจมูก
ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจดหมายด่วนที่เด้งรัวเป็ปืนกล ไม่มีการประเมินผลงานที่คอยบีบคอ นี่คือสรวง์อันเป็นิรันดร์ของมนุษย์ที่จิติญญาแหลกสลายจากการทำงานหนักอย่างแท้จริง
ทว่า—
"ท่านแม่... ข้าเจ็บแผลเหลือเกิน..." เสียงเล็กๆ ของเด็กดังแว่วแทรกเข้ามาในโสตประสาท
"อดทนหน่อยนะลูก... เดี๋ยวแม่จะเอาสมุนไพรพอกให้" เสียงหญิงสาวสะอื้นไห้ตอบกลับมา
ลู่ชิงขมวดคิ้วยุ่ง รอยยิ้มฟินๆ เริ่มบิดเบี้ยว จากนั้น...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงค้อนไม้ตอกลิ่มดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้ากระท่อม!
"รีบซ่อมหลังคาฝั่งนี้เร็วเข้า!"
"ดันเสาขึ้นไป! ระวังเถ้าถ่านตรงนั้นยังร้อนอยู่!"
"ลากม้าของพวกโจรไปผูกไว้ที่ลานกว้าง!"
ความวุ่นวายดังกึกก้องราวกับตลาดสดที่กำลังถูกไฟไหม้ สภาพแวดล้อมทางเสียงโจมตีอย่างไร้ปรานี
ลู่ชิงสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกความจริงด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
"หนวกหูแต่เช้าเลยโว้ยยยย!"
เขาคว้าหมอนฟางอุดหูตัวเองแน่น แต่เสียงความวุ่นวายก็ยังทะลวงทะลุเข้ามาในสมอง ไม่เปิดโอกาสให้ความเกียจคร้านได้ทำงานต่อ สุดท้ายลู่ชิงก็เตะผ้าห่มทิ้ง ลุกพรวดขึ้นด้วยสภาพผมเผ้าชี้ฟู เสื้อผ้าหลุดลุ่ยยับยู่ยี่ เขาลากเท้าหนักๆ ไปที่ประตู ก่อนจะกระชากมันเปิดออก
แอ๊ดดด—
ทันทีที่บานประตูเปิดกว้าง ภาพตรงหน้าก็ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของเขาชะงักงัน
สภาพหมู่บ้านบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยเขม่าควันดำ เสาไม้หลายต้นหักโค่น กำแพงดินพังทลาย ชาวบ้านหลายคนมีผ้าพันแผลเปื้อนเื เด็กบางคนยังคงเกาะขามารดาร้องไห้สะอึกสะอื้น หญิงสาวที่ถูกโจรถีบเมื่อคืนนั่งพักพิงกำแพงด้วยใบหน้าซีดเซียว
แต่ทว่า... สิ่งที่ผิดแปลกไปคือ 'แววตา' ของพวกเขา
ท่ามกลางซากปรักหักพัง ชาวบ้านทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วย 'ความหวัง' พวกเขากำลังช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือน ลำเลียงเสบียง และจัดการกับม้าของพวกโจรอย่างแข็งขัน
และทันทีที่บานประตูกระท่อมของลู่ชิงเปิดออก... ทุกการกระทำในลานกว้างก็หยุดชะงัก สายตานับร้อยคู่ตวัดหันมามองที่หน้ากระท่อมเป็ตาเดียว
"ท่านปราชญ์เซียนตื่นแล้ว!" ใครคนหนึ่งะโขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
ในสายตาของลู่ชิง เขาคือคนงัวเงียที่เพิ่งตื่นนอน... แต่ในสายตาของชาวบ้านที่กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ภาพของชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ปราศจากการแต่งกายที่รัดกุมตามธรรมเนียมขุนนาง มันคือภาพของ 'ยอดคนผู้หลุดพ้นจากกิเลสทางโลก'!
ความไม่แยแสต่อรูปลักษณ์ภายนอก คือเครื่องยืนยันถึงความสมถะและจิติญญาอันบริสุทธิ์ของปราชญ์เต๋าโดยแท้!
ลู่ชิงหน้าซีดเผือด สัญชาตญาณร้องเตือนถึงหายนะ "...เดี๋ยวนะ"
เขากำลังจะก้าวถอยหลังแล้วปิดประตูกระแทกหน้าทุกคน แต่ช้าไปเสียแล้ว ผู้ใหญ่บ้านและอาฝูพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าขวางหน้าประตูทันที
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน! ได้โปรดอย่าเพิ่งปลีกวิเวกหนีพวกเราไปเลยขอรับ!"
"ใครจะหนีไปปลีกวิเวกวะ! ข้าจะกลับไปนอน!" ลู่ชิงแทบกระอักเื
ผู้ใหญ่บ้านไม่ฟังเสียง เขาชี้มือไปยังลานกลางหมู่บ้านที่บัดนี้เต็มไปด้วยทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากพวกโจร... ดาบเหล็กนับสิบเล่ม คันธนู ม้าศึกผอมๆ สามตัว และเสบียงอีกจำนวนหนึ่ง
สายตาของลู่ชิงกวาดมองสิ่งของเ่าั้อย่างรวดเร็ว ดาบเหล็กนั่นเขาคร้านจะสนใจ แต่ม้าผอมสามตัวนั่น... ในสายตาของศาสตราจารย์ด้านการเกษตร นี่คือเครื่องทุ่นแรงชั้นยอดสำหรับไถนาและลากเกวียน ทว่าเขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ชายชราก็ชูม้วนไม้ไผ่ขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือที่สั่นเทา
"เมื่อคืนนี้ หากไม่ได้ค่ายกลของท่าน พวกเราคงกลายเป็ผีเฝ้าหมู่บ้านไปแล้ว! ความเมตตาและสติปัญญาของท่านประจักษ์ชัดแก่สายตาฟ้าดิน..." ผู้ใหญ่บ้านสูดลมหายใจลึก ก่อนจะประกาศก้อง "พวกเาาวบ้านทุกคนจึงลงมติอย่างเป็เอกฉันท์... ขอแต่งตั้งท่านเป็ 'เ้าเมือง' แห่งหมู่บ้านธุลีแดงนี้อย่างเป็ทางการขอรับ!!"
สิ้นคำประกาศ ชาวบ้านนับร้อยชีวิต ไม่เว้นแม้แต่คนเจ็บหรือเด็กเล็ก ต่างพร้อมใจกันทรุดตัวลงคุกเข่า ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วลานกว้าง
"ขอคารวะท่านเ้าเมืองลู่!" เสียงดังกึกก้องะเืเลื่อนลั่น
ลู่ชิงยืนตัวแข็งทื่อ สมองหยุดประมวลผลไปสามวินาทีเต็ม จากนั้น... าแในจิติญญาจากอดีตชาติก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง!
ภาพการทำงานล่วงเวลาที่ดิ่งลงเหว... เสียงนักลงทุนตบโต๊ะด่าทอ... กองจดหมายรายงานผลที่ยังไม่ได้อ่านนับร้อยฉบับ...
'คุณลู่ชิง โครงการนี้บริษัทฝากความหวังไว้ที่คุณคนเดียวนะ ช่วยรับผิดชอบงานส่วนนี้เพิ่มอีกนิดเถอะ'
ตึกตัก... ตึกตัก...
หัวใจของลู่ชิงเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก ลมหายใจเริ่มตีบตัน เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลซึมชื้นแผ่นหลัง ััได้ถึงความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าในชาติก่อนกำลังจะหวนกลับมา!
"ไม่..." เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ไม่เอา..." ถอยไปอีกก้าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"ข้าไม่เป็..."
เขาพิงกรอบประตู กำหมัดแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด แล้วแผดเสียงะโลั่นหมู่บ้าน
"ข้าไม่รับงานเพิ่มแล้วโว้ยยยยยย!!!"
สรรพเสียงในหมู่บ้านเงียบกริบลงทันตา ชาวบ้านเงยหน้ามองลู่ชิงด้วยความงุนงง ชายหนุ่มผู้ปรารถนาการนอนเปื่อยรีบโบกมือปัดเป็พัลวัน ชี้ไปยังกองทรัพย์สินกลางลาน
"ทรัพย์สินพวกนั้น ม้า ดาบ เสบียง... พวกเ้าเอาไปแบ่งกันเองเลย! จัดการกันเอง! ตำแหน่งผู้นำ เ้าเมืองบ้าบออะไรนั่น ข้าไม่เอาทั้งนั้น!" เขาเชิดหนาขึ้น ประกาศอุดมการณ์สูงสุดในชีวิต "ข้าเป็คนเกียจคร้าน! ข้าทนความลำบากไม่ได้! ข้าแค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ นอนเปื่อยๆ ไปวันๆ... ดังนั้น อย่า-เอา-เื่-งาน-มา-ให้-ข้า-ทำ-อีก!"
พูดจบ เขาก็หมุนตัวหันหลัง เตรียมจะเดินกลับไปซุกตัวในผ้าห่ม แต่ทว่า... ปฏิกิริยาของมนุษย์ผู้โหยหาที่พึ่งพิงนั้น ล้ำลึกเกินกว่าที่เขาจะคาดเดา
ผู้ใหญ่บ้านน้ำตาหลั่งริน ร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่น
"์... ได้ยินหรือไม่ทุกคน!" ชายชร