
บทที่ 5 อย่าลืมเก็บเศษหน้าที่ร่วงอยู่ด้วยล่ะ
“ที่นี่มัน …”
เซโน่นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าจู่ๆ รอยแยกก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จากนั่นมือสีขาวซีดและเย็นจำนวนมากดึงเค้าเข้ามาที่นี่
“ดวงไม่ดีเลยแหะ แล้วมือที่ดึงเราเข้ามานั่นมันของเ้าพวกนี้งั้นเหรอ” เซโน่มองไปโดยรอบ หมอกหนาสีดำปกคลุมไปทั่วมองอะไรแทบไม่เห็น ผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปมามองเห็นเพียงคนที่เดินเฉียดเข้ามาใกล้จริงๆ เท่านั้น ทั้งที่มองอะไรแทบไม่เห็นแต่ผู้คนกลับเดินสวนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ทั้งที่ผู้คนเดินกันมากมายขนาดนี้แต่กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่ได้ยินเสียงของลมหายใจ เ้าพวกนี้ทั้งหมด เป็สัตว์ประหลาดแห่งรอยแยก? แต่ถึงจะเป็สัตว์ประหลาดแห่งรอยแยกก็ไม่น่าจะดูไร้ชีวิตชีวาได้ขนาดนี้ ในขณะที่เซโน่กำลังสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้านั้น ก็ได้ยินเสียงของแมวร้องขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
เมี๊ยว~
เซโน่หันไปมองตามต้นเสียงเห็นเ้าเหมียวขนฟูเดินผ่านฝูงชนไป เ้าเหมียวตัวนั้นแม้จะดูเหมือนแมวทั่วไป แต่ก็ดูไม่เหมือนซะทีเดียว มันมีขนสีขาวยาว ตรงข้อเท้ามีผ้าสีแดงพันอยู่ทั้งสี่ข้าง ขนที่ปลายหาง หน้าผาก และหางตาตามีสีแดงแต้มแต่ง ั์ตาเป็สีเงินดูเป็ประกาย ไม่ว่ายังไงก็ดูไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทั่วไป เ้าเหมียวเดินผ่านฝูงชนไปเฉยๆ โดยที่ไม่หลบคนแม้แต่คนเดียวแล้วคนเล่า ราวกับว่าเดินทะลุร่างกาย่ล่างของคนพวกนั้นไป เ้าเหมียวหันมาสบตากับเซโน่เหมือนกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง
แมวตัวนั้นเหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่างอยู่เลย จะว่าไปแล้วมันเดินลอดหว่างขาของผู้คนพวกนี้ได้โดยไม่ต้องหลบเลยเหรอ หรือเ้าแมวตัวนั้นไม่มีร่างกายเป็เหมือนกับิญญา? เพราะไม่มีร่างกายก็เลยทะลุผ่านไปได้ แต่เหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นเหมือนมันกำลงพยายามบอกอะไรกับผมอยู่ ถ้าเกิดไม่ใช่เ้าเหมียวที่มีร่างกายที่เดินทะลุผู้คนได้แต่เป็ คนพวกนี้ต่างหากที่ไม่มีร่างกายท่อนล่างล่ะ เพราะงั้นก็เลยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า หมอกหนาที่ปกคลุมพื้นพวกนี้ มีไว้เพื่ออำพรางส่วนขาท่อนล่างที่ไม่มีอยู่จริง คนพวกนี้พอดูดีๆ แล้วใบหน้าไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าถูกวาดออกมาเป็ยังไงก็เป็ยังงั้น
ผมนั่งย่อตัวลงทำท่าเหมือนกำลังผูกเชือกรองเท้า เงยหน้าชำเลืองมองไปที่ผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปมา ผลลัพธ์ก็คือผู้คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีมนุษย์จริงๆเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงแค่ผมเท่านั้นที่เป็มนุษย์เพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ ร่างกายที่มีเพียงท่อนบนนับร้อยลอยไปลอยมาในที่แห่งนี้เพื่อหลอกคนที่หลงเข้ามา ที่นี่ไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียวมันควรจะเป็แบบนั้น ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าหยุดอยู่ที่ด้านหลังของผม ผมรีบลุกขึ้นหันไปมองเธอคนนั้นั้แ่หัวจรดเท้า จึงเห็นว่าเธอมีร่างกายที่ครบตามปกติ มีทั้งท่อนล่างและท่อนบน
“คุณเป็มนุษย์ใช่ไหมคะ? ”
หญิงสาวท่าทางเรียบร้อยดูเจียมเนื้อเจียมตัว ใส่เสื้อผ้าราคาแพงแต่ชุดดูไม่พอดีตัว ใส่นาฬิกาหรู ใส่ของหรูหราทั้งตัวแต่กลับใส่รองเท้าแตะธรรมดา สีหน้าซีดเซียว เดินมาถามเซโน่ด้วยสีหน้าที่เป็กังวล
“ใช่ครับ พี่สาวเองก็ถูกรอยแยกนี่ดึงเข้ามาเหรอ ท่าทางอิดโรยแบบนี้น่าจะติดอยู่ที่มาสักพักแล้วสินะ ว่าแต่…พี่สาวมีแฟนรึยัง” เซโน่ถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เอ๊ะ?! ฉะ ฉันเหรอคะ”
หญิงสาวถามย้ำมองไปที่เซโน่ ใบหน้าที่ซีดเซียวมีแก้มแดงระเรื่อ เซโน่พยักหน้าหญิงสาวจึงตอบเสียงเบาๆ
“ยังไม่มีค่ะ”
“แล้วพี่สาวติดอยู่ที่นี่มากี่วันแล้วเหรอ? ”
“ฉันอยู่ที่นี่มาประมาณสามวันแล้วค่ะ รอยแยกนี้จะสุ่มปรากฏไปตามที่ต่างๆ แค่ชั่วพริบตาก็จะย้ายที่จากอีกที่ไปอีกที่หนึ่งได้ในพริบตา ที่ผ่านๆมาก็เลยยังไม่มีเคยมีใครกำจัดรอยแยกนี้ได้เลยค่ะ ทุกคนที่ติดอยู่ที่นี่ยังไม่มีใครเคยรอดไปได้เลย”
“พี่สาวรู้ละเอียดจังเลยนะ”
“เป็เื่ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาภายในหมู่ผู้เคราะห์ร้ายน่ะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วยสินะ แล้วคนอื่นๆ ไปไหนกันหมดแล้วล่ะ”
“ทะ ทุกคนตายไปหมดแล้วค่ะ เมื่อคืนก่อนอยู่ดีๆ ทุกคนก็เริ่มฆ่ากัน โดยใช้อาวุธที่ติดอยู่กับหุ่นพวกนั้น” เซโน่มองตามไปทางหุ่นที่หญิงสาวชี้ไป
จะว่าไปแล้วหุ่นบางตัวก็มีอาวุธติดอยู่ด้วย ทำไมกันนะเป็ของคนที่ถูกรอยแยกดึงเข้ามางั้นเหรอ พวกมันจำเป็ต้องใช้อาวุธพวกนี้ด้วยงั้นเหรอ
“หลังจากที่ทุกคนตายก็กลายสภาพเป็หุ่นที่มีเพียงแค่ท่อนบนเหมือนกับพวกหุ่นที่ลอยไปลอยมาอยู่ตอนนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ บางคนก็เป็คนร่ำคนรวย แต่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ดวงไม่ดีเลยจริงๆนะคะ”
“ถ้างั้น…ทำไมพี่สาวถึงฆ่าคนพวกนั้นซะล่ะ”
“เอ๊ะ?! มะ หมายความว่ายังไงคะ? ”
หญิงสาวที่เดิมทีหน้าตาซีดเซียวอยู่แล้วกลับยิ่งดูซีดมากขึ้นไปอีก
“รองเท้าของผู้ตายไม่พอดีเหรอครับ”
“…”
“นาฬิกาหรูที่พี่สาวใส่อยู่เป็รุ่นที่ออกแบบมาสำหรับคู่รัก จะขายเป็คู่เท่านั่น ปกติแล้วพวกคนโสดจึงไม่ค่อยนิยมซื้อกันเพราะมีราคาสูง คนที่ซื้อส่วนใหญ่ก็มักจะเป็คนที่ซื้อของขวัญให้คนรักหรือไม่ก็นักสะสม และที่สำคัญรุ่นนี้เลิกผลิตไปแล้วถ้าเป็นักสะสมก็คงไม่เอามาใส่โชว์สักเท่าไหร่ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นค่าซ่อมแซมคงไม่ใช่ถูกๆเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเป็ยุคสมัยนี้แล้วด้วยราคาคงสูงพอๆกับบ้านหลังนึงเลย บางทีเ้าของนาฬิกาเรือนนั้นเองก็อาจจะใส่เพราะเป็วันสำคัญอย่างเช่นวันครบรอบแต่งงานอะไรแบบนั้น แล้วในเมื่อทุกคนถูกฆ่าตายหมดทำไมถึงมีแค่พี่สาวที่รอดอยู่แค่คนเดียว แล้วที่น่าแปลกที่สุดในเมื่อถูกขังอยู่ที่นี่ทำไมถึงรู้ได้ว่ารอยแยกนี้สามารถเคลื่อนที่ไปในที่ต่างๆได้ในพริบตา…ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วมาที่คำถามถัดไปกันเถอะ พี่สาว…ฆ่ามากี่คนแล้วงั้นเหรอ”
“ฉันเองก็ไม่ได้ทำเพราะอยากทำซะหน่อย แต่ถ้าฉันไม่ทำฉันเองก็จะโดนคุณแม่ฆ่าเหมือนกัน”
หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าหวาดกลัว ก่อนที่บรรยากาศรอบๆ จะเปลี่ยนไป บรรดาหุ่นที่ลอยไปลอยมาในตอนแรกรวมทั้งหมอกควันที่ปกคลุมอยู่ถูกดูดไปยังที่เดียวกัน พวกหุ่นประกอบร่างกันราวกับเลโก้ลำตัวซ้อนกันเป็แนวยาวมือนับร้อยคู่เรียงกันเหมือนกับขาตะขาบขนาดมหึมา ใบหน้าขาวซีดเหมือนกับใส่หน้ากาก คิ้วโก่ง ปากแดง แต่งหน้าเหมือนกับนางรำ ฟันซี่แหลมสีดำนิลเหมือนกับคนเคี้ยวหมาก สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาโผล่ขึ้นมาจากด้านหลังหญิงสาว
“คะ คุณแม่”
หญิงสาวตัวสั่นเทา เหงื่อแตกพลั่กมือไม้สั่น หญิงสาวจิกแขนตัวเองเพื่อดึงสติตัวเองเอาไว้ เซโน่รับรู้ได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาเค้าเอามือจับมีดสั้นตั้งท่าเตรียมต่อสู้
เมื่อกี๊พี่สาวคนนี้เรียกสัตว์ประหลาดตัวนั้นว่าแม่เหรอ? นับวันยิ่งเจอแต่เื่ที่ชวนไม่เข้าใจมากขึ้นทุกที นี่มันเื่อะไรกัน
เซโน่ตกอยู่สภาวะที่ชวนสับสนไม่รู้ว่าอะไรเป็อะไร แต่เค้าก็ไม่มีเวลาให้ได้ใช้ความคิดมากนัก พวกหุ่นที่ติดอาวุธมารายล้อมอยู่รอบตัวของหญิงสาว
“แบบนี้นี่เองก็สงสัยอยู่ว่าเ้าหุ่นพวกนี้จำเป็ต้องใช้อาวุธด้วยเหรอ ที่แท้อาวุธพวกนั้นก็เป็ของพี่สาวเองสินะ”
“ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอกนะ”
ฆ่ามันซะ!!
“แต่ฉันขัดคำสั่งของคุณแม่ไม่ได้”
ฆ่ามันซะ!! ฆ่ามันซะ!! ฆ่ามันซะ!! คำสั่งซ้ำๆ ดังเข้ามาในหัวของหญิงสาวซ้ำๆ จนทำให้เธอรู้สึกปวดหัวราวกับหัวจะะเิ อาวุธที่ถูกติดอยู่กับหุ่นพวกนั้นมีหลากหลาย ทั้งปืนสั้น ปืนยาว ปืนพก ลูกะุ ดาบ มีดสั้น แม้แต่ะเิก็มี แต่เธอกลับเลือกอาวุธที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุดนั่นก็คือมีดทำครัวปลายแหลม
คำสั่ง?
ั้แ่เ้าตัวนี้ออกมายังไม่เห็นจะพูดอะไรเลยหรือบางทีคงเป็คำสั่งที่มีแต่เธอเท่านั้นที่ได้ยิน
เธอถือมีดเล่มนั้นพุ่งเข้ามาหวังจะโจมตีเซโน่ แต่เซโน่ถอยหลังหลบใช้มีดสั้นปัดการโจมตีของเธอขึ้นจนมีดกระเด็นลอยหลุดมือของเธอไป เธอยกแขนขึ้นจากนั้นหุ่นติดอาวุธก็ลอยมาหาเธอ ครั้งนี้เธอเลือกดึงดาบยาวออกมา เธอใช้สองมือจับดาบฟันไปที่เซโน่ แต่เซโน่ก็ยังคงหลบได้ทัน เธอใช้มือขวาจับดาบยื่นมือซ้ายที่ว่างเปล่าออกไปก่อนที่หุ่นติดอาวุธจะลอยเข้ามาหาเธอ เธอหยิบปืนพกออกมาโดยไม่ต้องมองเซฟตี้ที่ปลดเอาไว้แล้วทำให้ปืนอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน เธอใช้มือซ้ายเหนี่ยวไก พอเซโน่หลบเธอก็ะโเข้าประชิดเอาดาบฟันซ้ำ เซโน่ปัดป้องได้อย่างหวุดหวิด แต่เค้าเองก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้นานเท่าไหร่ ทุกการโจมตีมีออร่าสีดำๆ แผ่ออกมาทำให้การโจมตีแต่ล่ะครั้งยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่าว่าแต่จะโจมตีกลับเลยแค่ปัดป้องการโจมตีพวกนี้ออกก็นับว่าเต็มกลืนแล้ว
“ในเวลาแบบนี้ถ้าลูเซี่ยนอยู่ด้วยก็คงดีน่ะสิ”
เซโน่บ่นพึมพำก่อนจะใช้เสื้อนอกโยนใส่หญิงสาวที่พุ่งเข้ามาโจมตี เสื้อนอกบดบังวิสัยทัศน์ทำให้เธอมองไม่เห็นว่าเซโน่ทิ้งบางอย่างเอาไว้ ะเิเสียง เสียงดังกระหึ่มในระยะประชิดทำให้แก้วหูของเธอฉีกขาดเืไหลออกมาจากหู เสียงวิ้งที่ดังอยู่ในหูปนกับเสียงของแม่เธอที่ดังอยู่ในหัว ที่ยังออกคำสั่งมาไม่หยุดทำเอาเธอเกือบหมดสติเธอรู้สึกถึงความปวดร้าวไปถึงกรามทำเอาเธออ้าปากพะงาบๆ ขยับตัวไม่ได้ หลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในสถาณะเสียเปรียบเซโน่ก็ไม่รีรอ ใช้มีดสั้นเฉือนไปที่คอตัดหลอดลมของเธอจนขาด
“ดีนะที่อุดหูได้ทัน แต่ว่าต้องใช้ะเิโดยที่ไม่ได้ค่าจ้างแบบนี้ขาดทุนเห็นๆ โดนลูเซี่ยนบ่นหูชาแน่” เซโน่บ่นอุบอิบพรางเอาที่อุดหูออก
หลังจากเห็นว่าลูกของตัวเองเพลี่ยงพล้ำสัตว์ประหลาดตัวนั่นก็รีบพุ่งเข้าโจมตีเซโน่ แต่ก็ถูกปากขนาดใหญ่ที่มีฟันแหลมคมกัดเข้าที่กลางลำตัวจนตัวขาดครึ่งซะก่อน เ้าเหมียวขนฟูสีขาวที่เซโน่เจอในตอนแรกตอนนี้กลายร่างเป็สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังสามารถเรียกว่าเ้าเหมียวได้ไหม ร่างกายของสัตว์ประหลาดขาดเป็สองท่อนร่วงกราวลงพื้น
“เ้าเหมียวงั้นเหรอ? ” เซโน่เอียงคอถามด้วยความงุนงง
สัตว์ประหลาดนิ่งไปครู่นึงก่อนหมอกจำนวนมากจะพุ่งออกมาจากตัวปกคลุมไปทั่วร่างกาย ร่างท่อนบนกระจัดกระจายกันเหมือนกับตอนที่เข้ามาเจอในตอนแรก สัตว์ประหลาดหุ่นตัวนี้ใช้หมอกเพื่อปกคลุมบดบังวิสัยทัศน์แล้วใช้ร่างหุ่นที่กระจัดกระจายออกพุ่งเข้าโจมตี แต่เซโน่ก็รู้ทันคว้าหัวของหุ่นที่เข้าโจมตีแล้วใช้มีดสั้นฟันไปที่คอจนขาดกระเด็น แต่ถึงแบบนั้นหุ่นก็ยังขยับไปมาได้ หุ่นจึงหนีเข้าไปในหมอกควันเพื่อพรางตัว
“เป็ปัญหาแล้วแหะ ถ้าแบบนี้ต่อให้ตัดหัวหรือทำลายข้อต่อก็ยังขยับได้อยู่ดี จะว่าไปเดิมทีมันก็แค่ลอยเฉยๆ อยู่ั้แ่ตอนแรกแล้วนี่นะ”
ในขณะที่เซโน่กำลังบ่นพึมพำกับตัวเองก็ยินเสียงบางอย่างแตกกระจายอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเค้าเดินตามไปทางต้นเสียง แล้วก็เห็นเ้าเหมียวในร่างที่ขยายใหญ่ใช้เท้าตบหุ่นพวกนั้นพวกนั้นจนแตกกระจายกลายเป็เศษเล็กเศษน้อยแล้วหุ่นพวกนั้นก็ไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย
“ถ้าสัตว์ประหลาดหุ่นนั่นควบคุมหุ่นได้จริง ต่อให้เป็เศษเล็กเศษน้อยก็น่าจะควบคุมได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าที่สัตว์ประหลาดตนนั้นควบคุบคุมได้ไม่ใช่หุ่นแต่เป็หมอกพวกนี้ต่างหาก ถ้าร่างกายกายของหุ่นเหมือนกายเนื้อถ้างั้นิญญาก็คือหมอกพวกนี้! นี่เ้าเหมียวแกไม่มีความสามารถที่สร้างลมแรงๆ อะไรแบบนั้นได้เลยเหรอ ถ้าทำได้ล่ะก็อาจจะจัดการเ้าพวกนี้ได้เร็วขึ้นนะ”
“หึ เป็แค่มนุษย์แท้อย่าริอาจมาสั่งข้าคนนี้นะ”
“?!”
แม้เซโน่จะพูดกับแมวตัวนี้ก็จริงอยู่แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะพูดตอบกลับมาจริงๆ ที่เค้าพูดไปก็เพียงแค่คิดว่าเ้าเหมียวตัวนี้น่าจะฟังภาษาคนรู้เื่เพราะดูจากที่ผ่านๆมาที่มันคอยช่วยเค้าอยู่ตลอด
ซึ่งแม้ว่าเ้าเหมียวจะพูดจาอวดดีแต่มันก็ฟังคำแนะนำของเซโน่ มันะโหมุนตัวรอบนึงใช้แรงเหวี่ยงจากหางฟูๆ ของมันสร้างลมขึ้นมา ซึ่งลมแค่นั้นก็มากพอจะทำให้หมอกโดยรอบถูกพัดออกไป เมื่อหมอกถูกพัดออกร่างหุ่นเชิดที่ไม่มีหมอกคอยควบคุมก็พากันร่วงลงไปกองกับพื้น เซโน่สังเกตเห็นส่วนหัวของหุ่นเชิดตัวแม่ที่ยังคงลอยอยู่ก็รีบออกคำสั่งกับเ้าเหมียว
“ตรงนั้นเ้าเหมียว!! รีบทำลายหัวนั่นซะไปเลยฉันเลือกนาย”
“อย่ามาออกคำสั่งเหมือนฉันเป็ โปเก (ตื๊ด) ของนายจะได้ไหม” ถึงจะไม่พอใจอยู่บ้างแต่เ้าเหมียวก็รีบพุ่งตัวไปขย้ำหัวของสัตว์ประหลาดหุ่นจนเละ แม้ทางส่วนลำตัวของสัตว์ประหลาดหุ่นจะไม่มีเืแต่ส่วนหัวกลับไม่ใช่อย่างนั้น เ้าเหมียวงับหัวสัตว์ประหลาดหุ่นเข้าอย่างแรง แรงบีบทำให้หัวะเิจนเืกระเด็นไปทั่วเืที่กระเด็นออกมากลายเป็เปลวเพลิงเผาไหม้ทั้งเืและหัวของสัตว์ประหลาดหุ่นไปจนหมด แม้เ้าเหมียวจะเป็คนะเิหัวนั่นเองแต่เนื้อตัวกลับดูสะอาดใสปิ๊งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ชิ้นส่วนและเืพวกนั้นกลายเป็ไฟไปหมดเลยเ้าเหมียวนายเป็คนทำงั้นเหรอ?”
“ก็เปล่านิ ชิ้นส่วนพวกนั้นมันอาจจะติดไฟเองก็ได้” เ้าเหมียวย่อขนาดลงเหลือไซส์ปกติเท่าที่เจอในตอนแรกก่อนจะเชิดหน้าเลียไม้เลียมือเพื่อทำความสะอาด
“จะเป็ไปได้ยังไงเล่า ผมเคยสู้กับเ้าพวกนี้มาเยอะไม่เคยมีตัวไหนเลยที่หลังจากตายแล้วสามารถลุกเป็ไฟได้แบบนี้”
“เ้าไม่เคยเจอ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีซะหน่อยเลิกเซ้าซี้ได้แล้ว” เ้าเหมียวเดินไปแล้วไปหยุดที่ร่างลูกสาวของสัตว์ประหลาดหุ่น
“เ้านี่ก็มีมันเหมือนกันสินะ”
เหมียวใช้กรงเล็บกรีดลงไปที่กลางหน้าอกของหญิงสาว ใต้ิัที่ถูกเปิดออกมีผลึกอัญมณีสีแดงฝังอยู่มันใช้เล็บของตัวเองดึงผลึกนั่นออกมา ก่อนจะกินมันเข้าไปแล้วกลืนลงไปโดยไม่เคี้ยว
“เอ๊ะ?! เมื่อกี๊กินอะไรเข้าไปน่ะ กินของแปลกๆเข้าไปเดี๋ยวก็ท้องเสียหรอก”
“อย่าเอาข้าไปรวมกับแมวทั่วไปจะได้ไหม!! นี่น่ะไม่ใช่ของที่มนุษย์ควรจะมีหรอกนะ”
“ของที่มนุษย์ไม่ควรมี ผลึกเมื่อกี๊มันคืออะไรน่ะ”
“แล้วก็สรุปว่าพี่สาวคนนี้เป็คนจริงๆสินะ ไม่ใช่แค่ปีศาจที่รูปร่างคลายมนุษย์”
“ตามหลักแล้วก็น่าจะเป็แบบนั้น แต่ที่แน่ๆคือของชิ้นนี้เป็ของที่ไม่ควรมีอยู่ที่โลกนี้ แล้วข้าก็มีหน้าที่เก็บกวาดพวกมันให้หมด ข้าหมดธุระกับที่นี่แล้วลาล่ะ” เ้าเหมียวเดินเชิดหน้าออกไปทิ้งเซโน่ที่งงงวยเอาไว้ด้านหลัง
“จะว่าไปแล้วทั้งๆ ที่จัดการสัตว์ประหลาดแห่งรอยแยกไปแล้ว ทำไมรอยแยกยังไม่สลายไปอีกล่ะ หรือว่ามันจะยังไม่ตาย”
เซโน่มองดูที่ศพของหญิงสาวและศพของสัตว์ประหลาดหุ่น แต่ทั้งสองก็ไม่มีวี่แววว่าจะกระดุกกระดิก แต่กลับมีเสียงฝีเท้าของผู้ที่มาใหม่ใกล้เข้ามาแทน เซโน่รีบหันไปดูทางต้นเสียงแต่ยังไม่ทันไรก็โดนจับกดไว้บนพื้น ผู้ที่อยู่้าเป็หญิงสาวใส่หน้ากากจิ้งจอกมีดาบคาตานะห้อยอยู่ที่ด้านหลัง
“ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากเ้า” หญิงสาวยื่นหน้าเข้ามาใกล้คล้ายกำลังดมกลิ่นหาอะไรอยู่
“แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักสัตว์ประหลาดแห่งรอยแยกอย่างเธอมาก่อน” เซโน่พยายามเบี่ยงหน้าหนี พรางหาวิธีหลบหนีไปด้วยแต่ว่า
คนๆ นี้แรงเยอะชะมัดเลยแหะ จะว่าไปก็รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ที่ไหน
“สัตว์ประหลาดแห่งรอยแยก? ” หญิงสาวมองไปรอบๆ เห็นหุ่นครึ่งตัวที่กระจัดกระจายจำนวนมาที่เป็ซากของปีศาจหุ่น แล้วก็ร่างของหญิงสาวก่อนหน้าที่ตายไป ก็คิดเอาเองว่าทั้งหมดคือฝีมือของเซโน่
“นั่นเป็ฝีมือของเ้าทั้งหมดเลยงั้นเหรอ” หญิงสาวหันมาถามเซโน่โดยไม่รอคำตอบ
“ชักถูกใจแล้วสิ เ้ามากับข้าซะข้าจะเลี้ยงดูเ้าเอง ในอนาคตเ้าจะต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้แน่ ตามข้ามาเถอะ” หญิงสาวพูดแกมบังคับ
“ไม่เอา ผมชอบแมวมากกว่าจิ้งจอก แล้วพี่สาวก็ไม่ใช่สเปคผมด้วย” เซโน่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไย
“เอ๊ะ?! เออ…ไม่ใช่ข้าไม่ได้หมายความในเชิงนั้น” ดูเหมือนคำปฏิเสธที่ไม่คาดฝันของเซโน่จะทำให้หญิงสาวช๊อคไปครู่นึง แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้หญิงสาวอับอายที่สุดในวันนี้
“นี่ๆ ลูเซี่ยนนายได้ยินเสียงอะไรไหม” แคลร์ที่เนื้อตัวมอมแมมกับลูเซี่ยนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ยืนทำท่าคุยซุบซิบกัน
“ห๊ะ? อะไรนะโทษทีพอดีไม่ค่อยได้ยินพอดีรู้สึกเหมือนหัวได้รับการกระทบกระเทือน เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”
“ก็นั่นไงเล่า เสียงคนหน้าแตกเพราะโดนปฏิเสธเมื่อกี๊นี้ไง”
ดูเหมือนคำพูดของแคลร์จะแทงใจดำหญิงสาวเข้าอย่างจัง แม้จะใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าอยู่แต่ก็เห็นได้ชัดว่า หูแดงเพราะเขินอาย
“แบบนี้นี่เองถ้าเป็ฉันละก็โดนปฏิเสธขนาดนั้นคงไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนดี พูดแล้วก็เขินแทน”
ลูเซี่ยนเอาสองมือปิดหน้าแดงก่ำของตัวเองด้วยความเขิน ยิ่งพอพูดแบบนั้นหญิงสาวยิ่งรู้สึกอับอาย
“เหมือนกับเดินเข้าห้องน้ำผิดฝั่ง ทั้งที่จริงๆตั้งใจจะเดินไปเข้าห้องน้ำชายแท้ๆ แต่ป้ายดันทำให้ชวนสับสนดันเดินผิดไปเข้าห้องน้ำหญิงซะอย่างนั้น เป็เหตุการณ์น่าอายที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเจอสักครั้งในชีวิต” แคลร์ขยายความเพิ่มเติม
“พอพูดแบบนั้นแล้วฉันก็พลอยเขินไปด้วยเลยแหะ” ลูเซี่ยนใช้นิ้วมาเกาๆที่แก้มด้วยท่าทางเขินๆ
“กะ ก็บอกว่าไม่ใช่แบบนั้นไงล้าววว~ แงงง~” หญิงสาววิ่งหนีไปด้วยความอายพรางส่งเสียงร้องไห้แงๆ ราวกับเด็กๆ
“วิ่งดีๆล่ะ ระวังเหยียบเศษหน้าตัวเองที่พื้นด้วยน้า~” แคลร์ยังคงะโไล่หลังตามไป ส่วนลูเซี่ยนเดินมาหาเซโน่ที่ยังคงนั่งงงๆ อยู่บนพื้น
“ปลอดภัยดีใช่ไหมเซโน่”
“อื้ม ว่าแต่ลูเซี่ยนเถอะ ทำไมถึงดูสะบักสะบอมยิ่งกว่าผมซะอีกล่ะ” เซโน่มองสภาพลูเซี่ยนที่เนื้อตัวมอมแมม แถมหัวแตกเืไหลไม่หยุดแถมเนื้อตัวก็มีแต่แผล
“เื่นั้น…”
หลังจากที่นายถูกรอยแยกดึงเข้าไปอย่างกะทันหัน แคลร์ก็รู้สึกตัวได้ทันทีว่านายหายไป ก็เลยรีบร้อนกระชากคอเสื้อฉันให้หยุดรถ รถก็เลยเสียหลักแล้วก็ดันดวงซวยซ้ำซวยซ้อนรถพุ่งเข้าไปในบ้านที่มีหมาดุ ก็เลยโดนหมาวิ่งไล่ แต่เราก็ยังไม่ย่อท้อเอารถคืนมาได้ แล้วขับกลับไปตรงจุดที่นายถูกรอยแยกดึงเข้าไปแต่ก็ไม่เจออะไรเลย ในระหว่างที่กำลังมืดแปดด้านอยู่นั้นแคลร์ก็บอกหาเจอแล้ว ฉันก็เลยให้แคลร์ที่รู้ทางเป็คนขับ
“แต่ดูเหมือนยัยนี่จะขับรถไม่แข็ง ในระหว่างทางก็ล้มไป 3 ครั้ง แหกโค้งไป4ครั้ง ยกล้อจนฉันตกรถไป 2 ครั้ง สภาพก็เลยเป็แบบนี้ แต่รู้ทำไมถึงมีแค่ฉันที่ได้แผลมาแบบนี้”
“ดูเหมือนจะลำบากน่าดูเลยนะ ว่าแต่แคลร์รู้ที่อยู่ของผมได้ยังไง เท่าที่รู้มาดูเหมือนรอยแยกนี้จะเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ไม่น่าจะหาผมเจอได้ง่ายๆ ขนาดนี้”
“อย่าลืมสิว่าฉันเป็ใคร การใช้พลังตามหานายไม่ใช่เื่ยากอะไรอยู่แล้ว ทั้งความเร็วและความแม่นยำในการตามหาข่าวทางฉันไม่แพ้ใครหรอกนะ นี่น่ะเป็หนึ่งในไพ่ตายของฉันในการต่อกรกับพวกเทพเลยนะ” แคลร์ยิ้มด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ถึงทั้งสองคนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่แคลร์พูดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเพราะคิดว่าเป็เื่ระบบภายในไม่ใช่เื่ที่พวกเค้าควรจะก้าวก่าย
Watashi Da : รู้สึกเขินแทนเลย คิย๊า~