ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 128 คลื่นใต้น้ำ


            ต่อจากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นมานั่งบนเตียงสองแขนกอดเข่าจนกระทั่งได้ยินคนบนกำแพงกระโดดจากไป นางจึงจุดโคมไฟให้สว่างทั่วห้อง

            มู่อวิ๋นจิ่นไม่มีอารมณ์อยากจะนอนอีกต่อไปแล้วนางยกมือกุมขมับ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนโง่เขลาใช้แผนการชั่วร้ายนี้เล่นงานนาง

            …

            ในเช้าวันถัดมามู่อวิ๋นจิ่นขอบตาดำเป็นวงกว้าง เนื่องจากอดหลับอดนอนมาทั้งคืนพอก้าวออกจากประตูเจอแสงแดดจ้าแยงตาจนนางรีบวิ่งไปที่ศาลาและเลือกที่จะงีบหลับอยู่ในนั้น

            จื่อเซียงแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเอ่ยถามอย่างอดเสียมิได้ “คุณหนูเหตุใดไม่นอนบนเตียงนุ่ม ๆ  วิ่งมาหลับตรงนี้ทำไมเจ้าคะ?”

            “ห้องของข้าสกปรก เจ้าให้บ่าวรับใช้ไปทำความสะอาดทั้งห้องให้ทั่ว” มู่อวิ๋นจิ่นสั่งการ

            จื่อเซียงจึงเรียกบ่าวรับใช้ไปจัดการตามที่มู่อวิ๋นจิ่นสั่ง

            บ่าวรับใช้หลายคนได้ฟังก็รีบวิ่งเข้าไปทำความสะอาดทันที

            ส่วนมู่อวิ๋นจิ่นในเวลานี้ก็หาวอยู่หลายต่อหลายครั้งจนต้องปิดตาลงอิงกับเสาศาลา

            “คุณหนู เมื่อวานนี้ไม่ได้ทานอาหารเย็น วันนี้บ่าวจะไปจัดอาหารเช้ามาให้ดีไหมเจ้าคะ?”จื่อเซียงถามขึ้น

            มู่อวิ๋นจิ่นส่ายหน้าพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ

            จื่อเซียงเห็นดังนั้นจึงไม่พูดอะไรต่อทำเพียงเดินไปหยิบพัดมาพัดวีให้มู่อวิ๋นจิ่น

            …

            เมื่อฉู่ลี่เดินกลับเข้าจวนมาเห็นแม่นมเสิ่นยุ่งอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า จึงถามขึ้นว่า “มู่อวิ๋นจิ่นอยู่ไหน?”

            แม่นมเสิ่นสะดุ้งโหยงนึกไม่ถึงว่าฉู่ลี่จะกลับมาก่อน จึงตอบกลับเสียงอ้อมแอ้ม “น่าจะยังไม่ตื่นเพคะ เพราะจื่อเซียงยังไม่มาเอาอาหารเช้าเมื่อคืนพระชายาก็ไม่ได้ทานอาหารเย็น สงสัยคงจะเหน็ดเหนื่อยเพคะ”

            ฉู่ลี่ที่สายตาเรียบนิ่งทำเพียงพยักหน้ารับรู้แล้วเดินจากไป

            พอเดินมาที่เรือนลี่เฉวียนเห็นประตูและหน้าต่างห้องมู่อวิ๋นจิ่นเปิดออก พร้อมกับบ่าวรับใช้กำลังทำความสะอาดจึงมองเข้าไปแต่ก็ไม่พบมู่อวิ๋นจิ่น

            ติงเสี่ยนยืนยิ้มอยู่ข้างหลังฉู่ลี่ด้วยเห็นองค์ชายกวักมือเรียกบ่าวรับใช้ที่ทำความสะอาดมาถาม “พระชายาอยู่ไหน?”

            บ่าวรับใช้คนนั้นรีบทำความเคารพพลางก้มหน้าก้มตาตอบ “พระชายาสั่งให้พวกบ่าวมาทำความสะอาดห้องส่วนพระชายาอยู่สวนบุปผาในศาลาเพคะ”

            “เฮ้อ ฤดูร้อนก็ผ่านไปแล้วนี่หน่าทำไมห้องขององค์ชายกับพระชายาถึงมีแมลงด้วย” บ่าวรับใช้ที่ปัดกวาดพื้นคนหนึ่งพึมพำอยู่ด้านใน

            พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉู่ลี่ยืนอยู่ที่ลานจึงตกใจตัวสั่น รีบวิ่งเข้ามาทำความเคารพ

            “เจ้าว่ามีแมลงงั้นหรือ?” ฉู่ลี่ถามเสียงเย็นชา

            บ่าวรับใช้ได้ยินตัวสั่นระริกรีบเปิดที่โกยขยะให้ฉู่ลี่ดู “เป็นแมลงสองตัวนี้บ่าวมิทราบว่าเป็นชนิดใดเพคะ”

            ฉู่ลี่ปรายตามองแมลงสองตัวที่ตายจากนั้นรีบวิ่งออกจากเรือนลี่เฉวียนปานสายลม

            …

            ทางด้านจื่อเซียงที่ช่วยมู่อวิ๋นจิ่นพัดวีอยู่นั้นก็อยากจะช่วยรินน้ำชาให้นาง แต่น้ำในกากลับหมดเสียแล้ว

            จื่อเซียงจึงวางพัดในมือลงถือกาน้ำชาเดินไปที่ห้องครัว

            ฉู่ลี่มาถึงศาลาเห็นมู่อวิ๋นจิ่นกำลังพิงเสาหลับตาสนิทสีหน้าซีดขาวดูโทรมไปหมด

            “มู่อวิ๋นจิ่น! มู่อวิ๋นจิ่น!” ฉู่ลี่รีบวิ่งไปจับไหล่ของนางและเขย่าตัวนางอยู่หลายครั้งจนไม่ทันสังเกตว่าตนเองเผลอเรียกนางจนเสียงแหบแห้ง

            แต่ว่ามู่อวิ๋นจิ่นกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับแต่อย่างใด

            ทันใดนั้นฉู่ลี่พลันเกิดความร้อนรุ่มใจเป็นที่สุดเมื่อก่อนมู่อวิ๋นจิ่นมักถือตัวและวางท่ามาเวลานี้นางกลับมีความสำคัญต่อใจของฉู่ลี่ขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อใดนั้นก็มิทราบได้

            “อวิ๋นจิ่น…” ฉู่ลี่เห็นนางไม่ตอบสนองยิ่งตะเบ็งเสียงดังขึ้นเขายกมือขึ้นลูบแก้มของนางอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร

            ติงเสี่ยนทีวิ่งตามมาทีหลังถึงกับตะลึงอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นเบื้องหน้าด้วยตั้งแต่ที่เขาติดตามฉู่ลี่มา ไม่เคยเห็นองค์ชายลนลานทำอะไรไม่ถูกเช่นนี้มาก่อน

            ท่าทางของฉู่ลี่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเหมือนกำลังจะสูญเสียบางสิ่งอันเป็นที่รักไป

            “แฮะ แฮะ…” เสียงไอค่อย ๆ ดังขึ้นมาช้า ๆ

            มู่อวิ๋นจิ่นที่หลับลึกลืมตาขึ้นอย่างงงงวยด้วยนั่งพิงเสาจนปวดตัวไปหมด

            ภาพแรกหลังลืมตาขึ้นมาเห็นฉู่ลี่มีสีหน้าเป็นกังวลหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อที่แตกพล่าน สายตาแสดงออกถึงความลนลานถึงขีดสุด

            “เป็นเจ้านี่เอง” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นหลังจากงีบหลับเพราะเหมือนได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกชื่อนาง

            ฉู่ลี่เม้มปากแน่นถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหลับตาลงและเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “ง่วงเหลือเกิน…” มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นมาปิดปากที่หาวอีกครั้ง

            นางอยากจะงีบหลับอีกหน่อยจึงเอนตัวไปที่เสา แต่ยังไม่ทันจะถึง กลับถูกดึงเข้าไปในอ้อมอกความง่วงที่มีตอนนี้พลันมลายหายไปเกือบหมดสิ้น

            เป็นฉู่ลี่ที่ดึงมู่อวิ๋นจิ่นเข้ามาสวมกอดในอ้อมอกด้วยแรงที่มีทั้งหมดเมื่อเห็นนางไม่เป็นอะไร เขาจึงค่อยโล่งใจและต่อว่านางอย่างโมโห

            “มู่อวิ๋นจิ่น เจ้านี่มันโง่เขลาเสียเหลือเกิน!!!”

            ใบหน้าของมู่อวิ๋นจิ่นแนบอยู่ที่ทรวงอกของฉู่ลี่จนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัวและเร็วขึ้นของเขา แต่ภายในหัวของนางกลับว่างเปล่าเพราะยังปะติดปะต่อเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้

            ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกถึงความหอมหวานนางยกมือโอบเอวของฉู่ลี่เอาไว้ เพื่อฟังเสียงเต้นหัวใจของเขาอีกพักใหญ่ ที่แท้นี่สินะที่เรียกว่าความรู้สึกปลอดภัย

            ฉู่ลี่รับรู้ถึงมือของมู่อวิ๋นจิ่นที่โอบเอวของตนไว้ความรู้สึกที่ปกติไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัว กลับมลายหายไปในเวลานี้

            แววตาของนางดูอ่อนโยนขึ้นมาก

            จื่อเซียงที่ถือกาน้ำชากลับมากำลังจะร้องด้วยความตกใจกลับถูกติงเสี่ยนรีบยกมือขึ้นปิดปากเสียก่อน

            นี่มัน…ช่างเหนือความคาดหมายอะไรเช่นนี้!!!

            …

            เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามอู่สือ[1]

            บรรดาบ่าวรับใช้ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงมื้ออาหารเที่ยงที่พิเศษในวันนี้สีหน้ามู่อวิ๋นจิ่นแดงระเรื่ออยู่ตลอด ทั้งนางยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารสลับกับแอบมองฉู่ลี่เป็นระยะ โดยมิกล้าสบตาเขาโดยตรง

            สีหน้าของฉู่ลี่เองก็ดูเก้อเขินทำตัวไม่ถูกเอาแต่ก้มหน้าทานอาหาร ทั้งยังไม่พูดไม่จา และมีบางครั้งที่สายตาของทั้งสองบังเอิญสบตากันเป็นครั้งคราว

            ภายในห้องอาหารดูเหมือนจะมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นแล้ว

            จนกระทั่งรับประทานอาหารเรียบร้อยมู่อวิ๋นจิ่นที่เดินกลับเรือนลี่เฉวียนก็พบห้องว่าถูกทำความสะอาดสะอ้านแล้ว

            มู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่หน้าประตูเอ่ยเสียงนิ่ง ๆ ขึ้น “เมื่อคืนกลางดึกห้องของข้ามีแมลงคู่หนึ่งเข้ามาหากทายไม่ผิด คงเป็นกู่ฉง[2]ที่มีบันทึกในตำรา…”

            หลังจากที่มู่อวิ๋นจิ่นเล่าจบนางสังเกตแววตาของฉู่ลี่อยู่ตลอด หากฉู่ลี่รู้เข้าว่าฉินมู่เยว่เป็นคนนำกู่ฉงกลับมาจากชายแดนเพื่อจัดการมู่อวิ๋นจิ่นเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร?

            จะเลือกเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือว่าจะเลือกชำระแค้นแทน?

            ฉู่ลี่สายตาแน่นิ่งหลังจากได้ยินคำว่า ‘กู่ฉง’ จากนั้นยื่นมือมาลูบแก้มนางพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “เปิ่นหวงจื่อจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าแทน!”

            บัดนี้ภายในใจของมู่อวิ๋นจิ่นกลับสงบลงจนนางเผลอยิ้มมุมปากออกมา “อย่างนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีจากเจ้า”

            “อืม” ฉู่ลี่เองก็ยิ้มมุมปากเช่นกัน

            …

            จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้โยกเยกในห้องมองบนหลังคา พร้อมกับภาพในหัวที่อยู่ในอ้อมกอดของฉู่ลี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขึ้นมา

            พอนางได้สติจึงยกมือขึ้นลูบแก้มทั้งสองข้างที่ร้อนจี๋พร้อมกับต่อว่าตนเองที่คิดเพ้อเจ้อบ้าบออะไรเช่นนี้

            “คุณหนู…” จื่อเซียงเอ่ยเรียกจากด้านนอก

            “เข้ามาได้”

            จื่อเซียงเปิดประตูเข้ามายกชุดที่พับเรียบร้อยมาจัดเข้าตู้เสื้อผ้า จากนั้นจึงหันมาอมยิ้มให้มู่อวิ๋นจิ่น “ช่วงนี้คุณหนูกับองค์ชายหก สนิทสนมชิดเชื้อกันกว่าเมื่อก่อนมากเหลือเกินเจ้าค่ะ”

            “มีที่ไหนกัน เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย” มู่อวิ๋นจิ่นยกมือชี้ไปที่จื่อเซียงด้วยสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ

            จื่อเซียงหัวเราะคิกคัก “คุณหนูอายแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

            “ข้าอายที่ไหนกัน! เจ้าบ่าวตัวดี เจ้าหาเรื่องให้ข้าลงโทษใช่หรือไม่?”มู่อวิ๋นจิ่นแสร้งทำเป็นยกไม้ยกมือเหมือนจะตีนางเสียให้ได้

            จื่อเซียงไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแต่กลับหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ คุณหนูอายแล้วบ่าวติดตามรับใช้คุณหนูมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคุณหนูเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ”

            “เจ้านี่มันหาเรื่องให้ข้าลงโทษ มานี่เลย ข้าจะตีเจ้าสักหน่อย!”

            “ฮ่า ๆ ๆ ๆ คุณหนูไม่ตีบ่าวหรอกเจ้าค่ะ”

            ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานส่วนโต๊ะหินด้านนอกก็ไม่แพ้กัน

            “องค์ชาย หม่อมฉันเคยคิดอยู่หลายต่อหลายครั้งว่าสตรีข้างกายองค์ชายจะเป็นคุณหนูฉิน หรือองค์หญิงอาณาจักรไหนกันแน่แต่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ว่าจะเป็นคุณหนูสามสกุลมู่ ชีวิตของคนเราช่างคาดเดาสิ่งใดไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”ติงเสี่ยนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยความในใจ

            สายตาเย็นชาจับจ้องมาที่ติงเซี่ยนทันที “ถ้าเจ้าว่างมากเกินไปละก็ จงรีบไปทำเรื่องนั้นให้เสร็จก่อนกำหนดเถอะ!”

            ติงเสี่ยนยกมือขึ้นปิดปาก “หม่อมฉันคิดขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องที่ยังทำไม่เรียบร้อย ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

            สิ้นเสียงติงเสี่ยนรีบวิ่งหน้าตั้งไปทำอย่างอื่น

            “รอก่อน” ฉู่ลี่เรียกติงเสี่ยนที่หยุดยืนหน้าเรือนลี่เฉวียนไว้

            “เจ้าไปสืบมา เมื่อคืนใครเป็นคนปล่อยกู่ฉง” ฉู่ลี่เอ่ยปากสั่ง

            ติงเสี่ยนยกมือประสานรับคำก่อนเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “หากกู่ฉงเป็นฝีมือของคุณหนูฉินล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”

            “ในตอนนี้มีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องใช้นางทำอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” ติงเสี่ยนถามอย่างลังเล

            ฉู่ลี่หรี่ตาลงตบโต๊ะผางแล้วย้ำด้วยเสียงดุดัน “แล้วจะทำไมกัน?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นติงเสี่ยนก็พลันเข้าใจสิ่งที่ฉู่ลี่ต้องการสื่ออย่างชัดเจนจึงรวบรวมความกล้าเสริมขึ้นอีกประโยค “องค์ชายหากคนเรามีความรักขึ้น จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งได้ดังเดิมนะพ่ะย่ะค่ะ”

            หลังจากนั้นฉู่ลี่ก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว

            ฉู่ลี่ยกน้ำชาขึ้นจิบพลางฟังเสียงหัวเราะหัวร่อจากห้องมู่อวิ๋นจิ่นจากนั้นสายตาที่เคยดุดันก็แปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลง

            …………………………………………………………………………………………………………..

            [1] ยามอู่สือ คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-13.00 น.

            [2] กู่ฉง เป็น สัตว์พิษที่ผ่านพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ โดยนำแมลงสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ใส่ภาชนะแล้วปล่อยให้กัดกินกันเอง โดยตัวที่เหลือรอดมาได้นับว่ามีพิษร้ายแรงที่สุด ซึ่งจะนำมาใช้วางพิษสังหารคนหรือใช้ถอนพิษก็ได้

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน