ตอนที่ 11
“คุณฉายไม่รู้จักปูจ๋าดีเท่าพริ้มหรอกค่ะ...”
คืนฉายชะลอรถเทียบบาทวิถีริมถนนใหญ่ไม่ได้หักพวงมาลัยเลี้ยวไปตามป้ายไฟที่บอกชื่อสถานที่ตามคำอ้างของหญิงสาวผู้นั่งเคียงข้างมาด้วย เหตุผลหลักคือเขาไม่เชื่อถือนักที่ผู้หญิงอย่างปรีดิ์รติจะแล่นเข้าโรงแรมม่านรูดกับผู้ชายกลางวันแสกๆ
“แล้วคุณพริ้มมั่นใจได้ยังไงกันครับว่าคุณหนูจะเข้าโรงแรมพรรค์นี้”
“ก็ฉันได้ยินปูจ๋าคุยโทรศัพท์นัดแนะกับคุณภพนี่คะว่าจะไปโรงแรมด้วยกันชื่อโรงแรมของที่นี่ก็ตรงกับที่ปูจ๋าพูด...แล้วฉันก็เคยเห็นปูจ๋ากับคุณภพมาที่นี่”
การที่พริมายืนยันหนักแน่นว่าปรีดิ์รติเข้ามาโรงแรมม่านรูดแห่งนี้ก็ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลใดเพียงพอ มีแค่คำพูดโน้มน้าวใจเท่านั้นมันทำให้ทวีความสงสัยมากขึ้นยิ่งทำให้เขาเกิดความระมัดระวังตัว...ขณะความคิดล่องลอยไปไกลเขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หวังจะต่อสายไปยังเบอร์โทรศัพท์ของปรีดิ์รติ
แต่พริมาก็ยั้งมือเขาเอาไว้ “คุณฉายโทร.หาใครคะใช่ปูจ๋าหรือเปล่า...ถ้าใช่ พริ้มว่าเสียเวลาเปล่าป่านนี้เจ้าตัวคงปิดมือถือไปแล้วค่ะ”
เขาไม่เชื่อคำพูดของหล่อนนักจึงลองกดเบอร์โทรศัพท์ของปรีดิ์รติ แล้วก็เป็นจริงดังคาดเมื่อปลายทางปิดเครื่อง...มันแน่นอนอยู่แล้ว ที่เขาจะติดต่อหล่อนไม่ได้เพราะความตั้งใจแต่แรกให้เขาตามตัวหล่อนไม่เจอเหมือนคำท้าทายในเศษกระดาษที่เขียนทิ้งไว้นั่นล่ะ
“เชื่อพริ้มสิคะ...จริงๆแล้วพริ้มก็ไม่อยากพาคุณฉายมาที่นี่นักหรอกเพราะคิดว่าไม่ใช่กงการอะไร ที่พริ้มจะต้องยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องของคนอื่น”
พริมาเป็นผู้หญิงที่แปลก...เขาไม่ควรมองข้ามหล่อนทั้งการแต่งกาย การวางตัว หรือแม้แต่คำพูดคำจานั้น เข้าข่ายว่า ‘เจนจัด’ เอาการ เวลาที่หล่อนมองแต่ละครั้งหูตาช่างเล่นแสงแพรวพราว มีจริตมารยาเต็มร้อย จนบางเวลาที่หล่อนแสดงออกนั้นอาการทีเล่นทีจริง ช่างดูเหมือน ‘เอาจริง’
อย่างเวลานี้ทั้งที่พริมาบอกกับเขาว่าหล่อนคือเพื่อนซึ่งสนิทที่สุดของปรีดิ์รติเลยก็ว่าได้แต่ทำไมถึงพูดในเรื่องเสียหายของเพื่อนให้เขา ซึ่งเป็นคนอื่นฟังได้หน้าตาเฉยจนเขานึกสะกิดใจในความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับคุณหนูตัวดีนั่นทีเดียว
อย่างไรคงต้องเก็บรายชื่อของพริมาเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเอาไว้ก่อน!
แต่ว่า...นี่เขาจะต้องเข้าโรงแรมม่านรูดในตอนบ่ายทั้งที่แดดยังร้อนเปรี้ยงขนาดนี้จริงๆหรือแล้วการที่ปรีดิ์รติจะเข้ามาในที่แห่งนี้ตามคำกล่าวอ้างของเพื่อนมันมีเหตุและผลสอดคล้องตรงไหนกัน ขณะคิดทบทวน ยังไม่ได้ข้อสรุป พริมากลับจี้จุดใจดำ
“หรือว่าคุณฉายไม่กล้าเข้าโรงแรมม่านรูดคะ”
เขาไม่ตอบว่ากล้าหรือไม่แต่กลับถามในสิ่งที่สงสัย “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าคุณหนูอยู่ห้องไหน”
“เดี๋ยวพริ้มพาคุณฉายไปเองค่ะ” หล่อนพูดจาตรงไปตรงมาจนทำให้ชายหนุ่มถึงกับไปไม่เป็น กลายเป็นผู้ชายอ่อนหัดไปเสียอย่างนั้น“คุณฉายขับรถเข้าไปจอดหลังผ้าม่านช่องใดก็ได้ค่ะพวกเด็กเฝ้าโรงแรมจะได้ไม่สงสัย แล้วเดี๋ยวพอพวกนั้นเผลอเราสองคนค่อยย่องไปแอบดูรถที่จอดในช่องอื่นๆกันค่ะ พริ้มพอจะจำรถของคุณภพได้”
หล่อนออกอุบาย...แม้ไม่แนบเนียนนักแต่ก็ทำให้เขาหลงเชื่อ ทว่ามีความขัดแย้งในใจผุดขึ้นแวบหนึ่งเขาจึงบอกกับหล่อนตามตรง “แต่การที่คุณพริ้มเข้าไปข้างในม่านรูดกับผมสองต่อสองถ้าเกิดมีใครมาเห็นเข้าล่ะครับ คุณพริ้มจะเป็นฝ่ายเสียหายนะครับ”
“พริ้มเป็นผู้หญิงยังไม่เห็นกลัว...ในเมื่อเราสองคนบริสุทธิ์ใจ จะกลัวขี้ปากคนอื่นทำไมกันคะ”
หล่อนส่งประกายตาวิบวับบางอย่างเหมือนบอกความนัยช่างตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ใจที่ออกจากปากของหล่อนเสียจริง...เมื่อคิดลังเลชั่วอึดใจเขาจึงลองเสี่ยงทำตามคำแนะนำของพริมาดูสักครั้ง
ตัดสินใจลองเสี่ยงเข้าไปตามหา ‘หนู’ข้างใน!
.................................