บทที่6
“พวกนั้นส่งใครมา” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยถามองครักษ์คนสนิท
“ฮองเต้แคว้นเว่ยส่งองค์หญิงแปดมาพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ซาง ดินเปิดกระโจมเข้ามารายงานข่าว ตามคมก้มหลุบต่มองที่พื้น เมินมองแผ่นหลังเปลือยเปล่าบนเตียงบรรทม
“เ้าออกไปก่อน” จ้าวหยุ่นหลงหันไปสั่งสตรีที่นอนเปลือยเปล่าอยู่เตียง
“เพคะ” นางรีบคลานลงจากเตียงหยิบคว้าเสื้อผ้าบนพื้นสวมใส่ลวกๆ เพียงพอให้ปิดบิดร่างกายเพื่อที่จะได้รีบออกไปจากกระโจมของรัชทายาท
“พระองค์น่าจะรับพระสนมหรือทาสอุ่นเตียงสักคน มิใช่หญิงคณิกา” นอกจากบิดาแล้วคงมีผู้เดียวในใต้หล้าที่อาจหาญตำหนิจ้างหยุ่นหลง หากมิใช่สหายที่โตมาด้วยกัน
“ข้าจะรบสนมหรือทางอุ่นเตียงทำไมกัน ใช้งานคณิกาของกองทัพใช่พวกเ้าก็สะดวกดีมิใช่หรือ อีกอย่างเจาสาวข้าเพื่อขึ้นรถ้มามุ่งหน้มาทางนี้แล้ว ว่าแต่ข้าจำได้ว่าฮองเต้แคว้นเว่ยมีองค์หญิงเพียงเจ็ดพระองค์ แล้วองค์แปดคือใคร”
จ้าวหยุ่นหลงลงจากเตียงบรรทมหยิบชุดคลุมตัวบางมาสวมใส่ เดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ องครักษ์เดินมาทรุดตัวนั่งฝั่งตรงข้าม ริบน้ำชาให้รัชทายาทก่อนรินให้ตนเอง
“นางเพิ่งได้รับการแต่งตั้งวันนี้”
จ้าวหยุ่นหลงย่นคิ้ว
“ฮองเต้รับบุตรีของเสนาบดีกวนเป็บุตรบุญธรรมเพื่อแต่งแทนองค์หญิงพระองค์อื่นๆ"
“ฮ่าๆๆๆๆ แน่ล่ะใครจะอยากให้บุตรสาวมาแต่งกับบุรุษใจมารอย่างข้ากันเล่า ไอ้แก่นั้นเ้าเหล์เหมือนกัน เหตุใดตอนรบกันถึงไร้ความสามารถนัก” จ้าวหยุ่นหลงปรามาสฮองเตแคว้นเว่ยเพียงสามปีเข้าก็บุกมาถึงเมืองหลวงได้ ไร้ฝีมือแต่กลับมีเหล์เหลี่ยม
ก็รู้ว่าผู้อื่นมองตนว่าเหี้ยมโหดยิ่งกว่ามารก็ยังไม่หยุดกระทำ องครักษ์ชางตำหนิอยู่ในใจ
“พระองค์จะทำเยี่ยงไร หากนางไม่ใช่บุตรสาวของฮองเต้ หม่อมฉันเกรงการแต่งงานคร่านี้นางจะไร้ประโยชน์”
จ้าวหยุ่นหลงยกยิ้ม รอยยิ้มเย็นเฉียบค่อยๆ ปรากฎดวงหน้าราวกับหยกสลักแต่แววตากลับเต็มไปด้วยไอสังหาร
“ไม่ว่าฮองต้แคว้นเว่ยจะส่งผู้ใดมาก็ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น ต่อให้ส่งบุตรสาวแท้ๆมาให้ข้า ข้าก็สามารถฉีกนางเป็ชิ้นๆได้ด้วยมือเปล่า”
องครักษชางยกชาดื่มจนหมดจอก นั้นล่ะ คนอย่างจ้าวหยุ่นหลงเห็นชีวิตผู้คนเป็เพียงของเล่น ที่เรียกร้องให้แคว้นเว่ยส่งองค์หญิงมาแต่งงานด้วยเพื่อเป็องค์ประกันในการยุติส่งครามหาใช่จุดประสงค์ที่แท้จริง
เสียงโห่ร้องของทหารจากด้านนอกดังกระหึ่มเข้ามา ไม่ช้ารองแม่ทัพก็ะโรายงานเข้ามาภายในกระโจมว่ารถม้าขององค์หญิงแคว้นเว่ยมาถึงแล้ว
“พาตัวนางเข้ามา”
“องค์รัชทายาท” องค์รักษ์ชางทำเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความอัดอึดและคร่งเครียด
“เ้ามีอะไรก้รีบพูดชางเจี้ย” จ้างหยุ่นหลงหลบกลอกตาในใจ ไม่อยากเดาว่าองครักษ์ข้างกยคิดอันใดอยู่
“ขอพระองค์ถนุถนอมพระนางด้วยเถิด ถือว่าหม่อมฉันขอร้องไม่ใช่ในฐานะองครักษ์ข้างกายพระองค์ แต่หม่อมฉันขอในฐานะสหาย นางเพิ่งจะปักปิ่นยังไม่พ้นปีก็ต้องออกเรือน”
“ข้าทำอะไรแบบนั้นไม่เป็เ้าก็รู้” ไม่อย่างนั้นข้าเสกสมรถไปนานแล้ว แต่งมาเป้นเมียต้องมาแลดูประคบประหงม คนฝึกวรยุทธออกศึกอยู่แต่กับบุรุษ ข้าทำไม่ได้หรอก ไม่งั้นข้าจะหลับนอนแต่กับนางคณิกาเยี่ยงนี้ทำไมกัน สำหรับข้าพวกนางก็เปรียบเสมอที่ระบายอารมไคล้ของบุรุษเท่านั้น ไม่ต้องมาคอยออมแรง จับพลิกหงายเยี่ยงไรก็ได้
“สตรีนางอื่นพระองค์จะทำเช่นไรก็ไม่มีผู้ใดครหา แต่ตอนนี้นางเป็องค์หญิง รักหยกถนอมบุปผา พระองค์ทำได้หรือไม่”
เหอะ องค์หหญิงปลอม เหตุใดข้าต้องถนอม
“เ้าจะไปไหนก็ไปไหนก็ไปเถะเสียเวลาเข้าหอของข้า” มือหนาโปกสะบัดขับไล่องค์รักษ์ชางออกจากกระโจมราวกับเป็ปฎิกูล
องค์รักษ์ชางเปิดผ้าม่านกระโจมก็เจอสตรีในชุดแดงยืนรออยู่แล้ว องค์รักษ์ผายมือให้องค์หญิงเดินเข้าไป
“เชิญองค์หญิงแปด องค์รัชทายาทรออยู่ด้านในแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อย่างไรตอนนี้นางก็ได้ตำแหน่งองค์หญิง และยัง องครักษ์ชางจึงให้เคารพนางเฉกเช่นนายเหนือหัวพระองค์อื่นๆ แม้ไม่รู้ว่าจากนี้ไปรัชทายาทจะวางนางไว้ตำแหน่งใดก็ตาม
“ขอบคุณเ้าคะ” ร่างบางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ผ้าคลุมหน้าสีแดงปลิวไหวตามแรงขยับกาย
จังหวะที่นางเดินผ่านเขาไปองค์รักษ์ชางมองเห็นเสี้ยวดวงหน้าของพระนาง ดวงหน้ายังคงมีคราบน้ำตา พระนางคงผ่านการร้องไห้มาตลอดทาง
องครักษ์ชางมองตามแผ่นหลังบอบบางจนผ้าม่านกระโจมปิดลง
‘ข้าช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปขึ้นอยู่กับตัวเ้าแล้วว่าจะทำเช่นไรให้รัชทายาทมองเห็นประโยชน์จากเ้า เ้าจะได้มีลมหายใจต่อไป กวนเสี่ยวถง’