บทที่ 23 ที่แท้เงาของฉันก็คิดจะฆ่าฉัน!
จิ่งเหมียนพูดอย่างมีความสุข "วันนี้คุณพาพ่อแม่มาที่นี่ได้เลย แล้วฉันจะเพิ่มราวตากผ้าให้ฟรีค่ะ!"
ไป๋หย่งเจินรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง "เถ้าแก่จิ่ง ผมจะจดจำความเมตตาของคุณไว้!"
เธอยินดีที่จะให้เช่าบ้านคุณภาพสูงในราคาต่ำ ไป๋หย่งเจินรู้สึกว่าตนเองได้กำไรแล้ว
ความคืบหน้าของภารกิจเพิ่มขึ้นมาก ทำให้จิ่งเหมียนเต็มไปด้วยความมั่นใจ เธอจึงรีบประกาศอย่างรวดเร็วว่าห้องเดี่ยวหมายเลข 2 ถูกเช่า พร้อมกับเตือนทุกคนว่าห้องเดี่ยวเหลือเพียงสี่ห้องเท่านั้น ใครมาก่อนได้ก่อน!
หลังจากเพลิดเพลินกับข้าวหน้าหมูตุ๋นแสนอร่อยในโรงอาหารแล้ว จิ่งเหมียนก็ไปที่โกดังสินค้า เพิ่มข้าวและน้ำที่ได้รับคำสั่งซื้อไปยังโกดังจริง รอการมาถึงของจางเวินเหยียนและไห่หลิงในอีกสองวันข้างหน้า หลังจากนั้นเธอก็จะถือโอกาสประชาสัมพันธ์ที่พักลวี่อิน
ความจริงแล้ว ความนิยมของลวี่อินนั้นเพิ่มขึ้นทุกวัน
มือคู่หนึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลเป็เล็ก ๆ ปิดหน้าต่างข้อมูลของที่พักลวี่อิน
เฉียวไห่มองดูข้อความที่เ้าของลวี่อินส่งถึงเขาอีกครั้ง
เขานึกถึงหญิงสาวที่ตัวเปียกโชกในหอเยว่พ่าน เธอคงส่งข้อความนี้มาให้เขาเพราะเห็นใจในชะตากรรมของเขา
สำหรับสิ่งที่เธอพูด เขารู้สึกว่ามันมากไปหน่อย
ตราบใดที่เขาอาศัยอยู่ในหอพักทีมสำรวจ ตระกูลอันก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ นอกจากนี้อันหลิงอวี่เองเป็ฝ่ายผิดก่อน ฉะนั้นตระกูลอันจะโยนความผิดให้เขาได้อย่างไร?
อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซอมบี้ก็จะคลั่งเช่นกัน ฤดูร้อนจึงเป็ฤดูที่เกิดฝูงซอมบี้ได้ง่าย
ฐานใหญ่ ๆ หลายแห่งไม่กล้าประมาท เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดทั้งวันทั้งคืน หากพบว่ามีซอมบี้ปรากฏตัวเป็ฝูง พวกเขาจะส่งทหารออกไปปราบปรามทันที เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็ภัยพิบัติใหญ่
ตอนนี้เป็เวลาที่้าตัวเขา ตระกูลอันคงไม่หาเื่เขาใน่เวลาสำคัญนี้ หากจะเล่นงานก็คงเป็่ฤดูหนาว
การที่จู่ ๆ ที่พักลวี่อินก็โผล่ขึ้นมาใต้จมูกของฐานอู่อัน ทำให้เ้าหน้าที่ระดับสูงเกิดความระแวดระวังและจับตามองเป็พิเศษ กำแพงที่สร้างจากโลหะผสมที่ไม่รู้จักจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เื้ั ก่อนที่เบื้องบนจะสืบหาความจริง เขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า
มิเช่นนั้น เมื่อเห็นสภาพความเป็อยู่ของที่พักลวี่อิน เขาต้องยอมรับว่ารู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย
ทันใดนั้นสมาร์ตวอทช์ของเขาดังขึ้น นี่คือเสียงเรียกเข้าเฉพาะของเหม่ยอี๋
เฉียวไห่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วรับโทรศัพท์
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใด เสียงร้องอย่างร้อนรนก็ดังมาจากปลายสาย!
“พี่ไห่ ช่วยฉันด้วย! มีคนอยากฆ่าฉัน! พวกเขาจะฆ่าฉัน! พวกเขาไม่เชื่อฉัน! คุณมาปกป้องฉันได้ไหม? ฉันขอร้อง ฉันเพิ่งรู้ใจตัวเองว่ายังรักคุณอยู่!”
เฉียวไห่เม้มริมฝีปากและตัดสินใจว่า "ลู่เหม่ยอี๋ ผมไม่ใช่เครื่องมือของคุณนะ ที่คุณจะเรียกใช้หรือทิ้งขว้างตามใจชอบก็ได้ ต่อไปคุณอย่าติดต่อมาอีก”
“เฉียวไห่ ฟังฉันนะ! ฉันกลัวมาก ฉันตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ!”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรไปหาอันหลิงอวี่!” พูดจบเขาก็ตัดสายอย่างไม่ไยดี เป็การบอกลาอดีตอันขมขื่น
ลู่เหม่ยอี๋ซึ่งได้ยินเสียงตัดการเชื่อมต่อจากปลายสายก็โกรธมากจนแทบจะกระชากสมาร์ตวอทช์ทิ้ง!
ผมของเธอยุ่งเหมือนหญิงเสียสติ ดวงตาลึกโหลดำคล้ำ บนท้องถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน เธอกลับรู้สึกปลอดภัยกว่าที่ใด เธอกลัวว่าจะมีคนซุ่มรออยู่ที่บ้าน หากเธอกลับไปก็คงไม่พ้นความตาย
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังหันหลังกลับไปมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างหวาดระแวง พวกเขาต่างมองเธอเป็เหมือนคนเสียสติ ทว่าเธอกลับกลัวการอยู่เพียงลำพังในห้องมากกว่า
ทุกวินาทีเธอรู้สึกราวกับมีคนจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
ราวกับเงาแห่งความตายติดตามมาพร้อมกับความเย็นเยียบดังอสรพิษ
เธอพิงร่างกายอันอ่อนล้าไว้กับเสาไฟ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเธอไม่ได้ข่มตาลงแม้แต่น้อย จิตใจตึงเครียดจนถึงขีดสุด
เธอโทรหาอันหลิงอวี่ แต่ถูกบล็อก
เขาใจร้ายมาก เธอดูคนผิดไปจริง ๆ หากรู้แบบนี้ เธอคงไม่ยอมให้เขาได้สิ่งที่้าหลังจากที่หลอกให้เขาดื่มสุราเข้าไปแน่ ๆ ผู้ชายล้วนไร้ซึ่งสัจจะ
ไม่ทันไรตะวันก็คล้อยต่ำลง แสงสุดท้ายแห่งวันฉายมาจากฟากฟ้าอีกด้านหนึ่ง ปลายเงาของเธอค่อย ๆ เคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศทาง
ลู่เหม่ยอี๋ขมวดคิ้ว เธอพินิจมองเงาของตน ทันใดนั้นความรู้สึกเย็นยะเยียบก็แล่นไปทั่วแผ่นหลัง!
เงานั้นดำมืดราวกับผืนน้ำนิ่งสงัด ดุจดังวังวนอันไร้ก้นบึ้ง
แสงอาทิตย์ส่องมาจากเื้ั ทำให้เงาของเธอทอดยาวไปเบื้องหน้า
ความหวาดกลัวประเดประดังเข้ามาจนเธอแทบจมดิ่ง เธอได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นระรัว
"ช่วย...ช่วยด้วย..."
เธอคิดว่ามีคนคอยจ้องมองอยู่เื้ั จึงรู้สึกเย็นะเืที่หลังแบบนั้น
แท้จริงแล้วเงาของเธอต่างหากที่คิดฆ่าเธอ!
กริ๊ง! กริ๊ง!
กริ่งประตูลวี่อินดังขึ้น
จิ่งเหมียนเปิดประตู แต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอก
เธอก้าวเท้าเดินออกไปด้วยความสับสน ทันใดนั้นก็มีคนะโออกมา!
"อ๊ะ!"
จิ่งเหมียนใ! ที่แท้ก็คืออันหลิงอวี่นี่เอง
“ผมทำให้คุณกลัวเหรอครับ” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
จิ่งเหมียนกลอกตาใส่เขาด้วยความโกรธ "ทำอะไรของคุณ โตเป็ผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว"
อันหลิงอวี่ไม่สนใจเลย เขาหันกลับไปที่รถและเปิดท้ายรถ เผยให้เห็นกล่องของขวัญเรียงรายมากมาย
คนขับเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า "คุณจิ่ง ของขวัญพวกนี้คุณชายเลือกเองตลอดทั้งบ่าย ทั้งหมดนั้นสำหรับคุณ!"
เขายังกระซิบต่อว่า "นี่เป็ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณชายเอาใจใส่ขนาดนี้! พูดตามตรง ไม่แปลกใจเลยที่คุณชายจะไม่รับสายคนคนนั้น!"
ดวงตาของคนขับเป็ประกายแวววาวราวกับจะบอกว่า คุณชายของเราเป็คนดี!
"คนนั้น?"
"คนไหนเหรอ ลู่เหม่ยอี๋เหรอ?"
อันหลิงอวี่หยิบกล่องของขวัญออกมาพร้อมกับพูดว่า "จิ่งเหมียน ของพวกนี้คุณรับไปเถอะ ผมรู้ว่าคุณไม่ขาดอะไรหรอก แต่คุณบอกแล้วว่าจะชดเชยให้ ถ้าคุณไม่รับ ผมจะทิ้งมันทั้งหมด ผมไม่ยอมเอากลับไปแน่"
จิ่งเหมียนรู้จักนิสัยเขาดี ของขวัญเล็กใหญ่พวกนี้ดูก็รู้ว่าราคาแพง ทิ้งไปก็เสียดายแย่
เธอจึงได้แต่มองเขาและคนขับรถช่วยกันยกของขวัญเข้าไปในบ้าน
โซฟาในห้องรับแขกมีกองของขวัญวางซ้อนกันเป็ูเา
คนขับรถกลับไปที่รถอย่างรวดเร็วเพื่อให้พื้นที่กับคนทั้งสอง
อันหลิงอวี่นั่งบนโซฟา นิ้วมือเคาะอยู่บนเข่า
เพลย์บอยชื่อดังในตอนนี้ดูงุ่มง่ามไปหน่อย เหมือนเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ว่าจะเอาใจผู้หญิงอย่างไร จึงได้แต่ซื้อของขวัญให้เธอมากมาย เหมือนกับว่าทำแบบนี้แล้วจะเป็การดีกับเธอ
"ฉันบอกแล้วว่าไม่จำเป็ต้องให้คุณมารับผิดชอบกับการกระทำของพวกเธอ ของขวัญครั้งนี้ฉันรับไว้ แต่ฉันจะไม่รับของโดยไม่สมควรได้รับอีก ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้ายังมีครั้งหน้า ฉันจะทิ้งมันจริง ๆ ด้วย"
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล แต่อันหลิงอวี่ก็ััได้ถึงความแน่วแน่ในนั้น ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
"ผมรู้แล้ว...แต่เราเป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ รับของขวัญจากเพื่อนไม่เห็นจะเป็อะไรเลย"
จิ่งเหมียนเต็มไปด้วยคำถาม เราเป็เพื่อนกันั้แ่เมื่อไร พบกันไม่กี่ครั้งเอง
" 'เพื่อน' ที่จะนำความเดือดร้อนมาให้คนอื่นเหรอ?"
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดดำยืนอยู่ข้างประตู
อันหลิงอวี่และจิ่งเหมียนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเฉินย่ากลับมาั้แ่เมื่อไร