“เฮ้ย!” ทีปกรอุทานออกมาเบา ๆ ก่อนจะชี้ไปยังศีรษะของแพรว ซึ่งตอนนี้ไม่มีอยู่บนบ่าเสียแล้ว
“ไอ้กาย นะ น้อง ไม่มีหัว”
“อะ อือ” เกียกกายพยักหน้าตอบรับ เพราะตนก็เห็นสิ่งเดียวกับเพื่อนรักเหมือนกัน
“เราต้องไปช่วยแพรวก่อนที่จะสายไปกว่านี้” ทีปกรมองไปทางหญิงสาวอย่างไม่คลาดสายตา ส่วนมือนั้นก็ตีรัวไปยังขาของเกียกกายให้ลุกขึ้น
“เจ้าช่วยอะไรมิได้ดอก สิ่งนี้เป็นกรรมที่นางผู้นั้นต้องเผชิญ จงหักห้ามใจเสียเถิดเด็กน้อยของข้า” เสียงแผ่วเบาของเขมทัตลอยเข้ามากระแทกหู จึงทำให้ทีปกรเป็นอันต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“ฉันว่านะถ้าน้องแพรวไม่ยอมรับ เราคงช่วยอะไรน้องเขาไม่ได้หรอก มันคงเป็นกรรมที่น้องเขาต้องได้รับว่ะ” ทีปกรหันไปมองเกียกกายอย่างไม่เชื่อหูของตนเอง เพราะสิ่งที่เพื่อนรักพูดช่างเหมือนกับเขมทัตไม่มีผิด
“นายก็ได้ยินที่เขมทัตพูดเหรอวะ”
“ได้ยินอะไรล่ะ ฉันรู้สึกได้เองต่างหาก”
ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่ทีปกรถูกน้ำฟ้าจับข้อมือ ก็ถือว่างานศพในคืนแรกของน้ำฟ้าผ่านไปอย่างราบรื่น อาจจะมีเสียงร้องไห้แทรกขึ้นมาบ้างก็ถือว่าเป็นธรรมดาของงานขาวดำ เว้นเสียแต่ว่าหลังจากที่ทีปกรบอกให้แพรวไปขอโทษศพน้ำฟ้า สาวเจ้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย จึงทำให้เพื่อนนางรำบางส่วนต้องออกตามหาเนื่องจากติดต่อไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่งานเลิก การตามหาแพรวก็สิ้นสุดลงเช่นกันเพราะทุกคนต่างคิดว่าแพรวน่าจะกลับบ้านไปเสียแล้ว
แพรวลืมตาขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือมึนงง มองไปรอบด้านมีแต่ความมืดปกคลุมรอบกาย เริ่มรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนอะไรสักอย่างจึงใช่มือคลำไปยังสิ่งที่อยู่ด้านล่าง
“อะไรแข็ง ๆ แล้วนี่มันกลิ่นอะไรกันเนี่ยเหม็นชะมัด” แพรวพยายามพลิกตัว แต่ไหล่ของตนกลับติดอะไรบางอย่างที่อยู่ด้านบนจึงต้องกลับมานอนท่าเดิม มือบางยังสาละวนคลำไปรอบ ๆ ตัว ทำให้ได้รู้ว่ามีแผ่นอะไรบางอย่างล้อมอยู่ด้านข้างและด้านหน้าของตัวเอง
‘กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา…’ เสียงจากด้านนอกดังแว่วเข้ามาเหมือนจะอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้สักเท่าไรนัก แพรวพยายามเงี่ยหูฟังว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่
‘กะตะเม ธัมมา กุสะลา…’
“เสียงพระสวดเหรอ นี่ฉันอยู่ไหนกันแน่เนี่ย” แพรวใช้มือลูบไปยังแผ่นที่ล้อมอยู่รอบตัว พร้อมทั้งทุบจนเสียงดังก้องภายในพื้นที่ที่ตนอยู่ อาจจะเป็นเพราะด้านในนั้นค่อนข้างร้อนอากาศไม่ถ่ายเท จึงทำให้เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดออกมาจากร่างกายมากขึ้นทุกครั้งที่ขยับ
“อยู่เป็นเพื่อนฉันนะแพรวเพื่อนรัก” เสียงหวานใสที่แสนจะคุ้นเคยพูดขึ้น ทำให้แพรวสะดุ้งสุดตัวใจหายวูบเพราะเสียงนั้นดังมาจากหลังหูของตน มือบางคลำไปยังด้านหลังที่ตนกำลังหนุนทับอยู่จึงได้รู้ว่าเป็นใบหน้าของคน ยิ่งทำให้รู้สึกกลัวสุดขีดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แพรวพยายามขยับตัวเองให้ออกจากที่ตรงนั้น
“นะ นะ น้ำฟ้า” เสียงสั่นเครือด้วยความกลัว ตอนนี้เริ่มรู้เป็นลาง ๆ แล้วว่าตนอยู่ที่ใด จึงใช้มือทุบไปยังด้านข้างรัว ๆ และตะโกนร้องจนสุดเสียง
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฉันอยู่ในนี้” มือบางรัวกำปั้นอย่างบ้าคลั่ง ไปพร้อมน้ำตาแห่งความกลัวที่ไหลรินออกมาไม่หยุด
“อย่าดิ้นแรงซิจ๊ะเธอกำลังนอนทับลูกฉันอยู่นะ คิก คิก คิก” น้ำฟ้าหัวเราะชอบใจในปฏิกิริยาของเพื่อนที่ทำร้ายตนมาตลอดทั้งกายและใจ ยิ่งทำให้แพรวร้องเรียกคนด้านนอกดังกว่าเดิม
“ตะโกนไปก็เสียแรงเปล่านะจ๊ะแพรว ไม่มีใครได้ยินเธอหรอก คิก คิก คิก”
“ฮึก ฮึก ฮึก ฉันขะ ขอโทษ นะ นะ น้ำ ฟ้า ฉะ ฉะ ฮึก ฉัน ไม่ ได้ ฮึก ตั้งใจ” แพรวร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความกลัวอย่างสุดขีด พร้อมทั้งประนมมือขึ้นเพื่อขอให้น้ำฟ้าให้อภัย
“มันสายไปแล้วจ้ะแพรว ตอนที่พี่ทีบอกให้เธอมาขอโทษฉัน เธอกลับไม่สนใจ เอาเป็นว่าอยู่เป็นเพื่อนฉันที่นี่ก็แล้วกันนะ ฮิ ฮิ ฮิ” น้ำฟ้าพูดพลางกอดไปยังเพื่อนนางรำทั้งยังหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ยิ่งทำให้แพรวร้องไห้โวยวายออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งดิ้นทั้งทุบไปยังด้านข้างและใช้เท้าถีบไปด้านบน แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดออกมาเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีใครรู้ว่าแพรวเข้าไปอยู่ในโลงศพของน้ำฟ้าได้อย่างไร แต่คนด้านในเริ่มหายใจรวยรินรอเวลาเพื่อเป็นศพ เมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตใกล้มาถึง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเคยกระทำไม่ดีกับน้ำฟ้าก็หมุนวนกลับเข้ามา
“ขะ… ขอโทษ” เสียงแผ่วเบาออกมาจากปากของแพรว พร้อมเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะดับไปในที่สุด