บทที่ 10 : ให้ความร่วมมือ 1
คนแปลกในสายตาของจอร์นนั้นยังคงเดินตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็นแต่สร้างภาพให้ดูปลอดโปร่งเพื่อเป็การบลัฟไปอย่างนั้นเอง
มันเป็ความเคยชินสำหรับคนทำงานอย่างเขา
ในสถานการณ์ที่เป็ฝ่ายถูกเชิญมาไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนต้องมีความมั่นใจภูมิฐานดูใจกว้างและวางใจเพื่อให้คนที่เชิญเขามาผ่อนคลาย ท่าทางปลอดโปร่งของเขาก็เป็การสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือต่อผู้ที่เชิญมาด้วย
แม้ว่าภายในใจจะกังวลไปร้อยแปดตลบ ภายนอกก็ห้ามแสดงความหวั่นไหวนั่นเป็สิ่งที่เขายึดมั่นในขณะทำงาน
การไปเจอเทจ โคเลอร์ไม่ใช่งานก็จริง อีกฝ่ายเป็ตำรวจถือเป็ข้าราชการก็นับว่าเป็งานแบบหนึ่งได้ ลูซีฟไม่พลาดทำตัวเงอะงะหรอก
แต่ดูเหมือนท่าทางแบบนี้จะยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยชายหนุ่มจากต่างโลกผู้ไม่ชินกับยุคสมัยและร่างกายวัยละอ่อนของตัวเองง่ายๆ ก็ไม่ได้พยายามควบคุมตัวเพราะเขายังไม่พบว่าบุคลิกของเขามันมีปัญหาและน่าสงสัยที่ตรงไหน
จอร์นไม่ได้ชวนลูซีฟคุย เมื่อมาถึงทางเชื่อมตึกทั้งสองเพียงเดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงปะตูอีกบานเปิดออกก็พบกับกลิ่นอายที่แตกต่างจากสำนักงานทิวลิปคิมหันต์ทันทีบรรยากาศให้ความรู้สึกเยือกเย็นราวกับจะแช่แข็งทุกความคิดของผู้เข้ามา
ดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะคนที่ััและสัญชาตญาณเฉียบคมขึ้นกว่ามนุษย์ทั่วไปลูซีฟหรี่ตามองแวบหนึ่งก่อนจะกลับมายิ้มเหมือนเดิม
“เชิญทางนี้ก่อนนะครับ” จอร์นเชิญลูซีฟที่ห้องรับแขกที่นั่นมีหญิงสาวคอยทำเอกสารอยู่ เมื่อเธอเห็นจอร์นก็กล่าวทักทาย
“คุณจอร์นมาหาหัวหน้าเหรอคะ ข้างหลังนั่นลูกค้าหรือเปล่า”เธอมองลูซีฟตามเป็ประกายเหมือนมองเขาเป็ถุงเงินเดินได้ ถึงจะแค่แวบเดียวสั้นๆแต่ลูซีฟก็ยังคิ้วกระตุก
“ไม่ใช่หรอก แขกของหัวหน้าน่ะ” จอร์นก็เห็นแววตาของหญิงสาวเหมือนกันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หวังเพียงว่าแขกจะไม่เห็น “คุณช่วยดูแลแขกสักครู่นะลินดา ผมจะไปแจ้งให้หัวหน้าทราบ”
“ได้ค่ะ” ลินดาพยักหน้าก่อนจะเชื้อเชิญลูซีฟไปที่โต๊ะรับแขก“เชิญทางนี้ค่ะมิสเตอร์ จะรับชาหรือกาแฟดีคะ?”
“น้ำเปล่าพอครับ ขอบคุณ”
ลูซีฟนั่งรออย่างสงบ ไม่ได้กวาดสายตาไปมองรอบๆ เขานั่งประสานมือไว้บนตักอย่างสงบสูดหายใจเข้าช้าๆ ในสมองติดต่อกับแซม
‘แซม ตรวจสอบได้ไหมว่าที่นี่มีคนกี่คน’
‘ข้างบนสามคน ชั้นเดียวกับนายสองคน และชั้นใต้ดินสองคน’
แซมตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการตรวจจับของเขาแม่นยำแน่นอนไม่ว่าที่นี่จะมีการปิดกั้นอย่างไรก็ปิดปั้นแซมไม่ได้
‘มีชั้นใต้ดินด้วย?’
ลูซีฟเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เขาเองก็ลองจับััดูเหมือนกันแต่เหมือนจะเข้าไม่ถึงขั้นใต้ดิน
‘เื่ปกติ หลายบ้านก็มีชั้นใต้ดินเป็ที่เก็บของ’
‘นายรู้ได้ยังไงแซม’
‘ไว้นายใช้พลังได้มากกว่านี้แล้วอยากรู้อะไรก็ได้รู้ไปทั่วเองนั่นแหละ’
“...” ไอ้ประโยคนี้อีกแล้วเขาไม่ได้อยากรู้ไปทั่วสักหน่อย
แต่ห้องใต้ดินมีอยู่หลายบ้านจริงก็ไม่ได้ดูน่าสงสัยสำนักงานนี้เป็ของบริษัทรักษาความปลอดภัย เขาเห็นป้ายนั่นแล้วข้างล่างคงเอาไว้เห็นอาวุธสำหรับปฏิบัติหน้าที่... เป็อาวุธที่เบิกมาจากกรมตำรวจหรือเปล่านะ
ความอยากรู้อยากเห็นกำเริบ
ลูซีฟกุมมือแน่นขึ้นเพื่อควบคุมตัวเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังจากข้างบนดูเหมือนคนที่นัดหมายเขามาวันนี้กำลังจะลงมาแล้ว
เทจเดินนำจอร์นลงมา เห็นลูซีฟนั่งไขว้ห้างหลุบสายตาลงต่ำราวกับกำลังครุ่นคิดท่วงท่าสงบและสง่างาม จนกระทั่งเขาเข้าไปใกล้ลูซีฟถึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างสุภาพห่างเหินมาให้เทจยิ้มตอบแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์โคเลอร์ ขอโทษที่มารบกวนในยามบ่าย”
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์ฮิลเกรม ไม่เป็การรบกวนเป็ผมที่เชิญคุณมาที่นี่ กินอะไรมาหรือยังครับ ้าให้คนเตรียมอาหารให้ไหม เราจะได้คุยยาวๆโดยไม่ถูกขัดเพราะความหิวโหย”
“ผมกินมาแล้วครับ ขอบคุณสำหรับความห่วง”ลูซีฟพยายามกดคิ้วไม่ให้กระตุกเพราะคำพูดเสียดสีของนายตำรวจตรงหน้า
ครั้งก่อนเขาบอกปัดดูรว์สเตลล์ไปว่าต้องกลับไปทำมื้ออาหารเย็น พอมาตอนนี้เทจ โคเลอร์ก็เอาคืนแล้วช่างเป็คนที่ปล่อยวางไม่เป็เลยจริงๆ
หรือจะเป็เฉพาะกับเขากันแน่นะ
เทจผู้ปล่อยวางไม่เป็ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างสุขุม “ถ้าอย่างนั้นเราก็มาคุยกันต่อจากเมื่อวานเลยไหมครับ”
“ได้ครับ เชิญถาม” ลูซีฟเอียงคอมองนิดๆ แล้วผายมือให้อีกฝ่ายเริ่มก่อนถ้าให้เขาพูดก่อนก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนเมื่อคืนก็ไม่ได้เปิดประเด็นอะไรเป็กิจจะลักษณะเลย
“คุณลูซีฟ อืม ผมขอเรียกว่าคุณลูซีฟเพื่อการสนทนาที่เป็มิตรและผ่อนคลายนะครับคุณสามารถเรียกผมว่าเทจก็ได้” เทจกล่าวอย่างมีมารยาท แต่ประโยคที่พูดนั่นไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธสักนิด“เมื่อวานคุณมีข้อสงสัยในข้อมูลที่ได้รับจากดูรว์ไหม”
“ผมไม่สงสัยในข้อมูลของพวกคุณหรอกเื่นี้ไม่น่าถามนะครับ”
ตำรวจถามประชาชนว่าสงสัยในข้อมูลของพวกเขา เฮอะ! เขาไม่ได้เข้าไปตรวจสอบสถานที่แม้แต่ก้าวเดียวจะเอาข้อมูลจากไหนมาเปรียบเทียบให้เกิดความรู้สึกสงสัยคำถามนี้ช่างหาเื่กันโดยแท้
ลูซีฟกดฝ่าเท้าแนบกับพื้นแน่น เย็นไว้รองเท้าของผมอย่าเพิ่งรีบหลุดจากเท้าไปซบหน้าเ้าตำรวจตาสีฟ้าซีดนั่น
“งั้นขอถามว่าทำไมถึงรู้เื่ผู้เสียชีวิต ผมหมายถึงคุณไม่คิดว่าในสถานการณ์นั้นจะมีผู้รอดชีวิตบ้างเหรอทำไมถึงกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่มีผู้รอดชีวิต”
นี่เป็เื่ที่เทจคับข้องใจอย่างไรผู้คนต้องคาดหวังให้มีผู้รอดชีวิตก่อนเสมอแต่ชายหนุ่มคนนี้ตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีผู้รอดชีวิตเลย เขาตรวจสอบได้ยังไงหรือรู้เื่อะไรมากันแน่
และคำตอบจากลูซีฟ ฮิลเกรมก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง
“คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะอยู่ในอุณหภูมิสูงเป็เวลานานได้เมื่อสูดอากาศที่ร้อนเกินกว่า 150 องศาเซลเซียส ปอดจะถูกทำลาย ร่างกายจะหยุดทำงานทำให้หมดสติและจะถูกไฟคลอกจนตายพื้นที่ไฟไหม้ยังไงอุณหภูมิจะสูงเกิน 150 องศาเซลเซียสเมื่อเวลาผ่านไปอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันะเิขึ้นฉับพลันและลุกไหม้ต่อเนื่อง กว่าจะมีคนเข้าช่วยเหลือก็เกินกว่าเวลาช่วยชีวิตแล้ว”
ยิ่งเป็ร้านเครื่องเขียนที่มีหมึกและกระดาษเป็เชื้อไฟชั้นดีอุณหภูมิภายในไม่ต้องคิดเลยว่าจะต่ำลงได้ กว่าจะดับเพลิงและเข้าช่วยเหลืออยู่รอดได้ก็เป็พวกผู้มีพลังพิเศษสายฟื้นฟูแบบเขาแล้ว
เทจนิ่งคิดก่อนจะมองหน้าลูซีฟอย่างประหลาดใจ ข้อมูลพวกนี้เหมือนจะไม่ใช่ความรู้ที่นักศึกษาคณะประวัติศาสตร์และวรรณกรรมจะรู้ได้เลย
“คุณเป็คนมีความรู้กว้างขวางจริงๆ นี่เป็ความรู้ใหม่ของผมเลย”
“ความรู้ทั่วไปคุณเทจ เข้าหอสมุดเพื่อศึกษาดูก็รู้แล้ว”ลูซีฟยิ้มกลบเกลื่อน แอบไขว้นิ้วเงียบๆ
เขาคิดว่าหอสมุดอาจจะไม่มีเื่พวกนี้เพราะดูจากวิธีจัดการต่อเหตุเพลิงใหม่ของเหล่าตำรวจเมื่อวานก็รู้แล้วยิ่งประชาชนทั่วไปก็คงไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีความรู้เบื้องต้นในการหนีไฟเลยอย่างเพื่อนร่วมคณะของเขาที่เจอเหตุตรงหน้าก็เข่าอ่อนหน้าซีดไปกันหมด กว่าจะรวบรวมความกล้ากันได้ก็ต้องให้เขาเข้าไปพยุงออกห่างจากที่เกิดเหตุ
“แล้วคุณคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็อุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม”
“ฮะ? นี่ใช่เื่ที่ควรถามผมเหรอ มิสเตอร์โคเลอร์” ลูซีฟกล่าวพลางขมวดคิ้วทันทีคำเรียกห่างเหินไปด้วยเพราะความไม่พอใจ แม้แต่บรรยากาศรอบตัวก็เคร่งเครียดขึ้นด้วย
ลินดาและจอร์นที่ฟังกันอยู่เงียบๆมองหน้าลูซีฟอย่างแปลกประหลาด เพียงแค่คำถามนี้ก็ทำให้เขาโกรธได้หรือ
เพราะอะไรกันหรือมีอะไรอยู่เื้ัทำให้ตอบคำถามนี้ไม่ได้
“เพราะอะไรถึงไม่ควรถาม” เทจก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ความคิดของลูซีฟฮิลเกรมกลายเป็ปริศนาที่ยากคาดเดาสำหรับเขาไปแล้ว
“ยังต้องถาม?”ลูซีฟผู้ยากคาดเดาเลิกคิ้วเบิกตากว้างมองเทจั้แ่หัวจรดเท้าด้วยท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่าง“มิสเตอร์โคเลอร์ คุณไม่ได้อ่านประวัติของผมมาก่อนแล้วเหรอ ทำไมถึงลืมว่าผมเป็แค่นักศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมไม่ใช่นักสืบ ไม่ใช่ตำรวจด้วยคุณมาถามผมแบบนี้อย่างกับว่าคำตอบของผมมีค่าน่าเชื่อถือ แต่ถ้าคุณเชื่อถือมันจริงๆก็จะตลกมาก”
ลูซีฟมีความเชื่อมั่นใจตัวเองถ้าเขาอยากสืบเขาก็คิดว่าทำได้ แต่ที่พูดออกไปก็เป็แค่ไม่อยากมีส่วนร่วมกับการสืบคดีก็เท่านั้น
คิดดูว่าวันแรกที่ปรากฏตัวเขาก็กลายเป็เหยื่อฆาตกรรม สองวันต่อมาเจอฆาตกรต่อมายังเจอกับเหตุะเิต่อหน้าต่อตาอีก หากเขายังเข้าร่วมสืบสวนชีวิตคงหาความสงบสุขไม่ได้แล้ว
แต่เหมือนตำรวจตรงหน้าจะไม่เข้าใจ
“แต่คุณดูน่าเชื่อถือนะลูซีฟ พอๆ กับความน่าสงสัย”เทจพูดด้วยความสัตย์จริง แต่ใบหน้าของลูซีฟไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด
“ผมน่าสงสัยตรงไหน”
“คุณต้องพูดว่ามีตรงไหนไม่น่าสงสัยถึงจะถูก”
“หา!?” ลูซีฟยังคงไม่เข้าใจ
เทจไม่อยากจะพูดมากเื่นี้ เพราะอีกฝ่ายน่าสงสัยจริงๆจากประวัติที่สืบมา ลูซีฟ ฮิลเกรมเป็นักศึกษาผู้ใฝ่รู้ ทว่าผลการเรียนไม่ได้เลิศเล่อไม่ได้มีความสนใจพิเศษอื่นนอกจากด้านภาษาและวรรณกรรมเก่าแก่เป็คนอัธยาศัยดีและร่าเริง ด้วยอายุของเขาแม้จะเรียกได้ว่าเป็ผู้ใหญ่แต่ยังแฝงพฤติกรรมของวัยรุ่นวัยคะนองที่ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก
แล้วลองดูปัจจุบัน ชายหนุ่มที่ดูภูมิฐานวางตัวได้อย่างเหมาะสมเกินไปแม้แต่การเผชิญหน้ากับเขาที่เป็ตำรวจก็ไม่ได้ตื่นตระหนัก ซ้ำยังควบคุมสติได้อย่างดีความอัธยาศัยดีและร่าเริงดูจะไม่ตรงกับประวัติเลย ความรู้ของเขาก็เกินกว่าที่คาดคิดสภาวะอารมณ์ค่อนข้างผิดปกติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความคิดอันซับซ้อนยากคาดเดา
ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคนอย่างนี้จะไม่ให้รู้สึกสงสัยได้อย่างไร
แน่นอนว่าลูซีฟก็สำรวจตัวเองด้วยเหมือนกันเทียบกับความทรงจำของเ้าของร่างเดิมแล้วตัวเขาตอนนี้ดูจะต่างกันอยู่สักหน่อย... อาจจะมากหน่อยแค่ก!
แต่เื่นี้โทษเขาไม่ได้ ในการปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่ด้วยการอาศัยความทรงจำของร่างเดิมมันยังต้องใช้เวลานี่เพิ่งผ่านมาแค่สี่ห้าวันเขาทำได้กลมกลืนจนครอบครัวจับไม่ได้ก็หรูหราหมาเห่าสุดๆแล้ว
สำหรับคนอื่น... ช่างมัน!
“ผมยังยืนยันนะว่าผมไม่น่าสงสัย” ลูซีฟยังคงยืนกรานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ที่ดูแปลกจนน่าสงสัยสำหรับคุณเพราะเราไม่เคยรู้จักกันจริงๆ มากกว่า รู้จักกันผ่านข้อมูลอย่างเดียวจะเชื่อถือได้สักเท่าไหร่กัน”
“อืม คุณพูดมีเหตุผล” เทจพยักหน้าอย่างคล้อยตาม ลูซีฟแอบหัวเราะในใจพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทักษะโน้มน้าวของเขาก็ยังดีอยู่ เหอะๆ
“แต่ถึงยังไงผมก็อยากจะถามคุณเกี่ยวกับคำถามเมื่อครู่คุณลูซีฟ คุณคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็อุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม” เทจก็ยังคงยืนกรานที่จะถามเหมือนกันลูซีฟถอนหายใจอย่างหมดอาลัย
“จะเอาคำตอบให้ได้เลยสินะ”
“ใช่”
“ผมตอบให้ก็ได้ แต่หลักฐานที่ได้จากมิสเตอร์สเตลล์ไม่พอที่จะสรุปความหรอกถ้ามีข้อมูลการชันสูตรศพเพิ่มเติมและบันทึกการสืบสวนทั้งหมดก็พอจะช่วยได้”
“้าละเอียดขนาดนั้นเชียว?”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ แต่คำตอบที่ได้ก็จะเป็แค่สมมติฐานกลวงๆรอการเสริมข้อมูล ผมบอกตอนนี้เลยก็ได้ มันเป็การฆาตกรรมไงล่ะ”
ดวงตาของเทจและจอร์นสว่างขึ้น ดูสนใจใคร่รู้กับคำตอบของเขามาก
“ทำไมถึงสรุปแบบนั้น” จอร์นถามออกมา ในมือหยิบสมุดจดขึ้นมาเตรียมจดคำตอบของลูซีฟราวกับกลัวว่าแค่ฟังแล้วจะจดจำตกหล่น
“ชี้จุดน่าสงสัยเป็ข้อๆ แล้วกัน”ในเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วลูซีฟจะยอมพูดให้อย่างจำใจ “จุดแรกก็คือท่อแก๊สชำรุดคิดออกไหมว่าทำไมผมถึงสงสัย”
แน่นอน ลูซีฟจะไม่พูดมันออกมาทั้งหมด แต่จะกระตุ้นความคิดคนอื่นเพื่อลดการอธิบายของตัวเองอย่างไรหนึ่งในสามคนนี้ก็เป็นักสืบ ย่อมต้องมีความคิดอยู่บ้าง
“ทำไมถึงสงสัยท่อแก๊สชำรุด หรือว่ามันจะไม่ได้ชำรุดเองแต่เกิดจากการจงใจทำให้มันชำรุดเพื่อก่อเหตุ เ้าของร้านงั้นเหรอ?”
“...คิดได้แค่นี้เหรอ”
ดูเหมือนความคาดหวังของลูซีฟจะพังไม่เป็ท่า
กลายเป็ตั้งข้อสงสัยใส่เ้าของร้านเสียด้วย
เทจและจอร์นยังคงไม่เข้าใจ พอเห็นลูซีฟยกมือขึ้นลูบหน้าราวกับสิ้นหวังก็พยายามคิดให้มากขึ้นลินดาก็ร่วมด้วยเช่นกัน ก่อนที่เธอจะโพล่งขึ้นมา
“หรือคุณจะหมายถึงการจุดไฟใกล้ท่อแก๊สชำรุดคะ?”
“ถูกต้อง มิสลินดาคุณฉลาดมาก” ลูซีฟพยักหน้าอย่างชื่นชมหญิงสาวยิ้มอย่างเขินๆ ตอบกลับมา
“ทำไมถึงเป็เื่จุดไฟใกล้ท่อแก๊สชำรุดล่ะ” เทจเอ่ยถาม
“เพราะผมไม่ได้เข้าไปสำรวจท่อแก๊สชำรุดนี่ว่ามันเป็แบบไหนผมไม่สามารถพูดได้ว่ามันชำรุดเองหรือมีการจงใจแต่ถ้าเป็เื่การจุดไฟในเื่นี้สามารถคิดได้”
“ยังไงครับ?” จอร์นถามอย่างกระตือรือร้น ลูซีฟอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาพูดมาขนาดนี้แต่นักสืบยังถาม
“มิสเตอร์ฮาเวล ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิดนะครับ เริ่มย้อนความกันเล็กน้อยเ้าของร้านเครื่องเขียนท่อส่งแก๊สชำรุดเขาแจ้งกับช่างซ่อมบำรุงให้มาซ่อมใน่บ่าย ถูกต้องไหมครับและในระหว่างรอช่างซ่อม เขายังเปิดร้านเพื่อหารายได้มันหมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าเขาจะไม่เปิดใช้โคมไฟแก๊สภายในร้านและด้วย่เวลาเช้าถึงกลางวันจะสว่างมาก ไม่จำเป็ต้องใช้ตะเกียง ไม่มีโอกาสเกิดประกายไฟในร้านจากเ้าของร้าน...ผมเข้าใจแล้ว” เทจเบิกตากว้าง ั์ตาสีฟ้าสีเป็ประกายฉับพลัน “ถ้าหากเ้าของร้านระมัดระวังเื่การใช้ไฟภายในร้านเขาจะต้องเตือนลูกค้าหากจะมีการจุดไฟเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่การที่ยังเกิดประกายไฟอยู่ได้หมายความว่าจะต้องมีคนอื่นจุดโดยไม่มีใครรู้ตัวเป็ไปได้ว่ามีบุคคลต้องสงสัยภายในร้าน หนึ่งในนั้นอาจเป็คนพลีชีพหรือยังมีคนนอกลงมือก็ได้”
“ยอดเยี่ยมครับคุณรองสารวัตร คิดได้อย่างรวดเร็วจริงๆ”ลูซีฟปรบมือยิ้มชื่นชมอย่างพอประมาณ แต่ในใจบิดเบี้ยวเล็กน้อย
ไอ้หมอนี่ใช้เวลาคิดตั้งสิบนาทีจากคำใบ้มากมายของเขาเก่งมากๆ
เฮอะ!
Tip:
เผื่อคนไม่รู้คำทักทายตาม่เวลาว่าใช้เมื่อไหร่เพื่อไม่ให้สับสนจะจำแนกคำทักทายเป็่เวลาตามนี้นะ
อรุณสวัสดิ์ - คำทักทายใน่เช้าเวลา 5.00 – 11.59 นาฬิกา
ทิวาสวัสดิ์ - คำทักทายใน่สายถึงบ่ายเวลา 12.00 – 16.59 นาฬิกา
สายัณห์สวัสดิ์ – คำทักทายใน่เย็น17.00 – 20.59 นาฬิกา
สวัสดียามค่ำ (ราตรีสวัสดิ์) -คำทักทายใน่ดึก 21.00 – 4.59 นาฬิกา