้ายอดเขา
ซ่างโหยวตอนนี้กำลังเริ่มรวบรวมพลังที่มีอยู่อย่างยากลำบาก ตอนนี้ลำต้นของมันเหลือเพียงขนาดเท่าสองคนโอบเท่านั้น มันจะต้องฝ่าทัณฑ์์ไห้ได้
เหลืออีกเพียงครั้งเดียวเพียงแค่มันผ่านพ้นทัณฑ์์รอบนี้ไปได้มันก็จะกลายเป็ ปีศาจระดับแปดที่ทรงพลังที่สุดตนหนึ่งในผืนป่าแห่งนี้ มันอดทนฝึกฝนมานับพันๆ ปีเพื่อวันนี้ มันจะต้องทำได้แน่ ซ่างโหยวไห้กำลังใจตนเองเงียบๆ
ท้องฟ้า้านั้นกำลังสงบนิ่ง อาจจะเป็ความสงบนิ่งก่อนพายุใหญ่จะมาก็เป็ได้ เมฆสีม่วงลอยเอื่อยอย่างสงบ สายฟ้าแล่นไปมาเบาๆ มิได้มีเสียงอันได
สายลมะเืพัดพาเบาๆ ช่างดูสงบนิ่งยิ่งนัก ผ่านไปราวสิบนาที ในที่สุดก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว เมฆหนาทึบสีม่วงค่อยๆ หมุนวนเป็ตาพายุ
สายฟ้าแล่นปราบแปรบเข้าสู่จุดศูนย์กลาง มันเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เสียงสายฟ้าลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นเรื่อยๆ ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตรงจุดกลางของท้องฟ้าในที่สุดก็เริ่มแสดงเค้าโครงของทัณฑ์์ในที่สุด
สายฟ้าสีม่วงนับหมื่นเส้นค่อยๆ เกี่ยวกระหวัดรัดพันกัน สะสมจากเล็กๆ กลายเป็ใหญ่ั์ ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนมีขนาดกว่าร้อยเมตร จากนั้นมันก็เริ่มหดเล็กลง สายฟ้าสีม่วงก้อนใหญ่ั์นั้นค่อยๆ กลายเป็สีทองอย่างช้าๆ ยิ่งเล็กลง ยิ่งสว่างจ้า
มันหดเล็กจนเหลือขนาดแค่เพียงถังน้ำใบใหญ่เท่านั้น จากที่มีขนาดกว่าร้อยเมตร เหลือขนาดเพียงเท่านี้ แค่คิดก็น่าจะรู้ว่ามันจะอัดแน่นไปด้วยพลังขนาดไหน ทันไดนั้นเอง ไม่มีเสียงไดๆ เกิดขึ้น แท่งสายฟ้าขนาดเท่าโอ่ง ยาวทะลุท้องฟ้าค่อยๆ ร่วงหล่นลงมายังซ่างโหยว
ซ่างโหยวรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีตั้งรับทัณฑ์์ครั้งสุดท้ายลำต้นของมันตั้งตรง รากหยั่งลึกลงบนพื้นดินเปล่งแสงสีเขียวทั่วทั้งตัว เมื่อแสงสีทองร่วงหล่นลงมายังลำต้นของมันนั้น ไม่มีเสียงไดๆ เกิดขึ้นแม่แต่น้อย ด้วยพลังงานระดับนี้มันมากมายเกินกว่าที่ซ่างโหยวจะต้านทานไหว ฟุ๊ฟ!! เพียงเสี้ยววินาที ทุกสิ่งก็จบลงในพริบตา
เมฆสีม่วงบนท้องฟ้าค่อยๆ กระจายหายไปในที่สุด เสียงฟ้าร้องครืนครานค่อยๆ สลายหายไปพร้อมกับก้อนเมฆ แสงแดดพาดผ่านลงมายังยอดเขา บัดนี้ยอดเขาเหลือเพียงหลุมลึกหลุมหนึ่ง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวไดๆ ทั้งสิ้น
อี้เหรินเฟิ่งที่หลบดูอยู่ด้านล่างไกลๆ หลังจากที่ทัณฑ์์หายไปเขาก็สองจิตสองใจ เขาไม่แน่ใจว่าซ่างโหยวจะสามารถผ่านทัณฑ์์นี้ได้หรือไม่ หรือถ้าเกิดผ่านได้จริงมันจะอ่อนแอถึงขีดสุดจนเขาจัดการมันได้หรือไม่
เขากำลังชั่งใจอยู่ สุดท้าย เขาก็ทนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหว อี้เหรินเฟิ่งค่อยๆ เดินไปบนยอดเขาอย่างช้าๆ เขาคอยสังเกตทุกความเคลื่อนไหว เขาเดินมาจนถึงยอดเขาในที่สุด
บนยอดเขานั้นไม่เหลือเค้าโครงไดๆ ทั้งสิ้น ช่างโล่งเตียนและไหม้เกรียม มีหลุมกว้างหลุมหนึ่งอยู่ตรงนั้น เขาเดินเข้าไปดู หลุมลึกราวสามสิบเมตร อี้เหรินเฟิ่งจึงเดินลงไปสำรวจด้วยความอยากรู้ เขาเดินไปจนถึงก้นหลุม สำรวจดูอย่างช้าๆ หวังจะเจอเข้ากับอะไรบ้าง ทันไดนั้นเอง ฉึก!!
เถาวัลย์เส้นหนึ่งแทงทะลุมาจากด้านหลังของเขา ปักทะลุออกมายังหน้าท้องของเขา แล้วมันก็ยกอี้เหรินเฟิ่งลอยขึ้นไป
ทันไดนั้นซ่างโหยวก็โผล่ออกมาจากพื้นดิน ตัวมันในตอนนี้เหมือนจะเหลือแต่ราก อ่อนระโหยโรยแรงร่างกายมีแต่รอยไหม้เกรียม มันผ่านทัณฑ์์นี้มาได้อย่างหวุดหวิด
ตอนที่สายฟ้าสีทองร่วงหล่นลงมานั้น ร่างกายของมันไม่อาจต่อต้านไดๆ ได้ร่างแหลกสลายในพริบตาดีที่มันสลัดลำต้นทิ้งในที่สุด ตราบไดที่มันยังเหลือรากชีวิตนี้ไว้ มันก็จะสามารถรอดไปได้
ซ่างโหยว " ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เ้าเด็กน้อย เ้าช่างจิตใจดีมีเมตตายิ่งแล้ว ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะไปหาพลังงานที่ไดมาฟื้นฟูร่างกาย แต่ใครจะคิดว่าเ้านั้นจะมาหาถึงที่ ข้าขอขอบใจเ้ายิ่งนัก" ซ่างโหยวพูดไปด้วยใช้รากของมันดูดพลังของอี้เหรินเฟิ่งไปด้วย
อี้เหรินเฟิ่ง "ท่านปู่ต้นไม้ ท่านปล่อยข้าไปเถอะ ไว้ข้าจะไปล่าสัตว์อสูรมาไห้ท่านเยอะๆ ดีหรือไม่ ท่านเคลื่อนไหวไปไหนมิสะดวกกระมัง ไห้ข้าอยู่รับใช้ท่านดีหรือไม่"
ซ่างโหยว"เด็กน้อย อย่าได้ดิ้นรนไปเลย ไห้ข้าได้กินเ้าเสียก่อน หลังจากนี้ก็เป็เื่ของข้าแล้ว เ้าอย่าได้ใส่ใจไปเลย ไว้เป็เื่ของข้าก็พอ เ้าจากไปอย่างสงบเถอะ"
อี้เหรินเฟิ่งกัดฟันกรอดพลังงานในร่างค่อยๆ ไหลออกไปอย่างช้าๆ ดีที่ซ่างโหยวนั้นอ่อนแอยิ่งนักในตอนนี้ มิเช่นนั้นเขาคงโดนสูบจนแห้งภายในไม่กี่วินาที ทันไดนั้นเองเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเถาวัลย์พิษต้นนี้แพ้ทางิญญาเพลิงของเขา
อี้เหรินเฟิ่งจึงลอบปลดปล่อยิญญาเพลิงของเขาไปกลับพลังงานที่โดนดูดออกไป เขาสามารถรู้สึกถึงิญญาเพลิงของตนได้และสามารถควบคุมมันได้ตลอดเวลา
ในตอนนี้ซ่างโหยวไม่ได้สนใจไดๆ ทั้งสิ้นมันต้องรีบดูดพลังไห้ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี มันไม่สามารถอยู่ในสภาพนี้ได้นานนัก ป่าแห่งนี้มีอันตรายรอบตัวมันเองก็ยังต้องระวังทุกฝีก้าว มันดูดพลังมาอย่างตะกละตะกราม
แต่ทันไดนั้นเอง ร่างของมันจู่ๆ ก็ถูกเปลวเพลิงสีดำทมิฬลุกท่วม เปลวเพลิงสีดำประกายสีม่วงจู่ๆ ก็ลุกท่วมตัวมันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวของมันละลายหายไปอย่างหยุดไม่ได้
ซ่างโหยวกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน "ม่ายยยเป็ไปไม่ได้ เพลิงบ้านี้มาจากไหน เจาหนู เป็เ้า เป็เ้าใช่ไหม หยุดเถิด ได้โปรด ข้าขอร้องเ้า ข้ายอมเป็ทาสของเ้าได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ"
ซ่างโหยวพูดอย่างกระวนกระวาย มันไม่สามารถหยุดเพลิงนี้ได้เลย ไร้ทางต่อต้านไดๆ ทั้งสิ้น เพลิงนี้ออกมาจากภายในร่างกายของมันเอง แสดงว่าเป็ตัวมันเองที่สูบเข้ามาในร่างของตนเอง มันหยุดไม่ได้ทำได้เพียงอ้อนวอนอี้เหรินเฟิ่งอย่างทรมาน
อี้เหรินเฟิ่ง "ท่านปู่ต้นไม้ ท่านตายๆ ไปเสียเถอะ ท้องข้าเป็รูขนาดนี้ ท่านจะไห้ข้าปล่อยท่านไปรึ ไอ้บัดซบเอ้ย"อี้เหรินเฟิ่งสบถขรม
ในขณะที่อี้เหรินเฟิ่งกำลังเผาซ่างโหยวนั้น ในอกเสื้อของเขาเืที่เจิ่งนองออกมาจากาแนั้น ค่อยๆ ซึมหายเข้าไปในก้อนหินประหลาดก้อนนั้น ก้อนหินค่อยๆ ดูดซับเืของอี้เหรินเฟิ่งอย่างช้าๆ ตัวมันค่อยๆ เปล่งแสงประหลาดออกมาเพียงชั่วครู่ก็หายไปอย่างไร้ร้องรอย
สิ่งเหล่านี้อี้เหรินเฟิ่งไม่ได้ทราบเลย เขายังคงบังคับิญญาเพลิงทมิฬม่วงของเขา ไห้เผาซ่างโหยวอย่างช้าๆ ซ่างโหยวไร้ทางต่อต้านไดๆ ร่างค่อยๆ ละลายหายไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงแก่นพลังของสัตว์อสูรระดับแปดหนึ่งก้อน
หลังจากจัดการซ่างโหยวเรียบร้อย อี้เหรินเฟิ่งก็ลากสังขารของเขาไปเก็บแก่นพลังก้อนนั้นมายัดไว้ในอกเสื้อแล้วก็รีบหนีกลับไปยังถ้ำเพื่อรักษาตัว มาถึงยังถ้ำเขาก็รีบกินโอสถรักษาที่เคยปรุงไว้เมื่อยังอยู่บ้านไม้
โอสถค่อนข้างใช้ได้ดียิ่ง อี้เหรินเฟิ่งกินเสร็จจึงรีบโคจรพลังรักษาร่างกายในทันที กว่าาแจะหายก็ใช้เวลานับสิบวัน สิบวันนี้เข้าไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากโคจรพลังรักษาบาทแผล
เนื่องจากาแร้ายแรง และเสียพลังงานไปเยอะมาก อี้เหรินเฟิ่งฟื้นขึ้นมาพร้อมกับความอ่อนเพลีย เขาสำรวจดูาแอย่างละเอียดพบว่าแผลสมานดีแล้วค่อยโล่งใจ
จากนั้นจึงควานหาแก่นพลังอสูรระดับแปดในอกเสื้อเพื่อที่จะนำมันมาดูดซับพลังต่อไป แต่เขาก็พบว่าแก่นพลังนั้นหายไปแล้ว เขาจำได้ว่าเขาเอายัดไว้ในอกเสื้อตรงที่เก็บก้อนหินประหลาดก้อนนั้น แต่ตอนนี้เหลือแต่เพียงหินประหลาดก้อนนั้น ใช่แล้ว เหลือแต่หินก้อนเดียว!!!! บัดซบ!!!!