ทว่าพักหลังมานี้ อู๋เสี่ยวเหมยทำตัวเกินขอบเขตเกินไป ถึงขั้นกล้ารังแกโจวเซี่ยต่อหน้าโจวเฉียง ยิ่งนานวันก็ยิ่งล้ำเส้นจนเกินจะระงับได้ ทั้งหมดนี้เป็เธอที่หาเื่ใส่ตัวเองแท้ ๆ
อู๋เสี่ยวเหมยถูกตบจนมึนงง เธอเอามือกุมแก้มพลางร้องไห้โฮ น้ำตาไหลพราก
‘บ้าเอ๊ย เจ็บชะมัดเลย!’
เธอมองเห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อของคนรอบข้าง และยังเห็นรอยยิ้มเยาะที่แทบจะสังเกตไม่ได้บนใบหน้าของซ่งกุ้ยฮวา
การถูกสามีตบหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ มันช่างน่าอับอายขายหน้าสิ้นดี เธอทนต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องกู้หน้ากลับคืนมาให้ได้
อู๋เสี่ยวเหมยคว้าเสื้อของโจวเฉียงแล้วเขย่าอย่างบ้าคลั่ง "ดีเหลือเกินนะซานเฉียง ไอ้คนสารเลว ฉันยอมอุ้มท้องคลอดลูกให้แก แต่แกกลับกล้าตบฉันตามใจชอบ ฉัน... วันนี้ฉันจะสู้กับแกให้ตายไปข้างหนึ่ง!"
อู๋เสี่ยวเหมยบุกตะลุยเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ! โจวเฉียงก็สวนง้างกำปั้นประเคนใส่เธอไปอีกหมัด อู๋เสี่ยวเหมยตาลาย เห็นดาวพร่างพราวหมุนร่าอยู่ตรงหน้า ความเจ็บแสบปวดแสบปวดร้อนแล่นพล่านไปทั่วใบหน้า
เธอรู้ว่าครั้งนี้ตัวเองทำเกินไปจริง ๆ เธอไม่ควรไปปะทะกับโจวเฉียงตรง ๆ เพราะไอ้ผู้ชายบ้านี่ลงมือเหี้ยมเกรียมไม่ใช่เล่น วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้คือรีบหลับตาแสร้งแกล้งเป็ลม เพื่อหลบเลี่ยงหมัดลูกใหญ่ที่กำลังจะประเคนลงมาอีกรอบ
อู๋เสี่ยวเหมยยืดคอแล้วถีบขา ส่งร่างให้นอนหงายท้องแข็งทื่ออยู่บนเตียงเตา หมัดของโจวเฉียงจึงพลาดเป้าไป อู๋เสี่ยวเหมยรู้สึกได้ถึงลมที่พัดผ่านหน้าจนเกือบจะฉี่ราดด้วยความใ
โจวเจวียนเห็นดังนั้นก็รีบโผเข้าไปดึงตัวโจวเฉียงไว้ "พ่อคะ แม่สลบไปแล้ว พ่อยังไม่ยอมปล่อยเธออีกเหรอ เธอเป็เมียพ่อนะ ถ้าตบจนาเ็จะทำคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้"
จากนั้นเธอก็คลานไปข้างหน้าอู๋เสี่ยวเหมย "แม่คะ แม่เป็อะไรไป ตื่นเร็วเข้า อย่าทำให้ฉันกลัวสิ"
เรียกอยู่นาน แต่อู๋เสี่ยวเหมยก็ไม่มีการตอบสนอง เพียงแต่แอบบีบมือโจวเจวียนเบา ๆ โจวเจวียนแสร้งทำเป็เช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง พลางนึกถึงคำที่แม่มักจะบอกเธอเสมอ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วถลึงตาใส่โจวเซี่ยด้วยความโกรธ
"โจวเซี่ย เป็เพราะเธอ ทั้งหมดนี้เป็เพราะเธอ ยัยผู้หญิงหย่าร้างหน้าไม่อาย มีหน้าอยู่ที่บ้านนี้ได้ยังไง ไสหัวไปเลย ไปให้พ้น!"
โจวเฉียงยังคิดจะลงมือกับเธออีก แต่ถูกโจวเซี่ยขวางไว้ "อาสามคะ อย่าทะเลาะกับคนในครอบครัวเพราะฉันเลย ให้ฉันจัดการเองเถอะค่ะ อาสามใจเย็น ๆ นะคะ"
อย่างไรเสียโจวเฉียงก็ไม่ใช่พ่อของเธอ เธอไม่สามารถเห็นแก่ตัวให้เขาต้องผิดใจกับลูก ๆ ของตัวเองได้ แต่เธอก็คิดว่า หากเื่นี้ทำให้โจวเจวียนไม่กตัญญูต่อโจวเฉียง เช่นนั้นก็ดี เธอจะเป็คนทำหน้าที่นั้นเอง เธอจะดูแลโจวเฉียงให้เหมือนกับเป็พ่อแท้ ๆ ของเธอเอง
ในเมื่อโจวเฉียงปฏิบัติกับเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ เธอก็ย่อมสามารถกตัญญูต่ออาสามให้เหมือนพ่อแท้ ๆ ได้ อาสามคู่ควรกับสิ่งนี้
โจวเฉียงเองก็รู้ถึงความกังวลของโจวเซี่ย เธอเกรงจะเข้ากับแม่ลูกคู่นั้นไม่ได้ แต่เขามองออกตั้งนานแล้วว่าลูกสาวอย่างโจวเจวียนมีนิสัยเหมือนอู๋เสี่ยวเหมยไม่มีผิด แยกแยะไม่ออกว่าใครดีใครเลว
ดูสิ เมื่อเช้าสองแม่ลูกเพิ่งกลับจากบ้านเดิม พอกลับมาถึงก็เริ่มก่อเื่ทันที ไม่เห็นคนตระกูลโจวเป็ครอบครัวเลย เป็พวกเนรคุณที่เลี้ยงไม่เชื่องจริง ๆ
โจวเฉียงมองหลานสาวด้วยสายตามุ่งมั่น "เซี่ยเซี่ย อย่าให้ตัวเองต้องลำบากใจเลย เธอเองก็เป็ครอบครัวของอาสาม ในใจอาสาม เธอและพวกเธอก็เหมือนกัน เป็คนที่อาสามรักที่สุดเหมือนกันหมด"
เมื่อเห็นสายตาที่จริงใจของอาสาม ขอบตาของโจวเซี่ยก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที ความอบอุ่นจากญาติพี่น้องคือแรงสนับสนุนที่ดีที่สุดสำหรับเธอ เธอตัดสินใจแล้วว่า เมื่อเธอประสบความสำเร็จ เธอจะต้องตอบแทนบุญคุณของอาสามในครั้งนี้ให้ได้
"ค่ะ อาสาม เชื่อใจฉันนะคะ"
แต่โจวเจวียนกลับโกรธจนะเิ "พ่อคะ ฉันหรือโจวเซี่ยกันแน่ที่เป็ลูกสาวพ่อ พ่อลำเอียงเกินไปแล้วนะ! อย่าลืมล่ะว่าตอนพ่อแก่ตัวลง คนที่จะดูแลพ่อก็คือฉัน พ่อไม่มีทางพึ่งพาโจวเซี่ยได้หรอก ระวังไว้เถอะ พอแก่ตัวไปจะไม่มีใครคอยเหลียวแล!”
โจวเฉียงยิ้มออกมาอย่างไร้ทางเลือก "นิสัยอย่างเธอน่ะเหรอจะมาดูแลฉัน ช่างน่าขำสิ้นดี อีกอย่าง ไม่ว่าเธอจะเลี้ยงฉันตอนแก่หรือไม่ แต่สิ่งที่เธอกับแม่ทำลงไปในวันนี้มันไม่ถูกต้อง ฉันต้องสั่งสอน อย่ามาพูดจาสลับดำเป็ขาวแถวนี้"
"พ่อครับ ผมจะดูแลพ่อเอง พ่อไม่ต้องกลัวพี่สาวหรอก" จู่ ๆ โจวเถี่ย ลูกชายคนเล็กของอาสามก็พูดขึ้น แม้เขาจะยังเด็ก แต่เขาก็มองการกระทำของแม่และพี่สาวออกมานานแล้ว
‘พี่โจวเซี่ยไปทำอะไรให้พวกเธอขัดหูขัดตานักหนา แม่กับพี่สาวถึงต้องคอยหาเื่ราวีพี่โจวเซี่ยไม่เว้นแต่ละวัน นี่มันไม่ใช่การรนหาเื่หรอกเหรอ? ‘
เด็กอายุสิบสองขวบมองเื่ราวได้อย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก ในเมื่อเป็ครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำไมต้องคอยเปรียบเทียบและอิจฉากันด้วย
ทำไมถึงไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เติมเต็มส่วนที่ขาดเพื่อให้มีชีวิตที่ดีไปด้วยกันล่ะ?
เื่ที่เด็กสิบสองขวบเข้าใจ แต่ผู้ใหญ่หลายคนกลับไม่เข้าใจ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับจิตใจที่เมตตา แต่ในกระบวนการเติบโต หากไม่มีการชี้นำที่ถูกต้อง ก็จะเกิดความเบี่ยงเบน ความเห็นแก่ตัวจะปรากฏออกมาจนห้ามไม่อยู่
โจวเฉียงมองลูกชายคนเล็กวัยสิบสองปีด้วยความรู้สึกซับซ้อน สองแม่ลูกนั่นยังไม่รู้ความเท่าเด็กคนนี้เลย เสียแรงที่อายุมากกว่าตั้งขนาดนั้น
เมื่อได้ยินคำพูดของโจวเถี่ย โจวเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะมองลูกพี่ลูกน้องคนนี้เพิ่มขึ้นอีกสองสามหน นึกไม่ถึงเลยว่าอู๋เสี่ยวเหมยจะสั่งสอนลูกชายให้รู้จักความขนาดนี้ได้ นับเป็เื่ปาฏิหาริย์จริง ๆ
"พอแล้ว เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ฉันจะพูดอะไรหน่อย โจวเซี่ยเป็หลานสาวของฉัน ฉันไม่มีทางไล่เธอออกไป ฉันเป็ย่าของเธอ และเป็ครอบครัวของเธอ ต้องเป็ที่พึ่งให้เธอ ถ้าใครรู้สึกว่ารับโจวเซี่ยไม่ได้ ก็แยกบ้านออกไปจากครอบครัวนี้ซะ"
คำพูดของย่าโจวทำให้ทุกคนเงียบกริบ แม้แต่อู๋เสี่ยวเหมยที่แกล้งสลบอยู่ก็ถึงกับลุกขึ้นมานั่งเอง
ทุกคนต่างมองไปที่หญิงชราโดยไม่มีใครกล้าปริปากพูด ทุกคนต่างมีความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจ ความจริงแล้วอู๋เสี่ยวเหมยและซ่งกุ้ยฮวาต่างก็อยากแยกบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ซ่งกุ้ยฮวาไม่กล้าเสนอออกมาตรง ๆ เหมือนอู๋เสี่ยวเหมย
‘การถูกตบครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจริง ๆ ไม่ต้องกลับไปขอคำปรึกษาจากบ้านเดิม ก็สามารถแยกบ้านได้แล้ว ช่างเป็การหาเื่ที่ถูกต้องจริง ๆ ’ อู๋เสี่ยวเหมยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แม้แต่ความเ็ปบนใบหน้าก็ดูจะลดน้อยลง
ซ่งกุ้ยฮวารู้สึกว่าถ้าอยู่ร่วมกัน บ้านเธอไม่เสียเปรียบ แต่ถ้าอู๋เสี่ยวเหมยแยกออกไป จะเหลือแค่บ้านเธอและครอบครัวของพี่ใหญ่ เช่นนั้นบ้านเธอจะเสียเปรียบ
ตอนนี้บ้านซ่งกุ้ยฮวามีแรงงานสามคน แต่บ้านโจวเซี่ยมีแรงงานแค่สองคน อีกทั้งร่างกายของโจวเซี่ยยังไม่แข็งแรง นับเป็แรงงานได้แค่ครึ่งเดียว ค่าแรงจึงลดลงครึ่งหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ยังมีหญิงชราอีกคนที่ไม่สามารถทำแต้มแรงงานได้ แต่ต้องกินข้าวฟรี พอพ้นปีนี้ไป ลูกชายคนรองของเธอก็จะได้ลงทำนาเต็มตัว เด็กหนุ่มโตเต็มวัย สามารถเก็บแต้มแรงงานได้เต็มหน่วย ครอบครัวเธอก็ยิ่งเสียเปรียบหนักเข้าไปอีก
แต่เธอยังไม่กล้าพูดเื่แยกบ้าน เพราะโจวเหล่าต้าเป็พนักงานบัญชีของกองผลิต ถือว่ามีความสามารถอยู่บ้าง ซ่งกุ้ยฮวากลัวจะผิดใจกับคนอื่น สองสามีภรรยาแสร้งทำเป็คนดีจนชิน จึงไม่กล้าเป็หัวหอกในตอนนี้
ซ่งกุ้ยฮวาคอยหยิกโจวิไม่หยุด โจวิคนนี้ปกติจะดูเข้ากับพี่ชายและน้องชายได้ดี ไม่ทำให้ใครขุ่นเคือง แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็คนใจแคบที่สุด ชอบคำนวณผลประโยชน์ เก็บทุกอย่างไว้ในใจ ดูเหมือนจะดีกับทุกคน แต่ความจริงแล้วเห็นแก่ตัวมาก
ทั้งคู่ต่างอยากแยกบ้าน แต่ก็ไม่อยากผิดใจกับพี่ใหญ่ อยากเป็คนดีในสายตาทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าการที่โจวเซี่ยหย่าร้าง ทำให้มีชื่อเสียงไม่ดีในสายตาคนนอก เกรงว่าในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อการหาคู่ของลูก ๆ ในบ้าน
โจวเซี่ยเป็แค่คนไร้ค่า แม้แต่ใจผู้ชายยังรักษาไว้ไม่ได้ ตัวเองไม่มีหน้าก็ช่างเถอะ แต่หากยังมาส่งผลกระทบถึงลูก ๆ ของเธออีกจะโชคร้ายขนาดไหนกัน ต่างคนต่างคิดว่าการแยกบ้านออกไปตั้งตัวต่างหากถึงจะเป็การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
โจวเฉียงเหลือบมองพี่รองและพี่สะใภ้รอง เห็นพวกเขากำลังก้มหน้าใช้ความคิด จึงชิงพูดขึ้นก่อน “แม่ครับ ผมไม่แยกบ้านออกไปไหนทั้งนั้น ผมเป็ลูกชายคนเล็กของแม่ ผมต้องอยู่ดูแลแม่ครับ”