อาหารเย็นที่ควรจะมีบรรยากาศคึกคักสุดท้ายก็สิ้นสุดลงอย่างลวกๆ
หลันเฟิงพ่อลูกต่างมีเื่ในใจหลังจากที่กินอาหารเย็นเสร็จ ต่างคนต่างก็เดินเข้าไปในห้องของตนเองอย่างเหม่อลอย
ค่ำคืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีคำพูดใดๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลันเสียนหลงออกไปตัดต้นหลิวกลับมามัดหนึ่ง แล้วสะพานตะกร้าไม้ไผ่กับตะกร้าสะพายหลังอยู่ในลานจากการขบคิดที่ผ่านมาเมื่อคืนดูเหมือนเขาจะล้มเลิกความคิดที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ของหลันเฟิงแล้ว
หลันเฟิงเองก็นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าทั่งตีเหล็กสายตาจับจ้องอยู่บนเหล็กก้อนไม่ไหวติง
เงาร่างราวกับรูปปั้นนิ่งงันไม่เคลื่อนไหวได้ยินเพียงเสียงลมหายใจดังมาเป็ครั้งคราวเท่านั้น
หลันเฟิงในยามนี้เข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนจนเคยชินแล้วเขาเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนได้ในระยะเวลาหนึ่งเค่อ และยิ่งไปกว่านั้น จากประสบการณ์ที่มากขึ้นของเขาจึงควบคุมความรู้สึกได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยังคงย่นเวลาได้ไม่หยุด
ในลานที่เงียบสงัดทั้งโลกราวกับหยุดความเปลี่ยนแปลงเอาไว้
ลวดลายที่ปรากฏในพลังการรับรู้ทางจิติญญาของหลันเฟิงเพิ่มจากหนึ่งเส้นเป็แปดเส้นและยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คืนนี้หลันเฟิงััลวดลายได้เพิ่มขึ้นเป็สิบสาย
จากนั้นอีกสองสามวันหลันเฟิงก็เอาแต่นั่งสมาธิอยู่ในลานด้วยท่าทีดังเดิมมันขัดเขลานิสัยอดทนของเขาจนถึงขีดสุด
ในที่สุดเขาก็ััลวดลายบนเหล็กก้อนได้สิบหกสายและยามนี้มันก็ไม่เพิ่มขึ้นอีก
“บนเหล็กก้อนก้อนนี้มีลวดลายทั้งหมดแค่สิบหกสายหรือพลังของข้าในยามนี้ไม่อาจััลวดลายที่มากกว่านี้ได้กัน?” หลันเฟิงเงียบขรึมไปชั่วครู่ เขาไม่อาจยืนยันคำตอบได้เพราะข้างกายของเขาไม่มีผู้ที่มีประสบการณ์ใดๆ ทุกอย่างล้วนอาศัยจินตนาการของตนเอง
หลายวันต่อมา ลวดลายที่หลันเฟิงััได้ก็ยังหยุดอยู่ที่สิบหกสายไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าจิติญญาของหลันเฟิงในขั้นตอนนี้กลับผ่านการฝึกฝนมาเป็ร้อยพันครั้ง
ในเวลาเดียวกันพลังยุทธ์ของเขาก็เพิ่มจากระดับไอปราณขั้นหนึ่งเป็ไอปราณขั้นสองจิตััเกือบจะควบคุมไอปราณได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง นับว่าน่ายินดีไม่น้อย แต่เขาเองก็ไม่ลืมที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายตัวเอง
หลังจากเสริมความแข็งแกร่งไปได้สองสามวันพละกำลังและความถึกทนของร่างกายเขาก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าเทียบกับชายโตเต็มวัยธรรมดาๆ แล้วยังแข็งแกร่งกว่าไม่น้อย แค่ความแข็งแกร่งทางกายภาพก็สามารถถือของหนักร้อยชั่งได้ด้วยมือเดียวแล้ว
หากควบคุมไอปราณช่วยสนับสนุนแม้กระทั่งของหนักสองสามร้อยชั่งเขาก็ยังถือได้
สิบวันต่อมา
ลวดลายที่หลันเฟิงรับรู้ได้ยังคงหยุดอยู่ที่สิบหกสายเขาจึงหยุดฝึกฝน
ไม่ว่าลวดลายบนเหล็กก้อนนี้จะมีแค่สิบหกสายจริงๆหรือไม่ อย่างน้อยภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางพัฒนาต่อได้แล้ว
ชายชราเข้าสู่สภาวะหลับใหลช่างตีเหล็กและาุโอื่นๆ ก็ไม่เหมือนกับชายชราด้วยเหตุนี้หลันเฟิงจึงทำได้เพียงคลำหาทางอย่างเงียบๆ ไม่อาจขอคำชี้แนะจากผู้ใดได้
เช้าตรู่
ยามที่หลันเสียนหลงซ้อนตะกร้าไม้ไผ่และตระกร้าสะพายหลังที่สานไว้ใน่สองสามวันนี้เข้าด้วยกันแล้วจะนำไปขายที่ตลาดนั้นหลันเฟิงกลับไม่ได้ฝึกฝนเงียบๆ เหมือนในยามปกติ
หลันเฟิงจับจ้องเหล็กก้อนทว่าเพียงสองสามชั่วลมหายใจลวดลายไร้รูปร่างสิบหกสายก็ถูกพลังการรับรู้ด้วยจิติญญาของหลันเฟิงจับได้แล้ว
เขานำเหล็กก้อนไปวางในเตาไฟเพิ่มความร้อนไปพลางพยายามควบคุมความรู้สึกของตนเองไปพลาง ทำให้ตนเองอยู่ในสภาวะละเอียดอ่อนเสมอ
หลังจากเพิ่มความร้อนไปได้ครึ่งเค่อหลันเฟิงก็หยิบเหล็กก้อนนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็จ้องก้อนเหล็กนั้นตาเขม็ง
ยังคงเป็ลวดลายสิบหกสายแต่มันเหมือนถูกอะไรสักอย่างกระตุ้นจึงเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
ก่อนหน้ายังอยู่ที่ด้านหนึ่งของเหล็กก้อนแต่พริบตาต่อมากลับไปยังอีกด้านหนึ่งของเหล็กก้อนแล้ว พวกมันพัวพันตัดสลับกันไปมาโคจรอยู่ในนั้นอย่างไม่มีกฎเกณฑ์
หลันเฟิงมือถือค้อนตีเหล็กยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับกลายเป็รูปปั้นอีกครั้ง
เขากำลังค้นหาจุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกสายตามที่ชายชราเคยแนะนำวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กขอแค่หาจุดตัดของลวดลายเหล่านี้ได้ ยามที่ค้อนตีเหล็กตีลงไปก็จะกำจัดสารเจือปนในเหล็กก้อนออกไปราวกับพ่นลมหายใจ
ทว่าภายใต้ลวดลายสิบหกสายที่หมุนโคจรอย่างรวดเร็วแม้หลันเฟิงจะััได้ถึงการมีอยู่ของพวกมัน แต่กลับหาจุดตัดของพวกมันได้ยากยิ่ง
แม้จะบังเอิญััได้สองสามครั้งแต่ทุกครั้งที่หลันเฟิงคิดจะลงมือ จุดตัดนั้นก็จะหายไปจากจิตััทันที
หลันเฟิงเข้าใจดีการเตรียมตัวของตนยังไม่พอ ตันเถียนพิษที่โคจรอย่างรวดเร็ว ความคล่องแคล่วและพละกำลังเหนือคนทั่วไปที่เขาภาคภูมิใจแทบจะไม่มีผลอะไรเลย
เขายังไม่คุ้นชินกับระดับความเร็วในการโคจรของลวดลายทั้งสิบหกสายเพราะก่อนหน้านี้เขาคุ้นชินกับลวดลายที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า
หากอยากหาจุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกสายบนเหล็กก้อนที่ถูกเพิ่มความร้อนเข้าไประดับความยากของมันนั้นมากกว่ายามปกติเป็สิบเท่า
สิ่งเดียวที่หลันเฟิงทำได้ก็คือรักษาสภาวะละเอียดอ่อนเอาไว้พยายามคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ พยายามคุ้นชินกับลวดลายและจุดตัดของลวดลายที่โคจรอย่างรวดเร็ว
หนึ่งเค่อ...
ครึ่งชั่วยาม...
เวลาค่อยๆไหลผ่านไป หลันเฟิงที่อยู่ในสภาวะละเอียดอ่อนั้แ่ต้นจนจบก็ค่อยๆคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงนี้
ฉันพลันนั้นหลันเฟิงพลันขยับมือเล็กๆ ที่ถือค้อนตีเหล็กฟาดลงไปอย่างรวดเร็ว
การเคลื่อนไหวที่รุนแรงและรวดเร็วทำให้เขาออกจากสภาวะละเอียดอ่อนยามที่ค้อนตีเหล็กกระทบกับเหล็กก้อนนั้น เขากลับหัวเราะอย่างขมขื่น“ยังช้าไปก้าวหนึ่ง”
วินาทีสุดท้ายที่เขาออกจากสภาวะละเอียดอ่อนเขาััได้ว่าจุดตัดของลวดลายและค้อนตีเหล็กคลาดกันไปอย่างชัดเจน
“ฟู่”
หลันเฟิงพรูลมหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งไม่ได้ท้อใจแต่อย่างใด สามปีที่ผ่านมาเขาประสบกับความทรมานแสนสาหัสเทียบกันแล้วอุปสรรคและความล้มเหลวในวันนี้เป็เพียงเื่เล็กไม่มีผลต่อหัวใจที่แข็งแกร่งดวงนี้แม้แต่น้อย
หลังจากสูดลมหายใจเข้าสองสามครั้งหลันเฟิงก็เข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนอีกครั้ง
เขานำเหล็กก้อนไปเพิ่มความร้อนในเตาไฟเอาออกมาวางที่ทั่งตีเหล็ก และพยายามจับจุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกสายอีกครั้ง
ชั่วพริบตาท้องฟ้าก็มืดลงเสียแล้วแต่หลันเฟิงยังคงไม่อาจตีจุดตัดอย่างแม่นยำได้
ทว่าการพัฒนาของเขาเห็นได้ชัดมากั้แ่ครั้งแรกที่ทำได้เพียงััจุดตัดได้จนถึงยามนี้เขามองเห็นจุดตันได้อย่างชัดเจนแล้วและยิ่งไปกว่านั้นยังตีพลาดไปแค่นิดเดียวเท่านั้นด้วย
หนึ่งวันผ่านพ้นไปเช่นนั้น
ยามที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์กำลังสลับกันวันใหม่ก็มาเยือน เงาร่างของหลันเฟิงพลันปรากฎตัวอีกครั้ง
หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนทั้งวันมาเมื่อวานความมั่นใจของหลันเฟิงก็เพิ่มขึ้นมาก บางทีอาจจะเป็ครั้งนี้ หรือบางทีอาจจะเป็ครั้งหน้าที่เขาตีจุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกได้อย่างแม่นยำ
หลังจากที่ประสบความล้มเหลวไปสามครั้งในที่สุดหลันเฟิงก็ทำได้สำเร็จ
“ติ๊ง”
ค้อนตีเหล็กและเหล็กก้อนส่งเสียงไพเราะก้องกังวานเสียงนี้ไม่เหมือนกับก่อนหน้า มันเหมือนมีอะไรสักอย่างเพิ่มขึ้นมา ทำให้ผู้คนอดที่จะเคลิบเคลิ้มไม่ได้
และวินาทีที่ค้อนตีเหล็กัักับจุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกสายนั้นระลอกคลื่นไร้รูปร่างก็ส่งมาจากจุดตัด ไล่ไปตามลวดลายทั้งสิบหกสายจุดที่ระลอกคลื่นแผ่ขยายไปสารปนเปื้อนสีดำสนิทจะไหลออกมาจากเหล็กก้อนราวกับทรายที่ไหลไปตามกระแสน้ำ
ยามที่ระลอกคลื่นแพร่กระจายไปทั่วลวดลายทั้งสิบหกสายเหล็กก้อนทั้งก้อนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ปรากฏเหล็กก้อนอันงดงามตรงหน้าไม่สิ ตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็เหล็มหลอมหรือแม้กระทั่งเหล็กบริสุทธิ์ได้แล้ว
หลันเฟิงมองมันแล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยมันงดงามมาก มีลักษณะโปร่งแสง แต่มีความแข็งของเหล็ก
ด้านในราวกับเปื้อนสีสักอย่างที่รูปทรงเหมือนใยฝ้ายและมันยังขยับไหวอยู่ด้านในช้าๆ ราวกับน้ำไหล ผิวของมันไม่มีความเป็เหล็กดังเดิมกลับเหมือนผลึกศิลามากกว่าแต่แค่สีของผลึกศิลาดูคล้ายเหล็ก
หลันเฟิงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนมองเห็นสิ่งที่งดงามที่สุดในโลก
เหล็กหลอมรูปทรงเหมือนใยฝ้ายกึ่งโปร่งใสนี้ราวกับเป็ผลงานชิ้นเยี่ยมของ์
หลันเฟิงในยามนี้เองยังไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งงดงามที่อยู่ตรงหน้ามาจากฝีมือของตนเอง
หลังจากตื่นเต้นดีใจแล้วหลันเฟิงพลันนึกถึงชายชรา เขาไม่รู้ขั้นตอนต่อจากนี้แล้ว
จนถึงยามนี้ช่างตีเหล็กมือใหม่ผู้นี้ยังคงไม่รู้ว่าจะหลอมอาวุธอย่างไรแม้ว่าเขาจะข้ามขั้นที่ยากที่สุดไปได้แล้ว แต่ทว่าขั้นตอนง่ายๆ จากนี้กลับเป็สิ่งที่ทำให้ชะงัก
ทว่าในยามที่เขากำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเงาลวงตาสายหนึ่งพลันลอยผ่านศีรษะเขาไป ฝ่ามือโปร่งใสที่เต็มไปด้วยรอยย่นค่อยๆัักับเหล็กก้อนที่งดงามก้อนนั้น
สีสันของใยฝ้ายในเหล็กที่ดูราวกับผลึกศิลาเข้มขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานมันก็แผ่ไปยังตำแหน่งอื่นๆ
เหล็กหลอมในยามนี้ราวกับถูกลิดรอนชีวิตไปอย่างไรอย่างนั้นมันไม่มีพลังดึงดูดอีก กลายเป็เพียงเหล็กหลอมธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งยามััก็รู้สึกเพียงความเย็นเยียบเท่านั้น
ทว่าหลันเฟิงกลับไม่โกรธเลยสักนิดกลับตื่นเต้นดีใจและร้องะโอย่างคึกคักว่า “ตาเฒ่า!”
ผ่านไปหนึ่งเดือนในที่สุดชายชราที่เข้าสู่ภวังค์ก็ถูกหลันเฟิงปลุกขึ้นมา
แต่ชายชราไม่ได้สนใจหลันเฟิงสักนิด
ผ่านไปหนึ่งเค่อมือของชายชราถึงได้ค่อยๆ ผละออกจากเหล็กหลอมใบหน้าที่ซีดขาวดวงนั้นมีสีเืฝาดเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ดูไม่ป่วยไข้อีก
ชายชราหันมามองหลันเฟิงดวงตาทั้งสองข้ามเต็มไปด้วยความใและชื่นชม “เด็กน้อยเ้าช่างทำให้ผู้คนใจริงๆ ! เวลาแค่หนึ่งเดือนคิดไม่ถึงว่าเ้าจะพึ่งพาตัวเองจนฝึกฝนวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กได้สำเร็จแม้ว่าจะแค่ขั้นแรกก็เถอะ แต่นี่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เดิมยังคิดว่าแม้จะมีข้าคอยชี้แนะอยู่ข้างกายเ้าก็ยังต้องใช้เวลาสองสามเดือนเสียด้วยซ้ำ”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเปี่ยมไปด้วยความปลื้มอกปลื้มใจและอ่อนโยน