“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ...”
ทุกคนในขบวนแห่นิ่งงันมีเพียงหลินเสวี่ยจู๋คนเดียวที่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
ฮ่องเต้สุนัข เหล่าสุนัขรับใช้ของเ้าเปลือยกายล่อนจ้อนกันหมดเ้าประหลาดใจหรือไม่? คิดว่านี่เป็เื่เหนือความคาดหมายหรือไม่?
ในเมื่อเ้าคิดจะก่อเื่มารดาย่อมไม่เกรงกลัวผู้ใด! คิดจะให้คนปาไข่เน่าหรือ? ก็ลองลงมือดูสิ!
เสียงหัวเราะของนางมีชีวิตชีวามากไปทำให้ทุกคนในขบวนแห่ล้วนมองมาที่นาง
“หน้าไม่อาย!” ฮูหยินผู้เฒ่ากัดฟันเอ่ยด้วยความโมโห
แม้ว่าแต่ไหนแต่ไรมานางจะไม่ยอมรับว่าหลินเสวี่ยจู๋เป็หลานสาวของตนเองแต่ในเมื่อมาจากจวนเดียวกัน หลินเสวี่ยจู๋ย่อมถือเป็หน้าเป็ตาของสกุลหลิน
เมื่อพบเจอเื่เหลวไหลพรรค์นี้แม้กระทั่งนางที่เป็ผู้เฒ่ายังต้องหันหลังไม่มอง แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับจ้องมองอย่างเพลิดเพลินทั้งยังหัวเราะเสียงดังถึงเพียงนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใช่คนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้แม้แต่ลู่ซื่อที่วางแผนจะตรวจสอบหลินเสวี่ยจู๋ใหม่อีกครั้งก็ขมวดคิ้วมุ่น
เด็กคนนี้...เมื่อครู่ยังคิดว่านางดูน่าเชื่อถือทว่าตอนนี้กลับทำให้ผู้อื่นสับสน ไม่ทราบว่านิสัยมีปัญหาหรือสมองมีปัญหากันแน่?
หลินเจียย่วนที่อยู่ใกล้หลินเสวี่ยจู๋ที่สุดรีบดึงนางมาอยู่ข้างๆแล้วปิดตานางแน่น
หลินเสวี่ยจู๋กลับดึงมือของหลินเจียย่วนออกก่อนจะพูดเสียงดังกับหัวหน้าผู้คุม “ท่านผู้คุมศาลต้าหลี่ของพวกท่านเกรงใจกันเกินไปแล้ว ผู้คุมทุกท่านอยากส่งพวกเราออกเดินทางก็ส่งเถิดทว่าถึงขั้นทำเื่ที่เอิกเกริกถึงเพียงนี้ ไม่จำเป็หรอก”
หัวหน้าผู้คุมโมโหแทบตายแล้วเดิมทีเขาคิดว่าการให้ลูกน้องของตนเองแฝงตัวในฝูงชนแล้วทำให้หยวนซิวอับอายจะทำให้กองกำลังของเขาลงมือและหากเขาจับกุมคนที่กล้าลงมือในเมืองหลวงได้จริงๆ ย่อมถือเป็ความสำเร็จครั้งใหญ่
ทว่าตอนนี้กลับจับกุมคนไม่ได้อีกทั้งคนที่หน้าแตกกลับเป็ลูกน้องของเขา ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เขาถูกสตรีน่าตายผู้นี้เอ่ยวาจายั่วยุต่อหน้าสาธารณชนช่างน่าขายหน้าเสียจริง!
เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะโกรธเขาต้องรีบระงับสถานการณ์เสียก่อน มิฉะนั้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่สิ่งที่เขาลงแรงทำไปจะไร้ผลเขายังจะถูกลงโทษด้วย ดังนั้นเขาจึงส่งลูกน้องส่วนใหญ่ออกไปควบคุมชาวบ้านที่กำลังวิ่งพล่านไปทั่ว
ในเวลาเดียวกัน ก็ถือเป็การเปิดโอกาสให้เ้าพวกโง่สิบกว่าคนนั้นรีบหลบหนีไป
หลินเฉิงจางฉวยโอกาสดึงเหวินซิ่วชิงเข้ามาใกล้หลินเสวี่ยจู๋
ด้านหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงก็เขยิบเข้ามาใกล้เช่นกัน
หลิงเฉิงจางถาม “เมื่อครู่เ้าบอกว่าเหล่าคนที่ไม่สวมเสื้อผ้าคือผู้คุมอย่างนั้นหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า “ลูกจำหน้าพวกเขาได้สองสามคน ทั้งยังเคยเห็นที่ศาลต้าหลี่เ้าค่ะ”
หลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงสบตากันแววตาแฝงความปลาบปลื้มใจ
หลินเฉิงจางกล่าวต่อ “เ้าใจเย็นมากแข็งแกร่งกว่าพ่อของเ้านัก”
ตอนถูกจับตัวมา ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ว่าเขาตื่นตระหนกมากเพียงใด อารมณ์ตอนนั้นยังซับซ้อนอย่างยิ่งผู้ใดจะแบ่งความคิดไปสังเกตหน้าตาผู้คุมของศาลต้าหลี่กัน?
หลินเสวี่ยจู๋ได้รับคำชมก็เขินอายเล็กน้อยการเนรเทศครั้งนี้ทำให้รู้สึกราวกับการได้ออกไปเที่ยวท่องเที่ยวในวสันตฤดูต้องโทษที่นางไม่คิดจริงจังกับเื่นี้
นางจึงตัดสินใจด้นสดด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านพ่อ แม้ว่าการถูกเนรเทศจะยากลำบากแต่คนในครอบครัวของเราล้วนได้อยู่ด้วยกัน ลูกจึงไม่กลัวเลยสักนิดเ้าค่ะ”
หลินเฉิงจางซาบซึ้งจนแทบหลั่งน้ำตาบุตรสาวที่ถูกเขาให้ท้าย ในที่สุดก็เติบโตแล้ว
พวกเขาล้อมวงกันแล้วพูดให้กำลังใจกันเล็กน้อยจากนั้นก็ได้ยินผู้คุมะโ “กลับเข้าขบวน กลับเข้าขบวน เดินทางต่อ”
โชคดีที่พวกหลินเฉิงจางยังอายุไม่มากแข้งขาจึงปราดเปรียว เมื่อได้ยินเสียงะโก็รีบกลับมายืนเป็ระเบียบตามเดิม
พวกเขาเดินรอบเมืองหลวงครบหนึ่งรอบทว่าหากอิงตามระยะเวลาที่ฮ่องเต้สุนัขกำหนด ยังเหลืออีกครึ่งวัน
หลังจากพาพวกเขาไปยืนยังจุดที่มีแสงแดดส่องมากที่สุดเหล่าผู้คุมก็ทยอยกันไปนั่งกินข้าวที่ใต้ร่มเงาต้นไม้
ในเวลานี้หลินเจียย่วนที่ร่างกายอ่อนแอที่สุดกับหลินอวี่เซวียนที่อายุน้อยที่สุดก็เริ่มทนไม่ไหวขึ้นมาก่อน
หลินเจียย่วนหน้าซีดลมหายใจถี่กระชั้น ราวกับจะหมดสติอยู่รอมร่อ
ส่วนหลินอวี่เซวียนท้องร้องโครกครากด้วยความหิวแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพียงกอดมารดาร้องไห้ด้วยความคับข้องใจ
พวกเขายังนับว่าดีถึงอย่างไรก็ได้กินขนมกับดื่มน้ำพุจิติญญาไปแล้วเมื่อวันก่อน
ทว่าเหล่าทายาทสายตรงนอกจากอนุสองคนกับหลินเซิ่งจิ่งที่กินขนมปังสีดำเมี่ยมไป คนที่เหลือได้ดื่มเพียงน้ำสกปรกเล็กน้อยเท่านั้นพวกเขาล้วนหมดแรงตั้งนานแล้ว แต่ละคนนั่งลง ไม่อาจเงยหน้าขึ้น
่เวลาทุกข์ทรมานของผู้อื่นคือ่เวลาที่รัศมีความเป็แม่พระของนางเอกหลินเสวี่ยหลานจะได้เปล่งประกาย
นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายพูดกับผู้คุม “ท่านผู้คุม โปรดมอบของกินให้เราสักหน่อยเถิดหากเป็เช่นนี้ต่อไปจะต้องมีคนตายแน่เ้าค่ะ”
“ะโอะไรนักหนา? เมื่อวานข้าเอาขนมปังให้พวกเ้าแล้ว ผู้ใดใช้ให้พวกเ้าไม่กินเล่า!” กล่าวจบ หัวหน้าผู้คุมก็หันไปสั่งลูกน้องด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ “เอาน้ำให้พวกเขาหน่อย”
ยังคงเป็น้ำจากถังที่สกปรกทั้งยังมีรสชาติที่คุ้นเคย คราวนี้เหล่าทายาทสายตรงไม่ได้จู้จี้จุกจิกแล้ว รีบดื่มกันอึกใหญ่
เมื่อชามใส่น้ำถูกส่งมาให้หลินเสวี่ยจู๋นางก็ฉวยโอกาสที่ผู้คุมไม่ทันมอง เปลี่ยนน้ำสกปรกที่อยู่ข้างในเป็น้ำพุจิติญญาทันที
เมื่อได้ดื่มน้ำพุจิติญญาสีหน้าของหลินเจียย่วนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผ้คุมส่งน้ำชามสุดท้ายให้ลู่ซื่อลู่ซื่อดื่มเข้าไปเล็กน้อย ส่วนที่เหลือนำไปป้อนให้หยวนซิว
หลินเสวี่ยจู๋เห็นฉากนี้ก็ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยกับคนในครอบครัวของตนเอง “มาๆๆ มาล้อมวงกัน อย่าให้คนเห็นนะเ้าคะ”
“เ้ามีเื่อันใดหรือ?” หลินเฉิงจางคิดว่าบุตรสาวมีความลับ้าจะบอก จึงเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจ
ส่วนคนที่เหลือก็ขยับเข้ามาใกล้ยืนล้อมหลินเสวี่ยจู๋ที่ตัวเล็กกะทัดรัดไว้ตรงกลาง
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างมีลับลมคมใน “พวกท่านอย่าใและอย่าส่งเสียงด้วยเมื่อครู่ตอนที่ข้าเดินอยู่ในขบวน ข้าได้หยิบขาหมูจากร้านอาหารสำเร็จรูปที่ตั้งอยู่ข้างทางติดมือมาด้วย”
ขณะที่พูดนางก็หยิบขาหมูออกมาจากแขนเสื้อสามชิ้นแล้วส่งให้หลินอวี่เซวียน
หลินอวี่เซวียนเคยถูกเจี่ยงฉีซวงสอนมาแล้วจึงรู้ว่าไม่อาจส่งเสียงดัง เมื่อรับขาหมูมาก็รีบเอาใส่ปากโดยไม่ส่งเสียง
จากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็มอบขาหมูให้หลินเจียย่วนสามชิ้นหลินเจียย่วนแสร้งใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า ก่อนจะแอบกินเงียบๆ
หลินเสวี่ยจู๋ทยอยแจกจ่ายขาหมูให้ทีละคนทุกคนล้วนใช้กลอุบายต่างๆ เพื่อลอบกินขาหมูจนกระทั่งกินหมด
จากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็หยิบหมั่นโถวแป้งขาวที่เก็บไว้เมื่อวานออกมาแล้วบิให้คนละชิ้นเล็กๆ
แม้ว่าปริมาณอาหารจะไม่มากนักแต่น้ำมันในขาหมูกอปรกับประสิทธิภาพของน้ำพุจิติญญาก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนมีแรงมากพอไปสักระยะ
เมื่อเห็นว่าทุกคนกินหมดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ยกมือขึ้น พลางถามเสียงดัง “ท่านผู้คุม ข้าขอไปดูสามีข้าได้หรือไม่?”
หัวหน้าผู้คุมรู้สึกลำบากใจอันที่จริงเขาไม่้ารับปาก แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตของหลินเสวี่ยจู๋กะพริบปริบๆก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อน
ผู้คุมคนหนึ่งเดินมาปลดโซ่ของหลินเสวี่ยจู๋ก่อนจะพานางไปที่ข้างรถแห่นักโทษแล้วเอ่ยอย่างแข็งกร้าว “อย่าเล่นตุกติก” จากนั้นก็จากไป
หลินเสวี่ยจู๋มองหน้าลู่ซื่อแล้วส่งยิ้มให้กันจากนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็จับมือของลู่ซื่อพลางเอ่ยอย่างเป็ห่วง “ท่านน้าเมื่อครู่ข้าเห็นท่านไม่ค่อยได้ดื่มน้ำเท่าไร ข้ารู้สึกกังวลจริงๆ เ้าค่ะ ถึงแม้สามีข้าจะมีความสำคัญแต่ร่างกายของท่านน้าเองก็สำคัญด้วย อากาศร้อนถึงเพียงนี้หากเป็ลมไปจะทำอย่างไรเ้าคะ?”
ลู่ซื่อรู้สึกเพียงว่าฝ่ามือของนางมันเยิ้มราวกับอีกฝ่ายยัดของกินบางอย่างเข้ามาในมือนาง นางจึงขมวดคิ้ว
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ปล่อยมือนางก็ก้มหน้ามองและพบขาหมูสามชิ้นในมือ
นางรีบกำมือแน่นใช้แขนเสื้อบัง
ต่อมานางก็เห็นเพียงว่าหลินเสวี่ยจู๋โน้มกายไปที่ข้างศีรษะของหยวนซิวยื่นมือผ่านซี่ไม้ของกรงที่ใช้ขังนักโทษ แล้วลูบใบหน้าของหยวนซิว
จากนั้นก็ยัดอะไรบางอย่างเข้าไปในปากของหยวนซิวด้วยความรวดเร็ว
.............................