ตังกุยมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกนางจึงรีบพูดขึ้นว่า “เมื่อครู่ตอนอยู่ในครัว ต้าหวาได้ลองชิมแล้ว”
“อะไรนะ!เขาเป็น...อืม” เฉิงเหนียงจื่อทำถ้วยโจ๊กหล่นพื้นด้วยความตกใจแล้วดูเหมือนจะรู้ตัวว่าทำตัวไม่ค่อยเหมาะสมจึงรีบแก้ตัวอย่างเก้ๆ กังๆ “บางทีเจ้าเด็กคนนั้นก็คงหิวแล้ว”
ติงเหว่ยเอื้อมมือไปรับถ้วยและช้อนคืนมาจากนางแล้วหันไปมองบรรดาสาวใช้ในห้องอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ไม่ว่าเจ้าจะมาอยู่กับข้านานแค่ไหนพวกเจ้าก็เป็นคนที่ข้าต้องพึ่งพา ยิ่งพวกเราสองแม่ลูกมีฐานะที่สูงขึ้นก็ยิ่งต้องเผชิญกับอันตรายมากขึ้นพูดไปแล้วข้ากับลูกก็คงทำให้พวกเจ้าต้องหวาดกลัวไปด้วย!”
“แม่นาง”พวกสาวใช้ฟังแล้วก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น “ล้วนเป็นเพราะพวกเราไร้ประโยชน์ทำให้แม่นางกับคุณชายน้อยต้องลำบาก”
ตังกุยน้ำตาคลอ“ทั้งหมดเป็นความผิดของบ่าวเอง ของที่นำเข้ามาควรจะตรวจสอบก่อนต่อไปจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขอแม่นางโปรดลงโทษด้วย”
เฉิงเหนียงจื่อก็คุกเข่าลงและร้องไห้“แม่นาง บ่าวไม่ได้หวงต้าหวากับเอ้อร์หวา บ่าวก็แค่...”
“พอแล้วรีบลุกขึ้นเถอะ” ติงเหว่ยยกมือทำท่าให้พวกนางลุกขึ้นและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เกิดเรื่องวันนี้ขึ้นก็ดี ทำให้ทุกคนได้ตื่นตัวกันต่อไปต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็อย่าหวาดระแวงไปหมดคนชั่วมีมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นด้วยหากคนชั่วกล้ายื่นมือเข้ามาก็จงตัดมือของเขา หากเขากล้าเตะเข้ามาก็จงตัดขาของเขาทำให้ทุกคนรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่จะโดนรังแกง่ายๆ พวกเขาจะได้ไม่กล้าคิดร้ายอีก”
“รับทราบเจ้าค่ะแม่นาง!” ทุกคนก้มหน้าลงและตอบรับด้วยเสียงดัง
“มากินข้าวกันเถอะแล้วหลังจากนั้นไปหากระต่ายหรือสัตว์เล็กๆ มาให้ข้าด้วย”ติงเหว่ยอุ้มลูกน้อยและเริ่มป้อนข้าวให้เขา พร้อมกับสั่งการเพิ่มว่า “อย่าลืมจับตัวคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวันนี้และส่งหนึ่งคนมาหาข้า คนคนนั้นมีเรื่องให้ข้าใช้ประโยชน์ได้”
ตังกุยรู้สึกหัวใจเต้นแรงและรีบตอบรับว่า“รับทราบเจ้าค่ะ แม่นาง”
ตอนแรกทุกคนคิดว่าเจ้านายคงจะกินอาหารไม่ลงหลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่าคุณชายน้อยที่ไร้เดียงสายังคงกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนนายหญิงก็กินได้มากกว่าปกติถึงสามส่วน
ปรากฏว่าผ่านไปเกือบทั้งวันทุกคนจึงได้รู้เหตุผลในที่สุด
ถึงแม้จะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วหนังสือ “ตำราพิษ” เล่มหนาๆ หนักๆ ก็ยังคงอยู่ข้างติงเหว่ย ข้างๆกันนั้นก็มีหุ่นไม้ที่เต็มไปด้วยเข็มเงินปลายเข็มส่องแสงแวววับอย่างน่ากลัวในแสงเทียน
อวิ๋นอิ่งกลับมาจากในเมืองตั้งนานแล้วและแน่นอนว่านางได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นางควรพักผ่อนก่อนเถิดทักษะไม่สามารถเรียนรู้ได้ในวันเดียว ยังไงก็ไปนอนพักก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ติงเหว่ยพยักหน้าน้อยๆนางนวดรอบดวงตาที่แห้งผาก แล้วถามว่า “ก่อนอาหารเย็นต้าหวาไปที่ห้องครัวอีกแล้วหรือ?”
อวิ๋นอิ่งพยักหน้าและมีประกายแห่งความชื่นชมในแววตา“ใช่เจ้าค่ะ เด็กคนนี้ช่างรู้หน้าที่ดีเมื่อก่อนข้าเคยได้ยินว่าเขาอยากฝึกวิชาเพื่อปกป้องคุณชายน้อยตอนนั้นข้าไม่ได้สนใจนักแต่มาวันนี้เห็นชัดว่าเด็กคนนี้มีความซื่อสัตย์และภักดีจริงๆ”
ติงเหว่ยมีสีหน้าที่ซับซ้อนแล้วถอนหายใจพูดว่า “จำไว้ว่าต้องเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้เขาหนึ่งระดับอะไรก็ตามที่เขาต้องการในการฝึกวิชา ให้จัดหาให้หมดและควรเตรียมคนไว้ให้คุณชายน้อยด้วย”
อวิ๋นอิ่งอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่อยู่ดีๆ ก็คิดได้ว่าคนของนายน้อยถูกส่งไปยังค่ายลับตั้งนานแล้วแต่ไม่ว่าจะเก่งและซื่อสัตย์แค่ไหนก็คงไม่เท่ากับสหายที่เติบโตมากับคุณชายน้อยตั้งแต่เด็กนางจึงพยักหน้าและตอบรับ “รับทราบเจ้าค่ะแม่นาง ข้าจะคอยสังเกตให้มากขึ้น”
ในกระโจมเล็กไม่ไกลจากกระโจมใหญ่เฉิงเหนียงจื่อเห็นคุณชายน้อยและลูกชายหลับไปแล้วนางจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวพวกเขา แล้วกอดลูกชายคนโตที่นั่งอยู่อย่างเงียบๆ ข้างๆ
“ลูกเอ๋ยแม่รู้สึกเห็นใจลูกจริงๆ นายหญิงเป็นผู้มีพระคุณกับครอบครัวเรามากต่อไปลูกต้องทำเหมือนที่ลูกทำในวันนี้ หากคุณชายน้อยมีอันตรายใดๆลูกต้องปกป้องคุณชายน้อยเอาไว้ ไม่ให้เขาได้รับความลำบาก...”
นางพูดไปครึ่งหนึ่งน้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุด ไม่มีแม่คนไหนในโลกที่ไม่รักลูกของตนเองแต่บางสิ่งบางอย่างและบางบุญคุณก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ระหว่างความรับผิดชอบและความรักของแม่ หัวใจของแม่ก็ย่อมต้องแตกสลาย
“แต่แม่ก็ไม่อยากเสียลูกไปแม่เองก็กลัว...พ่อของลูกอยู่ไกล แม่มีแค่ลูกสองคนเท่านั้น...”
“แม่ไม่ต้องกลัว”ต้าหวายื่นมือมาเช็ดน้ำตาของแม่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเกินวัย “ข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้ดีจะปกป้องคุณชายน้อย แล้วก็ปกป้องแม่และน้องด้วย!”
“ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ!”
เฉิงเหนียงจื่อกอดลูกชายและร้องไห้ออกมาอีกครั้งแม้จะรักลูกมากเพียงใด แต่นางก็ไม่สามารถพูดคำห้ามปรามได้การเป็นบ่าวรับใช้ที่ได้รับความสงบสุขจากการคุ้มครองของเจ้านายย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเจ้านาย…
ค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะไม่มีความสงบไฟในกระโจมบัญชาการกลางกองทัพยังคงสว่างไสวอยู่เช่นกัน กงจื้อหมิงเพิ่งกลับมาจากในเมืองเขาดื่มเหล้าไปสองสามแก้วจนรู้สึกมึนเล็กน้อย กำลังคิดจะไปหาภรรยาและลูกที่รักแต่ก็กลัวกลิ่นเหล้าจะรบกวนพวกนางนึกไม่ถึงว่าพอกลับถึงกระโจมกลับได้ยินว่าภรรยาและลูกที่เขารักเหมือนแก้วตาดวงใจต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายอีกแล้ว
มนุษย์ย่อมมีจุดอ่อนเสือย่อมมีหนวดที่ห้ามแตะ และมังกรก็ย่อมมีเกล็ดที่ห้ามแตะเช่นกันแล้วท่านแม่ทัพมีอะไร? ก็มีดสังหารอย่างไรล่ะ!
“หรือว่าที่ข้าไม่ลงมือฆ่าคนมานานผู้คนทั้งหลายเลยคิดว่าข้าเป็นพระโพธิสัตว์ไปแล้ว?”
กงจื้อหมิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆพร้อมถอดผ้าคลุมออก เมื่อจะหยิบถ้วยน้ำชาถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาวก็แตกทันทีที่สัมผัส
ทุกคนต่างก็คุกเข่าลงกับพื้นศีรษะของพวกเขาแทบจรดกับเสื่อ แม้แต่เฟิงจิ่วที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดก็ปรากฏตัวออกมาคุกเข่าตามหลังคนอื่น
ลุงอวิ๋นที่เห็นเลือดหยดจากฝ่ามือของนายน้อยแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจจึงพูดด้วยเสียงเบา “นายน้อย หากท่านโกรธจะลงโทษบ่าวก็ได้ แต่ขออย่าทำร้ายตนเองเลยแม่นางติงกับคุณชายน้อยยังต้องพึ่งพิงท่านอยู่เรื่องวันนี้มันเป็นแค่การลองเชิงเท่านั้น ต่อไปไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรอีกบ้าง”
หน้าอกของกงจื้อหมิงสั่นเทาจนเสื้อผ้าแทบจะปริขาดออกจากกันทุกครั้งที่เขาคิดว่าได้ปกป้องภรรยาและลูกให้อยู่ในความปลอดภัยแล้วจะต้องมีคนทำให้เขารู้สึกว่าเขาไร้ความสามารถและอ่อนแอเกินไป!
หรือว่าต้องใช้เลือดกวาดล้างเส้นทางนี้ภรรยาและลูกของเขาถึงจะได้มีชีวิตที่สงบสุข?
ดี เช่นนั้นเขาจะให้ทุกคนได้เห็นว่ามีดสังหารของเขาคมเพียงใด!
“สั่งการออกไปตามล่าคนที่อยู่เบื้องหลังให้ถึงที่สุด ถ้ามีข้อสงสัยแม้แต่น้อยก็ฆ่าทิ้งให้หมดส่วนผู้บงการต้องถูกฆ่าทั้งตระกูล!”
“รับทราบนายน้อย!”
ทุกคนต่างรู้สึกหนาวสั่นในใจแต่ก็ตอบรับเสียงดังพร้อมเพรียง
องครักษ์เงาทั้งสี่กลุ่มถอนตัวออกจากกระโจมอย่างเงียบเชียบเหลือไว้เพียงลุงอวิ๋นกับอวิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ
“แม่นางของพวกเจ้า...โกรธหรือไม่?”
กงจื้อหมิงถามขึ้นอย่างลังเลเสียงของเขาแฝงความไม่มั่นใจไว้ถึงสามส่วน อวิ๋นอิ่งฟังแล้วอึ้งไปสักพักก่อนจะรีบตอบ “หลังจากนั้นแม่นางอ่านหนังสืออยู่กับคุณชายน้อยตลอดเจ้าค่ะ”
“อ่านหนังสือ?” กงจื้อหมิงสงสัย เขาคิดอย่างไม่เข้าใจผู้หญิงทุกคนหากเจอเรื่องแบบนี้ต่างก็ต้องตกใจกลัวและร้องไห้ไม่ใช่หรือทำไมถึงคิดจะอ่านหนังสือได้?
“เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” อวิ๋นอิ่งตอบรับด้วยสีหน้าที่แปลกๆ แต่ก็ยังพูดต่อไป “แม่นางกำลังอ่าน'ตำราพิษ' และยังฝากให้ข้าบอกท่านแม่ทัพด้วยว่าจะให้ดีที่สุดก็ให้เหลือคนร้ายไว้สักคน”
ลุงอวิ๋นถอนหายใจเขารู้สึกเศร้าใจในใจ “ทำให้นางต้องลำบากแล้วจริงๆหญิงสาวจากครอบครัวชาวนาอาจไม่เคยพบเจออันตรายเช่นนี้เลย วันหน้า...เฮ้อ!”
กงจื้อหมิงยิ่งรู้สึกละอายใจใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด สองมือของเขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา…
ในรอบปีช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือเดือนสามตอนฤดูใบไม้ผลิ หญ้าเขียวขจี นกน้อยร้องเพลง ดอกไม้บานสะพรั่งหลังจากที่อุดอู้มาตลอดฤดูหนาว ผู้คนต่างรอคอยที่จะได้ออกไปเดินเล่นในวันเช่นนี้แต่น่าเสียดายที่ชาวเมืองกั้นโจวต่างก็ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสเช่นนั้นอีกแล้ว
เหตุผลก็เพราะว่ากองทัพที่หยุดอยู่ด้านนอกเมืองอยู่ดีๆ ก็แบ่งกำลังพลหนึ่งพันนายออกมาล่าตัวผู้ต้องสงสัยทั่วทั้งเมืองได้ยินว่าภายในสามวันก็ฆ่าคนไปสิบกว่าคนและในวันนี้ก็กวาดล้างครอบครัวสกุลเจี่ยที่อยู่ถนนด้านหน้าจนหมดสิ้นแม้แต่เด็กสามขวบก็ไม่เว้น
ได้ยินมาว่าญาติของครอบครัวสกุลเจี่ยในเมืองหลวงยังเป็นขุนนางในราชสำนักอยู่คนในครอบครัวสกุลเจี่ยที่เคยเย่อหยิ่ง เดินไปไหนมาไหนก็เชิดหน้าชูคอมองฟ้าเป็นที่หนึ่ง มองดินเป็นที่สอง และครอบครัวของตนต้องเป็นที่สามแต่แล้วในพริบตา พวกเขาทั้งหมดก็ไปรายงานตัวที่ตำหนักเยี่ยนหวังเตี้ยนในปรโลกเสียแล้วเหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งเมืองต่างพากันหวาดกลัว
แตกต่างจากชาวบ้านธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสงสัยผู้ที่มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในเมืองไม่ว่าจะคุ้นเคยกับครอบครัวสกุลเจี่ยหรือไม่ต่างก็หวาดกลัวแทบตายพวกเขาแทบจะอยากสอบสวนคนรับใช้ในบ้านทุกคนเพราะเกรงว่าของบรรณาการที่ส่งไปให้ค่ายทหารนั้นอาจมีข้อผิดพลาดแม้จะแค่นิดเดียวก็ตามหากครอบครัวของตนกลายเป็นครอบครัวสกุลเจี่ยคนที่สองก็คงไม่มีที่ให้ร้องไห้!
บางคนที่โดนจับไปสอบสวนเพราะไม่มีความผิดก็แทบอยากจะฉุดครอบครัวสกุลเจี่ยกลับจากมือเยี่ยนหวังเย่เพื่อฆ่าอีกครั้งจะทำอะไรก็ได้แต่ไม่น่าจะคิดร้ายกับท่านแม่ทัพใหญ่ ในยุคนี้ใครก็มีบุตรชายไม่มากยิ่งไปกว่านั้นสกุลกงจื้อก็มีบุตรชายเพียงคนเดียวต่อรุ่นก็คงอยากจะกินเนื้อและแทะกระดูกเป็นๆเลยทีเดียว
ในช่วงเวลานี้ทั้งเมืองกั้นโจวตั้งแต่บนลงล่างต่างเต็มไปด้วยความหวาดระแวงชาวบ้านที่กลัวมากก็อดบ่นไม่ได้ว่าเมืองกั้นโจวมีฮวงจุ้ยไม่ดี คนอื่นๆในเมืองฉยงโจวและฮุ่ยโจวก็เคยโดนกองทัพกดดันเหมือนกันแต่ก็ยังปลอดภัยไม่มีเรื่องอะไร แล้วเหตุใดพอมาเมืองนี้กลับเกิดเรื่องจนได้?
ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านที่กลัวจนบ่นกระปอดกระแปดเพียงกล่าวถึงยามเช้านี้เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ข้างนอกกระโจมยังมีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่แต่ในกระโจมกลางของค่ายทหารก็จุดเทียนขึ้นแล้ว มีชายชุดดำยืนเรียงรายอย่างเงียบๆสองแถวอยู่ที่มุมหนึ่ง และที่กลางกระโจมนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนานอนอยู่บนพื้นบางทีอาจเป็นเพราะเขาหวาดกลัวอย่างมาก ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงหากปากไม่ถูกอุดไว้อย่างแน่นหนาคงกรีดร้องออกมาแล้ว
กงจื้อหมิงที่นอนไม่หลับตลอดคืนจ้องมองด้วยตาแดงก่ำ แล้วถามเสียงเข้มว่า “คนที่ควรฆ่าฆ่าหมดแล้วหรือ?”
“เรียนนายท่านคนที่ควรฆ่าล้วนถูกฆ่าหมดแล้ว ทั้งหมดสี่สิบเก้าคน ไม่เว้นแม้แต่เด็กและผู้ใหญ่”เฟิงอีตอบด้วยความเคารพ และพูดเสริมว่า “มีเจ็ดคนที่บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องข้าจึงปล่อยกลับไปแล้ว ตอนนี้ทั้งเมืองรู้ถึงสาเหตุของการฆ่าฟันครั้งนี้อีกไม่เกินสองวันเรื่องนี้คงแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน”
ในแววตาของกงจื้อหมิงมีความสะใจปรากฏขึ้นมาเขากวาดตามองไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้น หลินอีที่เงียบขรึมมาตลอดก็เดินมาข้างหน้าคุกเข่าลงและรายงานว่า “นายท่าน ชายคนนี้เป็นศิษย์ที่ถูกขับออกจากสำนักอู่ตู๋เหมินปกติแฝงตัวอยู่ในเมืองกั้นโจว ทำเรื่องเลวร้ายเพื่อหาเงินหีบของที่ส่งมาจากครอบครัวสกุลเจี่ยนั้นก็เป็นฝีมือของชายคนนี้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยจับชายคนนี้โยนให้พวกเราแล้วเดินทางต่อไปยังสำนักอู่ตู๋เหมิน...ไปทวงถามความยุติธรรมแล้วขอรับ”
คำพูดของเขาแม้จะอ้อมค้อมแต่ทุกคนก็ฟังออกว่าสำนักอู่ตู๋เหมินคงต้องเคราะห์ร้ายเป็นแน่ด้วยนิสัยของผู้อาวุโสเหว่ยที่ปกป้องพวกพ้องอย่างหนัก หากจะใช้คำว่า “ทวงถามความยุติธรรม”ก็คงสุภาพเกินไป ควรใช้คำว่า “ล้างแค้น” น่าจะเหมาะสมกว่า...