เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเฉินหยาง สองหนุ่มสาวก็แยกทางกัน ณ ทางแยกใกล้บ้าน
หลินซีเอ่ยกับเสิ่นเฉิน “เ้านำไหและของอื่น ๆ กลับบ้านไปก่อน แล้วค่อยนำเกวียนวัวไปคืนที่บ้านพ่อเฒ่าหลี่ ส่วนข้าจะแวะไปรับลูก ๆ ที่บ้านผู้นำหมู่บ้านเอง”
เสิ่นเฉินขานรับในลำคอเบา ๆ ก่อนจะบังคับเกวียนวัวให้เคลื่อนจากไป
หลินซีหันหลังเดินแยกไปอีกทาง ไม่นานนักก็มาถึงหน้าบ้านผู้นำหมู่บ้าน ยังไม่ทันจะก้าวผ่านประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงห้าว ๆ ที่ไม่คุ้นหูดังแว่วมาจากด้านใน
“ท่านแม่ วันนี้ข้ากับเสี่ยวอวี้เก็บเห็ดป่ามาได้มาก คืนนี้พวกเราแกงเห็ดกินกันเถอะขอรับ”
เมื่อหลินซีก้าวเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นป้าจางกำลังนั่งตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ ใกล้กันนั้นมีเด็กสาววัยแรกแย้ม อายุราวสิบสามสิบสี่ปี หน้าตาเกลี้ยงเกลาน่ามอง กำลังก้มลงวัดตัวให้ซื่อเป่าซึ่งนั่งนิ่ง ๆ อย่างว่าง่าย ขณะที่ตรงหน้าป้าจาง มีเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งกำยำ อายุใกล้เคียงกับเด็กสาวผู้นั้นยืนอยู่ เขากำลังชูตะกร้าในมือขึ้นสูง พลางสนทนากับมารดาด้วยท่าทางยินดี
ส่วนเอ้อร์เป่าวิ่งนำซานเป่าไล่ต้อนฝูงลูกเจี๊ยบตัวน้อยไปมา โดยมีต้าเป่าเดินตามหลัง คอยโปรยเศษแป้งข้าวโพดให้เป็อาหาร
ป้าจางเพิ่งจะตอบบุตรชายเสร็จ พอเงยหน้าขึ้นเห็นหลินซีก้าวเข้ามา นางก็แย้มยิ้มทักทาย “อ้าว สะใภ้เสิ่น กลับมาแล้วหรือ”
เสียงทักทายนั้นทำให้สี่เด็กบ้านเสิ่นหันขวับมามองพร้อมกันทันที ซื่อเป่าถึงกับผุดลุกขึ้นยืนท่าทางดีใจ
“เ้าค่ะ ป้าจาง” หลินซียิ้มรับพลางเดินเข้าไปใกล้ “่บ่าย เด็ก ๆ ไม่ได้สร้างความวุ่นวายให้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
“โอ๊ย ไม่เลย! เ้าไม่รู้หรอก เด็ก ๆ พวกนี้น่ะเรียบร้อยกันขนาดไหน!” ป้าจางรีบปฏิเสธ
พอหลินซีเดินเข้าไปใกล้ ซื่อเป่าก็รีบเดินอ้อมเด็กสาวผู้กำลังวัดตัวให้นาง แล้ววิ่งถลาเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า เด็กหญิงแหงนใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นคอตั้งบ่า เอ่ยเรียกนางเสียงใส
หลินซีใช้มือลูบศีรษะน้อย ๆ นั้นอย่างอ่อนโยน เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “กลับบ้านไปกินมื้อเย็นกันเถอะนะจ๊ะ”
ต้าเป่าวางของในมือลง แล้วเรียกน้องชายทั้งสองที่กำลังวิ่งเล่นซุกซนให้มาหา หลินซีเหลือบมองการกระทำที่เป็ผู้ใหญ่เกินวัยของเด็กชายแล้วอมยิ้ม ก่อนจะหันไปมองเด็กหนุ่มและเด็กสาวแปลกหน้าที่ยืนอยู่ด้านข้างป้าจางพร้อมเอ่ยถาม “สองคนนี้คือ...?”
“อ้อ จริงสิ ข้าลืมแนะนำไป นี่ลูกชายข้า จางเจ๋อ ส่วนนั่นลูกสาวข้า จางอวี้เอ๋อร์” ป้าจางยิ้มกว้าง กวักมือเรียกบุตรหญิงชายทั้งสองเข้ามา “พวกเ้าทักทายน้าหลินสิ”
“คารวะน้าหลิน!” เด็กหนุ่มสาวประสานเสียงคารวะ จางเจ๋อยิ้มกว้าง ดูเป็คนมีนิสัยเปิดเผยร่าเริง ส่วนจางอวี้เอ๋อร์ผู้เป็น้องสาวนั้นมีท่าทีขวยเขินอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าดูมีอายุไม่ห่างจากตนเองมากนัก
หลินซีที่ถูกเรียกว่า ‘น้า’ ถึงกับมุมปากกระตุกยุกยิก ‘์! อายุร่างนี้ยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ ที่สำคัญเด็กตรงหน้าก็อายุห่างจากนางไม่กี่หนาว เหตุใดจึงถูกเรียกว่าน้าไปเสียแล้วเล่า! …เออ…แต่ก็ยังดีที่ไม่ถูกเรียกว่าป้า’
นางรีบเก็บสีหน้าเจื่อน ๆ ของตัวเองไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเื่คุย “นี่ก็จวนจะค่ำแล้ว ข้าคงต้องขอตัวพาลูก ๆ กลับไปเตรียมมื้อเย็นก่อนนะเ้าคะ แต่ว่า...ป้าจาง ไม่ทราบว่าค่ำนี้หลังกินมื้อเย็นแล้ว พอจะสะดวกแวะไปที่บ้านข้าสักครู่ได้หรือไม่เ้าคะ?”
ป้าจางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มีเื่อะไรรึ สะใภ้เสิ่น? หากมีอะไรก็บอกกล่าวกันได้เลย พูดตอนนี้เลยก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ”
หลินซียิ้มตอบ “เื่นี้ค่อนข้างซับซ้อนอยู่บ้างเ้าค่ะ ขอให้ข้าได้กลับไปเรียบเรียงคำพูดให้ดีเสียก่อน รอหลังมื้อเย็นท่านแวะมา ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังอย่างละเอียดนะเ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ได้” ป้าจางพยักหน้ารับ เพราะตอนนี้ที่บ้านของนางเองก็ถึงเวลาต้องเตรียมอาหารเย็นแล้วเช่นกัน
หลินซีจึงกล่าวลาแล้วพาเด็ก ๆ ทั้งสี่กลับบ้าน เมื่อมาถึงก็พบว่าเสิ่นเฉินกลับมาถึงก่อนแล้ว
หลินซีบอกให้เสิ่นเฉินช่วยนางขนไหใบหนึ่งเข้าไปเก็บในห้องครัว ส่วนอีกใบให้ขนเข้าไปไว้ในห้องนอน จากนั้นทั้งสองก็แบ่งงานกันทำ หลินซีให้เสิ่นเฉินช่วยตวงข้าวสารและแป้งใส่ไหเก็บไว้ ส่วนนางก็มุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น
เนื่องจากเมื่อวานนางรับปากเด็ก ๆ เอาไว้ วันนี้จึงตั้งใจทำหมูตุ๋นซีอิ๊วให้พวกเขากินอีกครั้ง นอกจากนั้นยังผัดผักสดอีกสองอย่าง แล้วนำหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อคืนมานึ่งให้ร้อน
ระหว่างที่ง่วนกับการทำอาหารอยู่นั้นเอง หลินซีก็หาจังหวะเอาเห็ดหลินจือล้ำค่าที่เก็บมาอย่างยากลำบากออกจากตะกร้า แล้วแอบเอาไปซ่อนไว้ก้นไหใบหนึ่งอย่างมิดชิด
ส่วนเสิ่นเฉินที่ว่างแล้วก็พาเด็ก ๆ ทั้งสี่ออกไปเดินเล่นด้านนอก และถือโอกาสสำรวจดูที่ดินผืนที่หลินซีเคยชี้บอกไว้เมื่อตอนกลางวันไปด้วย
ตอนที่พวกเขาเดินกลับมา หลินซีก็ปรุงอาหารเสร็จพอดี เ้าตัวน้อยทั้งสี่เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นน่ากินที่ชื่นชอบก็แทบอดใจรอไม่ไหว รีบวิ่งไปล้างมือล้างหน้า ทั้งยังขยันขันแข็งช่วยกันจัดแจงโต๊ะและม้านั่งโดยไม่ต้องให้ผู้ใหญ่บอก ส่วนเสิ่นเฉินก็เดินเข้าไปช่วยยกกับข้าวออกมาจากครัว
นอกจากหมูตุ๋นซีอิ๊วหน้าตาคุ้นเคยแล้ว กับข้าวอีกสองอย่างนั้นทั้งเสิ่นเฉินและเด็ก ๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน ทว่ามันกลับส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายชวนให้อยากกินยิ่งนัก ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสี่จึงไม่ลังเล รีบยื่นตะเกียบออกไปคีบมาลิ้มลอง
มื้อนี้เป็อีกมื้อที่ทุกคนในครอบครัวต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำ
ครั้นกินกันไปจนท้องใกล้จะเต็ม ต้าเป่าก็พลันวางตะเกียบ เอ่ยขึ้นสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านพ่อ คราวหน้าหากต้องเข้าตัวอำเภออีก รบกวนช่วยซื้อลูกเจี๊ยบกลับมาให้พวกเราสักสองสามตัวได้หรือไม่ขอรับ?”
เสิ่นเฉินเงยหน้าขึ้นถาม “จะเอามาทำอะไร?”
เด็กชายจึงตอบด้วยท่าทีจริงจัง “เลี้ยงไว้ให้มันโตแล้วออกไข่ขอรับ ข้าเองก็โตพอจะช่วยงานบ้านได้แล้ว หากเรามีไข่ไก่ก็นำไปขายได้ พี่อวี้เอ๋อร์บอกว่าขายได้ราคาดีทีเดียวขอรับ พวกเราจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระท่านพ่อได้บ้าง”
“ข้าด้วย! ข้าด้วยขอรับ!” เอ้อร์เป่ารีบชูมือขึ้นสูงอย่างกระตือรือร้น “ข้าก็ช่วยเลี้ยงลูกเจี๊ยบได้นะขอรับ ข้ารู้ด้วยว่าพวกมันชอบกินหญ้าชนิดใด!” พูดพลางใช้ข้อศอกกระทุ้งซานเป่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ซานเป่าที่นั่งกัดปลายตะเกียบพลางกำลังคิดว่าจะเลือกคีบกับข้าวจานไหน หันไปมองพี่ชายอย่างงุนงง เอ้อร์เป่าเห็นน้องชายยังตามไม่ทันจึงเอื้อมมือไปกดศีรษะเล็ก ๆ ให้ผงกลงเบา ๆ พลางตอบแทน “ซานเป่าบอกว่าเขาก็ช่วยได้ขอรับ!” จากนั้นทั้งสามหนุ่มน้อยก็หันไปมองซื่อเป่าเป็ตาเดียวกัน
เด็กหญิงทำหน้าเหลอหลา ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่ “ข้า...ข้าช่วย...สอนให้พวกมันเชื่อฟัง…ได้หรือไม่เ้าคะ?”
คำตอบนั้นทำให้หลินซีขำพรืดอย่างอดไม่ได้ กล่าวตอบอย่างเอ็นดู “เอาสิ หากพวกเ้าอยากเลี้ยง ข้าก็จะซื้อให้ อย่างไรพรุ่งนี้ข้าก็ต้องเข้าตัวอำเภออยู่แล้ว เดี๋ยวจะซื้อกลับมาฝากนะ”
หลินซียิ้มหวาน คำพูดเ่าั้ทำให้นางฉุกคิดขึ้นมาได้ เด็กสี่คนนี้กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้และเจริญเติบโต จะปล่อยให้พวกเขาอยู่ว่าง ๆ ไปวัน ๆ คงไม่ดีนัก การที่เด็ก ๆ นึกอยากจะทำอะไรสักอย่างอย่างตั้งใจนับเป็เื่ดี อย่างน้อยเวลาว่าง ๆ ก็ยังมีลูกเจี๊ยบให้คอยดูแลหรือเล่นด้วย ไม่ใช่แค่แก้เบื่อ แต่ยังส่งเสริมพัฒนาการได้
คิดได้ดังนั้น นางจึงหันไปสบตาเสิ่นเฉิน คล้ายจะส่งสัญญาณ
เสิ่นเฉินไม่มีปัญหาอะไรกับเื่นี้จึงพยักหน้ารับ "ได้"
“วิเศษไปเลยขอรับ/เ้าค่ะ!” ต้าเป่าและน้อง ๆ ดวงตาเป็ประกายด้วยความดีใจ ถึงกับลืมความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ผู้ซื้อของให้คือหลินซีไปชั่วขณะ
หลังจากมื้ออาหารแสนสุขผ่านพ้นไป ป้าจางก็มาถึงตามที่นัดหมายไว้พอดี
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมา ป้าจางก็ถึงกับตกตะลึงกับสภาพบ้านสกุลเสิ่นที่ดูสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยขึ้น ผิดหูผิดตาไปจากเดิมมาก ยิ่งเมื่อเห็นสองพ่อลูก เสิ่นเฉินกับต้าเป่า กำลังช่วยกันทำความสะอาดถ้วยชามอยู่ในลานบ้าน ก็ยิ่งทำให้นางประหลาดใจมากขึ้นไปอีก “เสิ่นเฉิน... ภรรยาเ้าเล่า?”
“ข้าอยู่นี่เ้าค่ะ” เสียงหลินซีดังตอบมาจากในห้อง ก่อนที่นางจะเดินออกมาพร้อมถือม้านั่งเตี้ยตัวหนึ่งมาวางให้ “ป้าจาง เชิญนั่งก่อนเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปรินน้ำชามาให้”
“ไม่ต้องหรอก อย่าลำบากเลย” ป้าจางนึกเกรงใจรีบโบกมือปฏิเสธ “สะใภ้เสิ่น เ้าเรียกข้ามา มีเื่อะไรรึ?”
เสิ่นเฉินได้ยินคำถามก็เหลือบมองหลินซีแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกต้าเป่าให้ไปตามน้อง ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ด้านนอกให้กลับเข้ามาในบ้าน
หลินซียิ้มอย่างใจเย็น “ป้าจาง อย่าเพิ่งร้อนใจนะเ้าคะ ฟังข้าอธิบายก่อน…” จากนั้นนางก็เริ่มเล่าถึงช่องทางทำมาหากินจากผักป่าที่นางค้นพบให้ผู้มาเยือนฟังคร่าว ๆ “...ข้าได้ตกลงกับเถ้าแก่จ้าวแห่งภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวเรียบร้อยแล้ว ว่าจะเริ่มส่งผักป่าให้พวกเขาั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป แต่ลำพังตัวข้าคนเดียวทำไม่ไหวเป็แน่ ส่วนเสิ่นเฉินเองก็มีเื่สำคัญอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ คิดไปคิดมา ข้าก็นึกถึงท่าน ไม่ทราบว่าป้าจางสนใจจะมาร่วมหุ้นทำกิจการนี้กับข้าหรือไม่เ้าคะ?”
“ร่วมหุ้นรึ?!” ภรรยาผู้นำหมู่บ้านทวนคำอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายของคำนั้นนัก
หลินซีพยักหน้ารับ “เ้าค่ะ วันนี้ข้าเห็นจางเจ๋อกับอวี้เอ๋อร์แล้ว ทั้งคู่ดูเป็เด็กหนุ่มสาวที่ขยันขันแข็ง หากป้ายินยอม พรุ่งนี้เช้าก็พาทั้งสองคนมาที่นี่ แล้วพวกเราจะไปช่วยกันเก็บผักป่า พอ่บ่ายก็ค่อยจ้างเกวียนวัวขนเข้าไปขายในตัวอำเภอ เมื่อขายได้แล้ว เงินที่ได้มา ข้าจะแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้ครอบครัวป้าตามจำนวนคนที่มาช่วยงานเ้าค่ะ”
ครานี้ป้าจางฟังจนเข้าใจกระจ่างแจ้ง การร่วมหุ้นที่ว่าหมายถึงการชักชวนครอบครัวของนางมาร่วมกันหาเงินนั่นเอง นางจึงรีบร้อนปฏิเสธทันที “ไม่ได้ ๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”
“เอ๊ะ?” หลินซีประหลาดใจ หรือว่าป้าจางคิดว่าการแบ่งผลประโยชน์เช่นนี้ไม่ยุติธรรม? “ป้าจาง หากท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ก็บอกกล่าวกั—”
ยังไม่ทันที่หลินซีจะพูดจบ ป้าจางก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นี่เป็ลู่ทางทำมาหากินที่เ้าค้นพบ เ้าคิดค้นมันเอง เงินที่ได้ก็สมควรเป็ของเ้าทั้งหมดสิ! หากเ้าเพียงแค่ขาดคนช่วย ก็บอกเจ๋อเอ๋อร์กับอวี้เอ๋อร์ให้มาช่วยงานเ้าได้เลย ไม่ต้องคิดเื่เงินทองอะไรหรอก!”
ในใจของป้าจางนั้นคิดเพียงเรียบง่าย แค่ค่าจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าที่นางได้รับจากบ้านสกุลเสิ่นก็นับว่าเป็เงินพิเศษจำนวนไม่น้อยแล้ว จะให้นางมารับเงินเพิ่มจากการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกได้อย่างไร? ยิ่งเป็การช่วยเหลือเกื้อกูลคนในหมู่บ้าน ภรรยาผู้นำหมู่บ้านอย่างนางก็ยิ่งไม่สมควรรับเงินทองตอบแทนเป็อันขาด
หลินซีกะพริบตาปริบ ๆ หันไปสบตากับเสิ่นเฉินโดยไม่รู้ตัว จู่ ๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันแล่นวาบเข้าสู่หัวใจ นางคาดไม่ถึงเลยว่าป้าจางจะเป็คนซื่อตรงและมีน้ำใจงดงามถึงเพียงนี้
.
.
.