ทางเดินด้านหน้าเป็พื้นดินโล่งเตียน รอบๆมีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อยบ่งบอกว่าเส้นทางนี้มีคนเหยียบย้ำไปมามิขาดสาย ตลอดสองข้างทางมีบ้านหลังเล็กๆสี่ห้าหลัง เป็บ้านหลังคามุงจากและฝาบ้านไม้สานคล้ายๆ กันปลูกห่างกันไม่มากนัก
ฉันหยุดตรงลานกว้างเมื่อเห็นคนที่ตนแอบตามห่างๆเลี้ยวหายลับไปทางซ้ายมือซึ่งมีควันลอยออกมา จึงเดาเอาเองว่าน่าจะเป็ห้องครัวและเมื่อกวาดตามองโดยรอบก็เห็นว่าตรงนี้ คล้ายว่าจะเป็ลานตากอาหาร เพราะข้างๆเรียงรายไปด้วยกระด้งถูกยกสูงจากพื้นด้วยท่อนไม้ไผ่ขนาดใหญ่ระดับอกภายในกระด้งใหญ่นั้นมีพริกแห้ง ปลาแห้ง กุ้งฝอยแยกชนิดกันวางเรียงเป็ระเบียบอยู่หลายใบ ฉันเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลูบคางพลางคิดว่า…พร็อพประกอบฉากสมจริงอะไรอย่างนี้นะ?
“พี่ยืนทำอันใด ไม่เคยเห็นพริกตากรึ?”เสียงทักประหลาดข้างตัวดังขึ้นพอเอี้ยวไปมองจึงพบว่าเป็เด็กผู้ชายอายุราวๆแปดถึงเก้าขวบ กำลังยืนเท้าสะเอวเอียงคอมองมาอย่างสงสัย
“ไอ้นี่นะเหรอเคยสิ…แต่ปกติมันอยู่ในถุงสำเร็จ” ฉันตอบขันๆ พลางมองเด็กตรงหน้าอย่างใคร่ครวญไม่ว่าจะเป็การแต่งตัวเอย ทรงผมยุ่งเหยิงหรือแม้กระทั่งหน้าตามอมแมมมันสมจริงราวกับไม่ใช่แค่แมคอัพ
“ถุง สำเร็จ?” เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆขณะใช้มือดำๆ เกาหัวแกรกๆ ก่อนถามด้วยสีหน้างงงวย
“อันใดคือถุงสำเร็จ? เหมือนถุงผ้าที่แม่ข้าเย็บให้อันนี้หรือไม่”พูดพร้อมกับยกย่ามที่สะพายอยู่ขึ้นมา
“ไม่…เออ…คือ…ไม่รู้จักถุงสำเร็จเหรอ”ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรดี นี่มันแปลกประหลาดเกินไปใบหน้าใสซื่อของเด็กน้อยตรงหน้าหากเป็การแสดงคงเล่นได้เนียนมากทีเดียว
“ช่างมันเถอะ”ฉันี้เีอธิบายจึงบอกปัดไปแล้วก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันก่อนถามกลับเสียงเบาแทบจะกระซิบ
“ว่าแต่รู้ไหมที่นี่ที่ไหน…หนูมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง พ่อแม่ล่ะ?”
ฉันเห็นเด็กตรงหน้าเกาหัวแกรกๆเหมือนจะไม่เข้าใจคำถาม พร้อมกับสีหน้าที่เริ่มยุ่งขึ้นทีละน้อยตอนตอบกลับมา
“พี่เป็อันใดไปถามแปลกๆพ่อฉันทำงานอยู่ในสวน ส่วนแม่ก็อยู่ในครัวกำลังทำกับข้าวให้คุณๆ อยู่ไงแล้วที่นี่ก็เรือนเ้าพระยาโอสถประสิทธิ์ภักดีถ้าฉันไม่อยู่ที่นี่แล้วจะให้ไปอยู่แห่งใดเล่า”
เมื่อได้ยินคำตอบบวกกับใบหน้าใส่ซื่อของเ้าเปี๊ยกก็ทำเอาฉันใจนผงะถอยหลังไปหลายก้าวและเผลออุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว
“ว่าไงนะ พะ พูดเป็เล่น!!!”
“ใครเล่นอันใดฤๅ? ฉันฤๅ...เปล่าเสียหน่อย”เด็กน้อยหน้าเหลอหลาโบกมือหย็อยๆ ขณะที่ฉันยังคงอึ้งงันอยู่กับที่
นี้มันเื่อะไรกัน? สถานที่นี้!...บุคคลที่ถูกเอ่ยถึงหรือแม้กระทั่งชื่อที่หญิงสาวคนนั้นเรียกฉันมันช่างดูคุ้นเคยอย่างหน้าประหลาด
“น้อง…น้องชื่ออะไรเหรอ?” เพื่อความแน่ใจฉันควรถามให้ละเอียดกว่านี้อีกนิด
“พี่ถามชื่อฉันรึ…นี่พี่เล่นอันใดลืมแม้กระทั่งชื่อฉัน”
“เออ...”
“หรือพี่จะถูกผีพรายเข้าสิง”
“เฮ้ย! ไม่ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น”เด็กน้อยเริ่มโวยวายเป็ตุเป็ตะทำเอาฉันที่กำลังสับสนยิ่งคิดอะไรไม่ออกเข้าไปใหญ่จึงทำได้เพียงพูดจาเฉไฉเพื่อไม่ให้เด็กตรงหน้าเตลิดวิ่งหน้าตั้งหนีไปเสียก่อน
“ฉัน…พี่ พี่ยังเบลอๆ แบบศีรษะ”
“ศีรษะ?”
“หมายถึงหัวน่ะ หัว…กระแทก ความจำเลอะๆเลือนๆ”
“ออ เป็เยี่ยงนี้เอง…ตกกะใจหมด”
“ว่าแต่ตกลงเอ็งชื่ออะไร”
“ฉันชื่อจุก ลูกแม่จันทร์กับพ่อทอง”
‘จุก ลูกแม่จันทร์กับพ่อทอง’ ฉันทวนคำพูดของเด็กน้อยในใจนี่มันชื่อตัวละครในนิยายฉันนิ ไอ้จุกตัวชูรสของเื่ นิสัยแก่นแก้วแถมตอนท้ายเื่ยังแอบเป็พ่อสื่อให้แม่หญิงพุดซ้อนกับพ่อเมฆ
ฉิบหาย!!! อย่าบอกนะว่านี่ไม่ใช่เื่อำเหมือนที่คิดเอาไว้ตอนแรกน่ะคงไม่ใช่ว่าฉันหลุดเข้ามาในนิยายของตัวเองหรอกนะเพื่อความแน่ใจต้องถามให้ละเอียดกว่านี้อีกหน่อย
“อ้อ ข้าพอนึกได้รางๆ” ฉันทำเป็เออออเพื่อที่จะได้หาทางวกเข้าเื่ที่อยากรู้ก่อนตะล่อมถามต่ออย่างเนียนๆ
“คุณหนู..พุดซ้อนกับคุณหญิงมะลิ…เป็เช่นไรบ้าง?”
“คุณพุดซ้อนมิเป็ไรมากแค่ไข้รุมนิดน้อยคนคัดท้ายเรือช่วยท่านขึ้นจากน้ำทัน…ส่วนคุณหญิงก็โกรธมากหน้าดำหน้าแดงเชียวสั่งโบยบ่าวที่ไปด้วยคนละสิบที โชคดีที่พี่ลงไปช่วยจนมาเจ็บไข้เองเสียก่อนมิเช่นนั้นก็คงหนีไม่พ้นจักต้องโดนด้วยเป็แน่”
เด็กน้อยเจื้อยแจ้วเล่าเป็ฉากๆราวกับตนเป็ผู้ใหญ่ขณะที่คนฟังอย่างฉันกลับรู้สึกเข่าอ่อนทันทีเมื่อเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวได้ทีละน้อย
นี่ฉันหลุดเข้ามาในนิยายที่ตนเองแต่งขึ้นมาจริงๆงั้นหรือ ครั้งสุดท้ายจำได้ว่านั่งอยู่หน้าคอมกำลังปั่นนิยายสามตอนสุดท้ายอยู่แล้วหลังจากนั้นก็ตื่นมาโผล่ที่นี่…
ทว่า...
ทำไมฉันกลับจำตอนจบที่เขียนไปไม่ได้เลยล่ะ!
ฉันเขียนนิยายเื่นี้ให้จบเช่นไรนะ!...นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
มันเกิดอะไรขึ้นกับสมองฉันกันเนี่ย?
พยายามเค้นความทรงจำเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออก...กระทั่งเริ่มปวดจี๊ดข้างขมับขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับมีเข็มนับพันเล่มมาทิ่มแทงฉันทนไม่ไหวจนต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับไว้เหมือนกลางกระหม่อมกำลังจะปริแตกออกเป็เสี่ยงๆ ขาทั้งสองข้างเริ่มไม่มั่นคงท้ายสุดแม้กระทั่งแรงจะยืนต่อไปยังแทบไม่มี
“อีน้อย!!!”
แว่วเสียงตระหนกของใครบางคนดังมาจากไหนสักแห่งฉันพยายามเพ่งมองแต่สายตากลับพร่าเลือนเกินกว่าจะโฟกัสภาพตรงหน้าได้
…เมื่อครู่เขาเรียกชื่อใครกันนะ!
กลิ่นเย็นๆ หอมชื่นใจนี้มันอะไรกันเหมือนดอกไม้ผสมพิมเสนหรือเปล่า...ไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลยหรือพี่ตาลจะซื้อสเปรย์ปรับอากาศมาใหม่นะ
แต่เอ๊ะ!
กลิ่นเปลี่ยนอีกแล้วนี่มันกลิ่นธูปใครมาจุดยากันยุงแถวนี้วะ?
“ยายบุญ อีน้อยมันจักหายในเร็ววันนี้รึไม่?”
“ข้าเรียกขวัญให้มันแล้ว อีกไม่กี่เพลาคงดีขึ้นระหว่างนี้เอ็งก็เอาสายศิลป์นี้ไปผูกรอบๆ เรือนเสียขวัญมันยังอ่อนประเดี๋ยวจักถูกผีทักเอาอีก”
“จ้ะ ขอบน้ำใจมากจ้ะยาย”
“เออๆ มิต้องขอบอกขอบใจข้าเห็นเอ็งสองคนพี่น้องมาตั้งกะตีนเท่าฝาหอย มิใช่ลูกหลานก็เหมือนใช่”
บทสนทนาแปร่งหูที่ดังอยู่ไม่ไกลนักทำให้ฉันที่ยังไม่ทันจะลืมตาต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
ใครมันมาเปิดโทรทัศน์แถวนี้นะ...ละครพีเรียดซะด้วย!
“พี่ตาลเบาทีวีหน่อย...คนจะนอน”
สองสามวันมานี้แทบไม่ได้นอนพอจะนอนก็ดันมีมลพิษทางเสียงมากวนอีกมันหน้าหงุดหงิดน้อยเสียเมื่อไหร่ด้วยความรำคาญจึงะโออกไปอย่างงัวเงียแล้วพลิกตัวไปหวังจะกอดหมอนข้างสุดที่รัก
ทว่า…
กลับพบเพียงความว่างเปล่าแล้วพอลองลูบๆคลำๆ พื้นที่นอนอยู่ ฉันก็ต้องเบิกตาโพลงกระเด้งลุกนั่งแทบจะทันที
ที่นี่คุ้นๆ...ไม่ว่าจะฝาบ้าน หลังคามุงจาก มุ้ง เสื่อ นี่มัน!
ไม่ใช่ว่าฉันแค่ฝันไปหรอกเหรอเนี่ยยย
ไม่น้าาาาา!!!
ฉันแทบอยากจะขยุ้มหัวตัวเองแล้วดึงทึ่งเส้นผมที่สั้นราวติ่งหูนี้ออกให้หมดเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้เป็เพียงภาพฝันหรือมโนมันขึ้นมาเองซึ่งหากไม่มีเสียงหนึ่งร้องทักด้วยความยินดีซะก่อนละก็ ฉันคงทำมันเป็แล้วจริงๆ
“อีน้อย เอ็งฟื้นแล้วจริงๆ”ฉันหันไปทางต้นเสียงขณะที่ปากอ้าหวอเตรียมกรี๊ดสุดเสียงและมือสองข้างยังกำผมอยู่
“นั่นเอ็งทำกระไรแล้วเมื่อกี้เอ็งว่ากระไรวีๆ นะ”
คนถามไม่ใช่ใครอื่นเป็หญิงสาวคนดีคนเดิมคนเดียวกันกับที่ฉันเจอก่อนหน้านี้ก่อนที่สติจะดับวูบไปนั้นเองหล่อนกำลังกะพริบตาปริบๆอย่างสงสัยส่วนคนโดนถามอย่างฉันก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกันจึงทำได้เพียงหุบปากทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พูดเฉไฉไปเื่อื่น
“ปะ เปล่าจ้ะ…ฉันน่าจะแค่ละเมอ”
“เอ็งต้องเพ้อเพราะพิษไข้แท้เทียว”กล่าวพร้อมยื่นถ้วยยาที่อยู่ในมือมาให้ “กินยาเสียก่อนข้าต้มให้ใหม่ครานี้ใส่น้ำผึ้งไปด้วยเอ็งจักได้กินคล่องขึ้น”
“ขะ ขอบใจจ้ะ”ฉันรับมาแล้วกลั้นใจยกซดแบบให้มันจบๆ ไป ถึงแม้จะขมน้อยลงก็จริงแต่กลิ่นยังคงเหม็นเขียวไม่เปลี่ยนแปลง
“ดี กินยากินข้าวเสร็จเอ็งก็นอนพักเสียสักหน่อย จักได้หายไข้เร็วขึ้น”คนพูดรับถ้วยยาไปแล้วดันถาดอาหารมาตรงหน้าด้านในนั้นมีเนื้อไก่ต้มกับข้าวต้มสีสันจืดๆอยู่ในถ้วยกระเบื้องอีกที เมื่อฉันเห็นก็เพิ่งจะนึกได้ว่าตัวเองก็หิวเหมือนกัน