"คุณเอสครับ"
"อะไร?"
"ถ้าผมชนะการประลองได้ คุณบอกว่าจะเล่าว่าคุณเป็ใคร" จิวพูด ยังนอนอยู่ แต่สายตามองเพดาน "ผมชนะแล้วนะครับ"
เอสนิ่งอยู่สักพัก แล้วก็พูดตรงๆ
"ชื่อจริงของฉันคือ Espresso Crema Kaldi"
เอสพูดจบแล้วไม่ได้มองจิวทันที
เขารอฟัง
ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็ปฏิกิริยา
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ชื่อ
แต่มันคือสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ถอยห่าง
ห้องเงียบ
จิวไม่ได้ตอบทันที ลมหายใจของเขาหยุดไปเสี้ยววินาที สังเกตได้แค่เพราะอกที่ขึ้นลงสม่ำเสมออยู่นั้นหยุดนิ่งชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเป็ปกติ นิ้วมือที่วางอยู่บนผ้าห่มกำเล็กน้อย แล้วก็คลาย
"Espresso คือชื่อต้น Crema คือชื่อกลาง Kaldi คือชื่อท้ายใช่ไหมครับ" จิวพูดช้าๆ ไม่ใช่คำถาม แต่เป็การยืนยัน
"ใช่"
จิวหลับตาสักสองวินาที แล้วก็ลืมขึ้นมามองเพดานต่อ
"คนที่มีสามชื่อคือขุนนาง" เขาพูด เสียงเรียบ "แต่คนที่มีชื่อท้ายเป็ชื่ออาณาจักร..." เขาหยุด "นั่นคือสายเืราชวงศ์"
"ถูกต้อง"
จิวเงียบอยู่นานกว่าเดิม ห้องพยาบาลเงียบพอที่จะได้ยินเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ เสียงการประลองที่ยังดำเนินต่ออยู่ไกลๆ กลายเป็เสียงพื้นหลังที่ห่างออกไปทุกทีในความรู้สึก
"ผมเดาไว้แล้วว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดา" จิวพูดในที่สุด เสียงเรียบไม่เปลี่ยน "แต่ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้" เขาหันมามองเอส ดวงตาอัญมณีสีใสมองตรงๆ "ในิดหน่อยครับ แต่ไม่ได้เปลี่ยนอะไร"
"ไม่เปลี่ยนอะไรยังไง?"
"ผมยังอยู่ข้างคุณเอสเหมือนเดิมครับ" จิวพูดเรียบๆ "ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือ?"
เอสมองจิวอยู่สักพัก แล้วก็พยักหน้า
"ตกลงกันไว้แล้ว"
จิวเงียบอีกครู่ แล้วพูดเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง "ตำแหน่งไม่สำคัญครับ ผมก็ยังเป็ผมเหมือนเดิม"
เอสไม่ตอบ แต่รู้ว่ามันไม่เหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ใช่เพราะจิวเปลี่ยน แต่เพราะโลกรอบตัวพวกเขาจะเปลี่ยน และโลกนั้นจะดึงทั้งสองคนออกจากกันถ้าไม่ระวัง
เขาเก็บความคิดนั้นไว้คนเดียว
ในโรงเรียนทั่วไปจะเรียนถึงอายุ 15 ปีจึงจะเรียนจบแต่ในโรงเรียนฝึกดาบจะฝึกถึงอายุ 14 ปีแล้วเรียนจบ เอสอายุได้ 14 ปีและได้กลับพระราชวังและเรียนกับคุณครูส่วนตัวต่ออีก 1 ปีและจิวยังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็ทางการในฐานะผู้คุ้มกันองค์ชายสองสัปดาห์หลังจากนั้น
พิธีจัดในลานฝึกของราชวัง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนยืนเรียงอยู่สองฝั่ง ใบหน้าหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างไม่ปิดบัง
"เด็กนี่?" ขุนนางคนหนึ่งยืนอยู่ทางซ้ายพูดเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แค่ดูถูกอย่างไม่ซ่อน "องค์ชายจะฝากชีวิตไว้กับเด็กอายุ 14 ปี?" เขาหัวเราะเบาๆ มองไปที่คนข้างๆ เหมือนรอให้ตกลงกัน
เอสที่ยืนอยู่ข้างหลังไม่พูดอะไร สายตาไม่กระพริบ
จิวยืนอยู่กลางลาน ผมฟ้าพาสเทลไม่ขยับในอากาศนิ่ง ดวงตาอัญมณีมองตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยิน
แล้วก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว
ไม่มีท่าทาง ไม่มีคำพูด แค่ก้าวออกไปหนึ่งก้าวแล้วปล่อยแรงกดดันจากนั้นก็หันมามองขุนนางคนนั้นตรงๆอากาศ
ไม่ได้เปลี่ยน
แต่บรรยากาศเปลี่ยน
ห้องเงียบ
ไม่ใช่เงียบเพราะไม่มีอะไรให้พูด แต่เงียบแบบที่คนรู้สึกว่าถ้าพูดต่อจะเป็ฝ่ายผิดเอง ขุนนางที่เพิ่งหัวเราะอยู่กลืนน้ำลาย สายตาที่เคยดูถูกเบือนออกไปก่อนโดยไม่รู้ตัว
บางคนมองจิวด้วยความไม่เชื่อ แต่บางคนมองด้วยความระแวงแบบที่ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าระแวงอะไร เหมือนสัญชาตญาณบอกว่ามีอะไรบางอย่างในเด็กคนนี้ที่ยังอธิบายไม่ได้
เอสยืนดูอยู่ฝั่งหนึ่ง ไม่แก้ข้อโต้แย้งใดๆ เขารอคำถามนี้มาั้แ่แรกอยู่แล้ว และรู้ว่าจิวจะตอบได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ที่เขาจะพูดแทน
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงอายุของจิวอีก
ต่อมาเอสได้นึกถึงคลังสมบัติที่เห็นมาั้แ่เด็กว่ามันรกมากจึงได้คิดแผนการนึงขึ้นมา
าาแห่ง Kaldi มีพระนามว่า Lungo Crema Kaldi พระองค์อายุห้าสิบต้นๆ ผมเริ่มมีสีเงินปนอยู่ที่ขมับ สายตาคมแต่ไม่เย็น และมีนิสัยหนึ่งที่เอสสังเกตมาั้แ่เด็กคือชอบเงียบฟังนานกว่าที่คนส่วนใหญ่ทนได้ก่อนจะพูดอะไร
เอสเข้าเฝ้าในห้องทำงานส่วนพระองค์ ไม่ใช่ท้องพระโรงใหญ่ที่ต้องพูดให้ทุกคนได้ยิน แต่เป็ห้องที่มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่กองด้วยแผนที่และเอกสาร กลิ่นกาแฟเข้มข้นแทรกอยู่ในอากาศบ่งบอกว่าาาอยู่ที่นี่มาตลอดเช้า
"มีเื่อะไรจะเสนอ?" าาถาม ไม่ได้มองแผนที่ที่เอสวางลงบนโต๊ะทันที แต่จ้องมองเอสก่อน สายตาที่ชั่งน้ำหนักอยู่เงียบๆ เหมือนกำลังตัดสินว่าเด็กตรงหน้าคิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเองจริงหรือมีคนกระซิบมาให้
เอสไม่หลีกสายตา
"เื่คลังสมบัติของอาณาจักรครับ"
เขาใช้เวลาอธิบายประมาณยี่สิบนาที แบ่งสมบัติออกเป็สามหมวดตามที่คิดมา
หมวดแรกคือสมบัติที่ขายได้ พวกเพชรพลอยและโลหะมีค่าที่สะสมอยู่ในคลังแต่ไม่ได้ใช้งาน เอสยกสถิติราคาทองใน่สิบปีที่ผ่านมาที่เขาเก็บข้อมูลมา แสดงให้เห็นว่าราคาทองขึ้นสม่ำเสมอ ถ้าแปลงเพชรพลอยเป็ทองคำตอนนี้แล้วเก็บไว้ คลังจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
าาฟังโดยไม่แสดงสีหน้า นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สองครั้งแล้วหยุด
หมวดที่สองคือสมบัติที่ใช้งานได้ อาวุธโบราณและชุดเกราะที่เก็บสะสมไว้นับร้อยชิ้นแต่ไม่มีใครแตะต้อง เอสเสนอให้กระจายให้ทหารฝีมือดีแทนที่จะปล่อยทิ้งไว้ให้เสี่ยงถูกขโมย อาวุธที่ถูกใช้งานมีคุณค่ามากกว่าอาวุธที่นอนหลับในคลัง
หมวดที่สามคือสมบัติที่ขายไม่ได้และใช้ไม่ได้ ของโบราณที่เก่าเกินจนเปราะบาง เคลื่อนย้ายไม่ได้โดยไม่เสียหาย เอสเสนอให้สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเก็บรวมกัน เก็บค่าเข้าชมและทำเป็แหล่งท่องเที่ยว
าาเงียบอยู่นานตามนิสัย
"อาณาจักรเรามีของน่าดูน้อยมาก" พระองค์พูดในที่สุด "คนจะมาดูแค่พิพิธภัณฑ์แล้วก็กลับบ้าน ไม่คุ้มกับการลงทุน"
เอสรอคำถามนี้
"ถ้างั้นต้องให้เขามีเหตุผลอยู่นานขึ้นครับ" เขาพูด "และผมมีข้อเสนอในเื่นั้น"
าายกคิ้ว
เอสหยิบกระดาษแผ่นที่สองออกมา บนนั้นมีรายชื่ออาหารหลายสิบรายการพร้อมคำอธิบายสั้นๆ ทำจากวัตถุดิบที่มีในอาณาจักรทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ต้องนำเข้าจากต่างแดน
"อาหารครับ" เอสพูด
าามองกระดาษ อ่านชื่อเมนูบางส่วนออกเสียงเบาๆ "ต้มยำ แกงเขียวหวาน ผัดไทย..." พระองค์หยุด "ชื่อแปลกดี"
"อาณาจักรเรามีเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดในโลก แต่รูปแบบอาหารของเราซ้ำกับทุกอาณาจักรใกล้เคียง" เอสพูดต่อ "ขนมปัง ซุป เนื้อย่าง ไม่มีอะไรที่ทำให้คนอยากเดินทางมาเป็พิเศษ"
เขาหยุดสักครู่แล้วพูดต่อ "แต่ลองนึกภาพครับ กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดของต้มยำที่ใช้ตะไคร้และใบมะกรูดจากป่าทางเหนือ สีเขียวเข้มของแกงที่ต้มนานจนเนื้อนุ่มละลาย รสชาติที่หากินไม่ได้ที่อื่น ถ้ามีอาหารแบบนี้ คนก็มีเหตุผลที่จะมาที่นี่ และมีเหตุผลที่จะอยู่นานขึ้น"
าาไม่พูดทันที สายตาออกจากกระดาษและกลับมามองเอสอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม
"แล้วมีแผนยังไงต่อ?"
"เริ่มจากร้านข้างถนนครับ ไม่ต้องลงทุนมาก ช่วยสร้างอาชีพให้คนที่ไม่มีทุนเปิดร้านใหญ่ได้ ถ้าอาหารดี ชื่อเสียงจะกระจายเอง แล้วค่อยขยับขยายต่อ"
าาเงียบอีกรอบ นานกว่าครั้งก่อน
"เ้าคิดเื่นี้มาั้แ่เมื่อไหร่?"
"ั้แ่ตอนสิบขวบที่ออกไปเดินตลาดครับ" เอสตอบตรงๆ
าามองลูกชายอยู่นาน สายตาที่อ่านไม่ออกแต่ไม่ใช่สายตาที่เ็า มีบางอย่างในนั้นที่เอสไม่แน่ใจว่าคืออะไร ไม่ใช่ความภูมิใจ ไม่ใช่ความสงสัย แต่เป็บางอย่างที่อยู่ระหว่างสองอย่างนั้น
"ทำแบบที่เ้าคิดไว้" พระองค์พูด "แต่รายงานความคืบหน้าทุกเดือน"
เอสโค้งศีรษะ
และในหัวเขา เส้นทางที่วางไว้ั้แ่ก่อนที่จะรู้จักตัวเองในชาตินี้เริ่มต้นอย่างเป็ทางการ
นี่คือก้าวแรก ก้าวเล็กๆ บนแผนที่ที่ยังต้องวาดต่ออีกนาน แต่มันเริ่มแล้ว