ข้าคือผู้สืบทอดบรรพชนเทพคนสุดท้าย

    ตอนที่ 27 : ตัวเต็งแห่งการคัดเลือก

    ข่าวการประกบคู่ระหว่างหลินเย่และหลี่เฟิงแพร่กระจายไปทั่วลานเมฆาขาวอย่างรวดเร็ว แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะยอมรับว่าหลินเย่เป็นม้ามืดของปีนี้ แต่เมื่อเทียบกับหลี่เฟิงแล้ว ช่องว่างระหว่างทั้งสองยังคงชัดเจนอยู่มาก

    หลี่เฟิงเป็นศิษย์รวมปราณขั้นหก มีพื้นฐานจากตระกูลผู้ฝึกตนระดับกลาง ได้รับการฝึกฝนและทรัพยากรมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์ ประสบการณ์ต่อสู้ หรือโอสถบ่มเพาะ ล้วนเหนือกว่าศิษย์ทั่วไปหลายเท่า หลายคนถึงกับเชื่อว่าเขามีโอกาสคว้าอันดับหนึ่งของการคัดเลือกในครั้งนี้

    ในทางกลับกัน หลินเย่เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาภายในสำนักอย่างเงียบงัน ไม่มีภูมิหลัง ไม่มีผู้สนับสนุน และมีพรสวรรค์ระดับธรรมดา สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ คือความสุขุมและการสังเกตที่เหนือกว่าคนทั่วไป

    เช้าวันถัดมา ลานประลองแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ศิษย์นอกที่ตกรอบไปแล้วจำนวนมากต่างกลับมาชมการต่อสู้ของเหล่าตัวเต็ง ขณะที่บนอัฒจันทร์ ผู้อาวุโสหลายคนก็นั่งเฝ้าสังเกตผู้ที่มีโอกาสกลายเป็นศิษย์ในรุ่นใหม่

    "คู่ต่อไป หลินเย่ พบกับ หลี่เฟิง!"

    เสียงผู้ตัดสินดังก้องไปทั่วลาน

    หลินเย่ก้าวขึ้นเวทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนหลี่เฟิงเดินขึ้นมาอย่างสงบนิ่งเช่นกัน เขาประสานมือให้คู่ต่อสู้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

    "ในที่สุดก็ได้ประลองกับเจ้า"

    หลินเย่คารวะตอบ "ข้าก็รอคอยเช่นกัน"

    หลี่เฟิงยิ้มบาง ๆ "ไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีเจตนาดูถูกเจ้า คนที่เดินมาถึงรอบนี้ได้ ไม่มีใครอ่อนแอ"

    คำพูดนั้นทำให้ผู้ชมหลายคนประหลาดใจ เพราะแม้จะเป็นตัวเต็งอันดับต้น ๆ แต่หลี่เฟิงกลับไม่มีความเย่อหยิ่งเหมือนคนจากตระกูลใหญ่ส่วนมาก

    ผู้ตัดสินมองทั้งสอง ก่อนยกมือขึ้น

    "เริ่มได้!"

    ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างของหลี่เฟิงก็พุ่งออกไปอย่างมั่นคง ไม่รวดเร็วฉูดฉาดเหมือนหวังเฉิง แต่ทุกย่างก้าวกลับให้ความรู้สึกหนักแน่นและไร้ช่องโหว่ กระบี่ในมือเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำที่ไหลต่อเนื่อง ไม่มีการเร่งจังหวะ ไม่มีการฝืนพลัง

    หลินเย่รับการโจมตีแรกด้วยความระมัดระวัง แรงปะทะเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เขารับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคู่ต่อสู้คนนี้กับคนก่อนหน้า หลี่เฟิงไม่ได้พึ่งพาความเร็วหรือวิชาพิเศษ แต่เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง

    กระบี่ทั้งสองปะทะกันหลายครั้งติดต่อกัน ผู้ชมด้านล่างเริ่มเงียบลง เพราะพวกเขามองออกว่าหลินเย่กำลังเสียเปรียบอย่างชัดเจน แม้จะยังตั้งรับได้ แต่การเคลื่อนไหวของหลี่เฟิงกลับสมบูรณ์แบบเกินไป

    บนอัฒจันทร์ ผู้อาวุโสเฉินพยักหน้าเบา ๆ

    "เด็กคนนั้นฝึกพื้นฐานมาดีมาก ตระกูลของเขาคงไม่ธรรมดา"

    ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวเสริม "ส่วนหลินเย่ แม้จะอ่อนด้อยด้านพลัง แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของเขาน่าชื่นชมจริง ๆ"

    กลางลานประลอง หลินเย่ค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละก้าว เขาพยายามมองหารูปแบบการโจมตีของอีกฝ่ายเหมือนทุกครั้ง แต่ยิ่งสังเกตมากเท่าไร เขาก็ยิ่งพบว่าหลี่เฟิงแทบไม่มีจุดบกพร่องให้ฉวยโอกาสเลย

    หลังปะทะกันกว่าสิบกระบวนท่า หลี่เฟิงจึงหยุดลงชั่วครู่

    "เจ้ากำลังหาช่องโหว่ของข้าใช่หรือไม่?"

    หลินเย่ไม่ตอบ

    หลี่เฟิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ "อาจารย์ของข้าเคยสอนว่า หากพื้นฐานแข็งแกร่งเพียงพอ ต่อให้พรสวรรค์ไม่สูง ก็สามารถก้าวเดินต่อไปได้ไกล ดังนั้นหลายปีมานี้ ข้าจึงฝึกซ้ำอยู่เพียงไม่กี่วิชา"

    "และดูเหมือนว่า..."

    เขามองหลินเย่ด้วยแววตาสงบ

    "เจ้าก็เป็นคนประเภทเดียวกับข้า"

    คำพูดนั้นทำให้หลินเย่นิ่งไปเล็กน้อย

    บางที หากทั้งสองคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน พวกเขาอาจกลายเป็นสหายที่ดีต่อกันก็ได้

    แต่ในวันนี้ พวกเขาคือคู่แข่ง

    หลี่เฟิงยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง พลังปราณภายในร่างเริ่มไหลเวียนอย่างมั่นคง

    "กระบวนท่าสุดท้าย หากเจ้ารับได้ ข้ายินดีต่อสู้ต่อจนถึงที่สุด"

    หลินเย่สูดลมหายใจลึก ก่อนกำกระบี่แน่นขึ้น

    แม้จะรู้ว่าตนเสียเปรียบ แต่เขาไม่คิดยอมแพ้โดยง่าย

    เพราะบนเส้นทางแห่งการฝึกตน บางครั้งผลแพ้ชนะอาจไม่สำคัญเท่ากับการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

    และในวินาทีต่อจากนี้ การต่อสู้ที่แท้จริงของทั้งสองคน กำลังจะเริ่มต้นขึ้น