ตะวันเคลื่อนต่ำลงจนเกือบลับแนวเขา มู่เฉินเหนื่อยล้าจากการล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งตลอดทั้งวัน แม่ว่าพวกมันจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่เมื่อนับรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหมอกสีแดงนับว่าอันตรายมากเช่นกัน วันแรกในการล่าเขาสังหารหมาป่าขนเพลิงยี่สิบตัวและวานรเขี้ยวเงินสามตัว เขาแร่เอาเนื้อเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดของหมาป่าขนเพลิงติดตัวมาเพียงสองชิ้น ซึ่งนับว่าพอสำหรับการกินมื้อค่ำและมื้อเช้าวันถัดไปเท่านั้น ในเวลากลางคืนการอยู่ลำพังในพื้นที่ของสัตว์อสูรเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างมาก มู่เฉินจึงเลือกซอกผาขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่สูงจากพื้นราวสองจั้งเป็นที่พัก แสงตะวันร้อนแรงถูกสับเปลี่ยนเป็นแสงจันทรา บรรยากาศรอบด้านเริ่มเย็นเยือก มีเพียงกองไฟเบื้องหน้าเท่านั้นให้ความอบอุ่นกับเขา หลังจากจัดการเนื้องย่างหมดแล้วเขาก็เริ่มหยิบตำราออกมาวางเรียงกันทั้งแปดเล่ม เขากวาดสายตาผ่านทีละเล่มอย่างชั่งใจ “ตำราโอสถทั้งสามเล่มยังไม่จำเป็นตอนนี้ ทักษะกระบี่ก็ยังไม่จำเป็นนักเพราะข้าไม่มีกระบี่ ปราณทมิฬหลินเยว่ห้ามข้าฝึกก่อนจะหลอมสายเลือดสมบูรณ์ ส่วนหมัดสังหารเทวะข้าฝึกขั้นต้นได้แล้ว” สายตามู่เฉินหยุดลงที่สองตำราที่เหลือ “ฝึกการหลอมสายเลือดก่อนละกันจากนั้นค่อยฝึกเจ็ดก้าวมายา” เขาตัดสินใจและหยิบตำราสายเลือดทมิฬขึ้นมาอ่านทันที ‘การสืบทอดสายเลือดทมิฬนับเป็นการเผชิญหน้ากับฟ้าดิน หากเจ้ายังคงก้มหัวให้กับสวรรค์จงล้มเลิกไปเสียตอนนี้ แต่หากเจ้าหาญจะเหยียบย่ำสวรรค์ ห่ำหั่นปฐพี จงฝึกฝนโดยใช้ทุกอย่างที่เจ้ามี แม้แต่ชีวิตและวิญญาณก็เช่นกัน’ มู่เฉินตะลึงงันกับถ้อยคำที่เขียนในหน้าแรก ช่างเป็นคำพูดที่อหังการนัก ‘เหยียบย่ำสวรรค์ ห่ำหั่นปฐพี’ ตัวตนของผู้ที่เขียนตำรานี้หากไม่ใช่คนบ้าสติเลอะเลือนก็คงเป็นยอดยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นแน่ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า อหังการยิ่งนัก ดี ดีเยี่ยม ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าการเหยียบย่ำสวรรค์ ห่ำหั่นปฐพีมันเป็นเช่นไร” มู่เฉินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มันช่างตรงกับใจเขายิ่งนัก เขาเปิดตำราทีละหน้าอ่านทุกคำโดยละเอียด เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามเขาอ่านจบส่วนแรก หัวใจเขาแทบร่วงหล่นออกมาเมื่อคิดถึงสิ่งที่อ่านในตำรากับเหตุการณ์ที่เขาผ่านมาก่อนหน้านี้
ในตำราบอกชัดเจนว่าการปลุกสายเลือดทมิฬต้องรอให้ปราณทมิฬในจุดตันเถียนก่อตัวสำเร็จ ส่วนมากจะเป็นช่วงอายุครบสิบเจ็ดปี จากนั้นจะกระตุ้นโดยแก่นโลหิตทมิฬหนึ่งหยด การปลุกสายเลือดก่อนเวลาถือเป็นสิ่งต้องห้ามรุนแรง อย่างไรก็ตามทุกสิ่งที่เขาทำล้วนขัดต่อวิธีการในตำรา เขาปลุกสายเลือดตอนอายุ 15 ปีและที่สำคัญเขาใช้แก่นโลหิตทมิฬถึงสิบหยด อาจเรียกได้ว่าเขารอดมาได้ถือเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ส่วนที่สองของตำราเป็นสิ่งที่เขาต้องการทราบทุกรายละเอียดเพราะมันคือการหลอมสายเลือด เขาใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามในการจดจำ การหลอมสายเลือดคือการสร้างหัวใจทมิฬโดยใช้แก่นโลหิตทมิฬ ขั้นตอนแรกคือการกำเนิดเมล็ดพันธุ์ทมิฬ ขั้นที่สองคือการกำเนิดเนื้อเยื่อทมิฬและขั้นสุดท้ายกำเนิดหัวใจทมิฬ การทำทั้งสามขั้นตอนต้องใช้ปราณอสูรจำนวนมากหลอมรวมเข้ากับแก่นโลหิตทมิฬที่เขามี “การกินผนึกอสูรจะได้รับปราณอสูรมากกว่ากินเนื้อของมันประมาณห้าถึงสิบเท่า แต่ปัญหาคือผนึกอสูรจะพบได้เฉพาะสัตว์อสูรระดับสามขึ้นไป...เห้ออ พรุ่งนี้คงต้องลองลงไปยังเหวชั้นที่สามเสียแล้ว” มู่เฉินเริ่มกังวลเมื่อต้องตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรดี การล่าสัตว์อสูรที่เหวชั้นหนึ่งไม่เป็นปัญหาใด แต่หากเป็นชั้นสามนับว่าเสี่ยงอย่างมาก เช้าวันต่อมา มู่เฉินลงจากซอกผาและมุ่งหน้าลงไปยังชั้นที่สอง ในชั้นนี้มีหมอกสีแดงเบาบางลงเล็กน้อย เขาสามารถยืดระยะการมองเห็นออกไปได้ถึงห้าจั้ง มู่เฉินไม่สนใจกับการตามล่าสัตว์อสูรในชั้นที่สองแม้แต่น้อย เขาเร่งเดินทางไปยังชั้นที่สามให้เร็วที่สุด แต่กระนั้นยังคงประจันหน้ากับสัตว์อสูรถึงสามตัว เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม มู่เฉินยืนอยู่ที่ชายขอบของชั้นสาม เป็นดั่งที่เขาคาดการณ์ไว้ หมอกชั้นสามเบาบางลงไปอีกสามส่วนทำให้การมองเห็นยืดระยะไปจนถึงแปดจั้ง แต่ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลใจมากขั้นเพราะต้นไม้ที่หนาแน่นขึ้นซึ่งเป็นการง่ายสำหรับการซ่อนตัวของสัตว์อสูร มู่เฉินตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายดักรอ เขาขึ้นไปแอบซ่อนบนพุ่มไม้สูงสองจั้ง เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่สายตาและหู เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ในที่สุดเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งกระโจนฝ่าหมอกแดงเข้ามาอย่างกระทันหัน มันคือเสือขนาดใหญ่ ขนทั้งตัวเป็นสีแดงโลหิต
มู่เฉินเตรียมพร้อมที่จะพุ่งสังหารแต่เขากลับชะงักค้างเมื่อสายตาเขาจับต้องไปยังแผลขนาดใหญ่บริเวณลำคอของมัน เลือดยังคงใหลออกมาสาดกระเซ็นลงตามพื้น ถึงเวลานี้เขาพอเดาสถานการณ์ได้แล้ว เสือโลหิตตัวนี้ถูกทำร้ายมามันกำลังหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ถึงสองลมหายใจหลังจากเสือโลหิตพุ่งออกมา อีกร่างที่มีขนาดใหญ่กว่าเสือโลหิตเกือบเท่าตัวปรากฏในคลองจักษุของเขา เลือดในกายของมู่เฉินแทบจับตัวเป็นก้อน ‘นั่นมันกระทิงสายฟ้าที่เป็นสัตว์อสูรระดับสี่ไม่ใช่รึ? ทำไมมันถึงมาโผล่ที่ชั้นสามได้?’ มู่เฉินจ้องมองไปยังผู้มาใหม่พร้อมกับใคร่ครวญในใจ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะต่อสู้กับสัตว์ระดับสี่ได้ ตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงหลบซ่อนตัวต่อไป เสือโลหิตหยุดการกระโจนหนี มันหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากระทิงสายฟ้าพร้อมคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ตอนนี้มันรู้ว่าไม่อาจหลบหนีได้ต่อไปจึงไม่มีทางเลือกสำหรับมัน สัตว์อสูรทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันด้วยความรวดเร็วแต่ด้วยบาดแผลสาหัสของเสือโลหิตทำให้มันเคลื่อนที่ได้ช้าลงอย่างมาก เขากระทิงสายฟ้าเสียบเข้าที่อกเสือโลหิตและสะบัดอย่างแรง ร่างที่ท่วมไปด้วยเลือดของเสือโลหิตกระเด็นไปพร้อมแรงสะบัด
แต่ในขณะนั้นเองกลับเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อขึ้น เสือโลหิตรวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นใจ มันขยับกรงเล็บจากเท้าหน้าทั้งสองข้างตะปบเข้าที่ดวงตาทั้งสองของกระทิงสายฟ้า เลือดสาดกระเซ็นออกมา โลกของกระทิงสายฟ้าดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด มันพุ่งตัวชนต้นไม้หักระเนระนาดพร้อมกับเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด มู่เฉินที่นิ่งเงียบตลอดเวลาพลันพุ่งกายลงจากพุ่มไม้พร้อมกับหมัดข้างขวาที่ปกคลุมไปด้วยปราณทมิฬหนาแน่น เขาต้องลงมือแล้ว โอกาสที่ดีเช่นนี้ไม่อาจหาได้ง่ายนัก หากปล่อยไว้กระทิงสายฟ้าอาจจะวิ่งเตลิดหายไปก่อน โครม!!! พลังทำลายมหาศาลจากหมัดกำราบมารปะทะเข้าที่หัวกระทิงสายฟ้า ร่างอันใหญ่โตทรุดลงไปกองกับพื้น แต่มันยังไม่สิ้นใจในทันที เมื่อพยุงกายได้มันพุ่งสวนกลับมาโดยสัญชาตยาณการต่อสู้ มู่เฉินเหมือนกับคาดการณ์ได้ล่วงหน้าหมัดเขาจึงพร้อมปล่อยออกครั้งที่สองทันที ปัง!!! หมัดที่สองของเขาเป็นดั่งประกาศิต หัวกระโหลกมันยุบเข้าไปทันทีเมื่อโดนหมัดกำราบมารซ้ำที่จุดเดิม ร่างอันใหญ่โตล้มลงโดยไร้เสียงร้องทรมาน “โชคเข้าข้างข้านัก หากมันไม่เสียตาทั้งสองข้าง ข้าคงไม่มีโอกาสที่จะสังหารมันได้” มู่เฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาใช้มีดสั้นเปิดกระโหลกของสัตว์ทั้งสองแล้วหยิบผลึกอสูรออกมา มันมีขนาดเท่านิ้วมือ ผลึกของเสือโลหิตเป็นสีแดงเข้ม ในขณะที่ของกระทิงสายฟ้าเป็นสีขาวโปร่งแสงและมันมีพลังงานเข้มข้นมากกว่าถึงสามเท่า มู่เฉินนั่งลงทำสมาธิแล้วโยนผลึกอสูรสีแดงเข้าปาก ปราณอสูรเข้มข้นถูกดูดเข้าไปในจุดตันเถียนเป็นสองสาย สายแรกประมาณเจ็ดส่วนพุ่งตรงเข้าไปยังแก่นโลหิตทมิฬทั้งสิบหยด สายที่สองประมาณสามส่วนถูดดูดกลืนโดยหลินเยว่ที่นั่งหลับตาสนิทอยู่ด้านหลังปราณทมิฬ ‘เจ้า!!!’ มู่เฉินถึงกลับพูดไม่ออก ปราณอสูรที่เขาต้องเสี่ยงชีวิตแลกมากลับถูกนางขโมยไปต่อหน้าต่อตาโดยทำอะไรไม่ได้ ‘เห้อ...ช่างเถอะ ถือซะว่าตอบแทนที่ช่วยข้าปลุกพลังสายเลือดแล้วกัน’ มู่เฉินส่ายศรีษะอย่างจนใจ ผลึกอสูรระดับสี่ของกระทิงสายฟ้าถูกโยนเข้าปากอีกครั้ง ปราณอสูรที่เข้มข้นมากกว่าผลึกของเสือโลหิตถึงสามเท่าถูกดูดกลืนทันทีและขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปเช่นเดิม แก่นโลหิตทมิฬได้รับเจ็ดส่วนและหลินเยว่ขโมยไปสามส่วน มู่เฉินเลิกสนใจการดูดกลืนของหลินเหยว่ เขากลายเป็นผู้บ้าคลั่งในการสังหารสัตว์อสูร สิ้นสุดวันแรกเขาสังสารอสูรระดับสามได้ถึงเจ็ดตัวและวันต่อๆมาเขาก็สังหารได้มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปสิบวันอย่างรวดเร็ว มู่เฉินนั่งในซอกผาแห่งหนึ่งขณะที่มือขวาโยนผลึกอสูรระดับสามเข้าปากอย่างต่อเนื่อง ปราณอสูรมากมายถูกหลอมโดยปราณทมิฬและเมื่อผลึกอสูรเม็ดที่หนึ่งร้อยถูกดูดกลืนจนหมดสิ้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ปราณอสูรจำนวนมหาศาลและแก่นโลหิตทมิฬทั้งสิบหยดหลอมรวมและบีบอัดจนกลายเป็นผลึกสีดำขนาดเท่าเมล็ดถั่ว “ในที่สุดก็สำเร็จ เมล็ดพันธุ์ทมิฬ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินหัวเราะด้วยความดีใจที่สำเร็จขั้นตอนที่หนึ่งของการหลอมสายเลือดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมันยังเหลืออีกสองขั้นตอนคือกำเนิดเนื้อเยื่อและกำเนิดหัวใจ ปัง!!! พลังงานคล้ายเส้นด้ายสีดำระเบิดออกมาจากเมล็ดพันธุ์ทมิฬอย่างกระทันหัน มันกระจายตัวไปเชื่อมต่อยังจุดลมปราณทั้งร้อยแปดแห่งในร่างกายของเขา ‘ปลดผนึกทักษะสายเลือด สัมผัสเทวะ’ เสียงทรงอำนาจดังก้องในหัวมู่เฉินหลังจากการเชื่อมต่อของจุดลมปราณทั้งร้อยแปดสำเร็จ ‘ท่าน...เป็นท่าน?’ มู่เฉินตะลึงงันทันที เขารับรองได้ว่าเขาจำเสียงนี้ได้ มันคือเสียงทรงอำนาจที่เขาเคยได้ยินเมื่อตอนที่เขาหมดสติหลังจากดื่มแก่นโลหิตทมิฬเข้าไป ‘สัมผัสเทวะ? มันคือสิ่งใดกัน?’ เขาถามด้วยความสงสัย แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาแม้แต่น้อย เขาจึงล้มเลิกการถามและดึงจิตออกมาจากจุดตันเถียน “โอ้...นี่มัน” ทันทีที่ดึงจิตกลับมาดวงตาเขาเบิกโพลงอย่างตื่นเต้น รอบด้านเป็นความมืดมิดยามราตรีแต่สายตาเขากลับมองเห็นได้ถึงห้าส่วนของยามกลางวัน ไม่เพียงสายตาเท่านั้นหูเขาสามารถได้ยินเสียงที่ห่างออกไปราวห้าลี้*และที่น่าทึ่งที่สุดคือเขาสามารถตรวจจับปราณรอบตัวได้ถึงสามลี้แม้จะมีสิ่งกีดขวางอยู่(*1 ลี้ = 500 เมตร) “สัมผัสเทวะ นี่มันคือสัมผัสเทวะเช่นนั้นรึ?” หลังคลายอาการตื่นเต้นจากสัมผัสเทวะ บรรยากาศยามราตรีกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มู่เฉินยืนเหม่อคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีเรื่องมากมายที่เป็นปริศนาทั้งเรื่องของหลินเยว่ เรื่องบิดาที่จากไป แต่เรื่องที่ค้างคาในใจเขามากที่สุดคงเป็นเรื่องที่มาสายเลือดและปราณของเขา เหตุใดเขาจึงแตกต่างจากทุกคนในตระกูลมู่? เขาเป็นคนตระกูลมู่ไม่ใช่รึ? การติดอยู่กับปริศนาเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อันใด มู่เฉินสะบัดหน้าไล่ความสงสัยออกไป ตอนนี้เขาควรมุ่งไปที่การฝึกฝน เมื่อเขาแข็งแกร่งมากพอคงจะได้รับคำตอบเหล่านั้นเอง มู่เฉินเริ่มอ่านตำราเจ็ดก้าวมายา เจ็ดก้าวมายาเป็นการประสานการเคลื่อนไหวเข้ากับการหมุนเวียนของปราณฟ้าดินซึ่งต้องใช้ทักษะการสัมผัสที่แข็งแกร่งเพื่อให้เกิดการสอดประสานอย่างสมบูรณ์ “ทักษะสัมผัสที่แข็งแกร่งรึ? น่าสนใจ เกรงว่าหากสัมผัสเทวะที่ข้ามีฝึกไม่สำเร็จคงไม่มีใครฝึกได้อีกแล้ว” มู่เฉินพูดด้วยความเชื่อมั่น ที่เขาพูดไม่ผิดไม่แต่น้อย สัมผัสเทวะถือเป็นทักษะสัมผัสที่แข็งแกร่งมาก หากเป็นก่อนหน้านี้มีคนบอกเขาเกี่ยวกับความสามารถของสัมผัสเทวะ เขาคงมองเป็นเรื่องขบขันเท่านั้น ตะวันจันทราสลับหมุนเวียนไม่รู้จบ มู่เฉินยังคงใช้เวลาแต่ละวันกับการล่าสัตว์อสูรและดูดกลืนปราณอสูร หนึ่งเดือนผ่านพ้นไปเกิดเนื้อเยื่อรอบเมล็ดพันธุ์ทมิฬอย่างหนาแน่น ส่วนหลินเหยว่ยังคงนั่งหลับตานิ่งไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แต่หากสังเกตจะพบว่านางมีการเปลี่ยนแปลงเพราะมีม่านพลังเย็นเยือกเวียนวนอยู่รอบกายนาง มู่เฉินโยนผลึกอสูรสิบเม็ดสุดท้ายที่เขามีเข้าปากรวดเดียว เนื้อเยื่อรอบเมล็ดพันธุ์ทมิฬพลันกระตุกสั่นไหวอย่างรุนแรง แม้จะไม่มีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้นแต่เขาทราบดีว่าขั้นที่สองของการหลอมสายเลือดสำเร็จแล้ว “อีกสองเดือน ข้าจะต้องสร้างหัวใจทมิฬให้ได้” มู่เฉินตะโกนก้องด้วยความมุ่งมั่น หลินเยว่กล่าวว่าเขาต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนจึงจะสำเร็จ หากเขาทำสำเร็จภายในสองเดือนข้างหน้านี้ เขาจะใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามเดือนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเขามีโอกาสที่จะฝึกยุทธ์ได้ไวขึ้นและเมื่อหลินเยว่ตื่นขึ้นมาจะพบว่าเขาแข็งแกร่งกว่าที่นางคาดไว้มากนัก มู่เฉินใช้ชีวิตดั่งหุ่นเชิด กลางวันล่าสัตว์อสูรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตอนเย็นอ่านตำราอย่างบ้าคลั่ง หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเขาก็อ่านตำราจบทุกเล่มแต่มันยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เขายังคงกลับมาอ่านใหม่อีกรอบโดยเฉพาะตำราโอสถทั้งสามเล่ม เขาต้องการจดจำสมุนไพรทุกชนิด ในขณะเขาล่าสัตว์อสูรเมื่อพบสมุนไพรเหล่านั้นเขาจะเก็บกลับมาด้วยทุกครั้ง จนตอนนี้ด้านในของซอกหินกองเต็มไปด้วยสมุนไพรนับร้อยต้น ตอนนี้เขาไม่มีเตาหลอมจึงทำได้แค่รวบรวมสมุนไพรให้ได้มากที่สุดเท่านั้นแต่เมื่อใดที่เขากลับออกไปมันจะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฝึกยุทธ์ของเขาอย่างแน่นอน เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย สัตว์อสูรในเหวชั้นที่สามเริ่มมีจำนวนลดน้อยลง หลังจากผ่านมาอีกหนึ่งเดือนเขาล่าสัตว์อสูรได้เพียงหกส่วนจากที่เคยล่าได้ แต่ก็นับว่าไม่เลวนักเพราะหัวใจทมิฬก่อรูปจนเกือบสมบูรณ์แล้ว