มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 45 ปลอมแปลงตัว

            นักสู้ร่างสูงใหญ่สวมชุดรัดกุมสีดำปราศจากแขนเสื้อมองเห็นกล้ามเนื้อช่วงแขนเป็นมันมัด สะพายดาบใหญ่ยืนเฝ้าประตูสำนักประมูล หากผู้ใดพบเห็นต้องประเมินว่านักสู้ผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่มีกำลังแขนอันแข็งแกร่งด้วยดาบใหญ่ที่สะพายหลังหากกวัดแกว่งโดยสองมือที่มีกล้ามเป็นมัด ๆ ย่อมตัดขาดแม้เป็นเสาเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง ..

     

            บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำผลักประตูสำนักประมูลเข้ามา เหลือบมองไปยังนักสู้ผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูแวบหนึ่งด้วยประกายตาอันคมกล้า นักสู้ร่างสูงใหญ่เมื่อสัมผัสกับสายตาอันคมกล้าต้องสะดุ้งคราหนึ่ง พึมพำขึ้นในใจ  

     

            ."งะ !! ..ช่างเป็นสายตาที่คมกล้าอะไรเช่นนี้ ..แต่ไฉนมิอาจสัมผัสระดับปราณยุทธได้เลย ดุจดังคนธรรมดาผู้ที่ไร้ปราณยุทธ ..แล้วเหตุไฉนคนผู้นี้ถึงมีประกายตาที่คมกล้าปานนั้น " 

     

            นักสู้ร่างใหญ่เกิดสงสัยขึ้นชั่วครู่ แต่ไม่นานก็สลัดทิ้งความสงสัยที่เกิดขึ้นยืนทำหน้าที่ต่อไป.. เนื่องจากตั้งแต่ทำหน้าที่ดูแลเฝ้าประตูสำนักประมูลนี้มาก็มักพบเจอบุคคลที่มีความประหลาดมากมายบางคนก็ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ไม่ต้องการให้ผู้ใดจดจำได้ บางคนก็ต้องการให้ผู้คนจดจำ หลากหลายบุคลิก ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชาวยุทธ.

     

            บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำ คำนึงขึ้น

     

            "ช่างเป็นสถานที่อันโอ่อ่านัก เพียงแค่ยามเฝ้าประตูก็เป็นนักสู้ระดับปราณขุนพลระดับเจ็ด ขั้นสอง ช่วงชั้นกลาง มิทราบเจ้าของสถานที่นี้จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ปานใด"

     

            บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำมองไปด้านในห้องโถงเรียงรายด้วยตู้กระจก ด้านหลังตู้กระจกมีชายชราผมขาวนั่งก้มหน้ากำลังใช้แว่นขยายส่องสำรวจวัตุในมืออย่างสนใจยิ่ง  บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำเดินเข้าไปหาพร้อมแค่นเสียงสอบถามขึ้น เสียงแหบแห้งเย็นเยียบถึงกระดูก กล่าวขึ้น..

     

            "เฮอะ !! .สถานที่แห่งนี้มิรับแขกรึอย่างไร หากเป็นเช่นนั้นข้าจะได้ไปที่อื่น "

     

            ทันที่ที่ได้ยินเสียงเสียงแหบแห้งเย็นเยียบถึงกระดูก ชายชราผมขาวขมวดคิ้วและกระตุกวาบนิดหนึ่ง  เงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้ที่ส่งเสียงรบกวนด้วยความไม่พอใจ แต่ทันทีที่ได้สบตาพานพบกับสายตาอันคมกล้า ชายชราผมขาวถึงกับผงะ ครุ่นคิดขึ้น 

     

            "ช่างเป็นสายตาที่คมกล้านัก พลังจิตวิญญาณยิ่งลึกลำ้ เหตุไฉนเมื่อครู่มิได้สัมผัสพลังปราณใด ๆ ออกมา ข้าละนึกว่าเป็นแค่คนไร้พลังปราณ ชาวบ้านธรรมดานำของมาขาย" 

     

            เมื่อพบเจอสภาพเช่นนี้ ชายชราผมขาวรีบเปลี่ยนท่าทีในทันที่  แย้มยิ้มและกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวล

     

            "มิทราบนายท่านต้องการให้สำนักประมูลเชียงหยางรับใช้เช่นไร หากช่วยเหลือได้ทางสำนักประมูลยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เมื่อครู่ต้องขออภัยที่เสียมารยาท เนื่องจากข้าพเจ้ากำลังพิจารณาของโบราณจึงมิได้สังเกตุเห็นนายท่าน นายท่านต้องการสิ่งใดหรือต้องการประเมินอะไรหรือขอรับ ?"

      

            บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำมิได้กล่าวอันใดเพียงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาวางบนตู้กระจก  ชายชราผมขาวเหลือบมองและหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นขวดแก้วธรรมดา จึงเปิดฝาขวดออก ทันที่ที่ฝาขวดเปิดกลิ่นโอสถอันหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อได้สัมผัสกลิ่น สีหน้าชายชราผมขาวเปลี่ยนไปทันทีรีบก้มมองในขวด อุทานขึ้นมาว่า  

     

            "โอสถระดับห้า "  ชายชราผมขาววางขวดแก้วลงบนตู้กระจกและรีบกล่าวตะกุกตะกักว่า  ท่า..น  ...ท่าน..ร..รอ..สักครู่..ได้หรือไม่ข้อต้องไปตามปรมาจารย์หลิวกู่ของสำนักประมูลของเรามาตรวจสอบโอสถเม็ดนี้ด้วยตัวเอง"

     

            "อืม"  บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำ กล่าวตอบอย่างเย็นชา  เขานั่งลงที่โต๊ะรับรองเอามือกอดอกพร้อมหลับตานิ่งมิสนใจสิ่งใด

     

            ชายชราผมขาวเห็นเช่นนั้น จึงรีบก้าวเดินออกจากห้องไป

     

            ที่แท้บุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำก็คือกังหลง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา กังหลงจึงแอบออกมาจากเรือนรับรองอาคันตุกะและเข้าร้านซื้อหาเปลี่ยนชุดคลุมสวมหมวกปิดบังรูปโฉมที่แท้จริง ปรับสร้อยปิดลมปราณซ่อนชีพจรให้เสมือนตนไร้พลังลมปราณพร้อมดัดเสียงให้แหบแห้งเย็นชาเพื่อมิให้ใครจดจำได้  

     

            กังหลงวางแผนที่จะนำโอสถระดับห้าระดับต่ำเม็ดเดียวที่ตนปรุงได้ก่อนออกจากหอนิลกาลจน์ ออกประเมินเพื่อหาเงินไว้ใช้จ่ายระหว่างใช้ชีวิตภายนอก และคิดจะใช้ห้องโอสถเพื่อปรุง โอสถปราณเมฆินทร์ โอสถยกระดับปราณระดับสี่ ระดับสูง เตรียมไว้สำหรับตัวเองใช้ในการทะลวงไปสู่ปราณระดับราชันย์ 

     

            อีกทั้งเมื่อปรุงโอสถสำเร็จจะได้ทดสอบกับสมาคมโอสถท้าทายความสามารถเผื่อโชคดีได้รางวัลสักเล็ก ๆ น้อย ๆ  และเมื่อท้าทายบททดสอบของสมาคมโอสถเสร็จสิ้น ก็จะลองทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์ของเมืองเหอหนานดู เผื่อว่ามีวาสนาถ้าผ่านสักหนึ่งชั้นอาจสุ่มได้ของรางวัลมีค่าไว้แลกเป็นเงินทุนในการใช้จ่ายภายภาคหน้า  เพราะขณะนี้กังหลงพานพบแล้วว่านอกจากพลังฝีมือ เงินทองก็มีความสำคัญยิ่งยามที่ต้องอยู่ในเมืองในชุมชนเช่นนี้ 

     

            กังหลงวางแผนการเดินทางไว้ว่าหลังจากทดสอบในเมืองเหอหนานเสร็จสิ้น ก็จะได้เดินทางไปยังตระกูลหยางต่อเพื่อเยี่ยมเยือนพี่น้องร่วมสาบานของบิดา

     

            ครุ่นคิดเลื่อนลอยไปชั่วครู่ก็สัมผัสได้ว่าในรัศมีร้อยเมตรได้มีผู้ที่มีพลังจิตวิญญาณที่กล้าแข็งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ดูท่าคงเป็นปรมาจารย์ที่ชายชราผมขาวบอกว่าจะไปตามเป็นแน่แท้

     

            รอคอยชั่วครู่ชายชราผมขาวจึงกลับมาถึงพร้อมกับชายชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินยาวประบ่า ระดับปราณยุทธจาการสำรวจอยู่ที่ปราณขุนพลระดับหกขั้นสุด...สวมชุดสีเขียวมรกตดูตัดกับผมสีเงินยิ่งนัก ..หน้าอกเสื้อด้านขวาปักรูปเตากลั่นขนาดสามนิ้วสีทองปรานีตสวยงาม ด้าน ล่างรูปเตากลั่นปักไว้ด้วยดาวทองห้าแฉกเต็มทั้งสามดวง สะท้อนแสงวาววับสะดุดตา 

     

            นี่บ่งบอกว่าเป็นนักปรุงโอสถระดับสามระดับสูงผู้หนึ่ง  ผู้ที่สามารถเป็นนักปรุงโอสถระดับสามระดับสูงที่ผ่านการรับรองจากสมาคมโอสถของอาณาจักรได้ ถือว่ามีความสามารถพอตัว เนื่องด้วยทั้งอาณาจักรเนตรอสูร จำนวนนักปรุงโอสถระดับสามระดับสูงขึ้นไปนั้น ถือว่าหาได้ยากยิ่ง จนสามารถนับตัวตนได้ 

     

            นักปรุงโอสถระดับห้าที่แสดงตัวและผ่านการรับรองจากสมาคมโอสถมีเพียงห้าผู้อาวุโสของสมาคมโอสถอาณาจักรเนตรอสูรเท่านั้น นักปรุงโอสถระดับสี่มีไม่เกินสิบห้าคนทั้งอาณาจักร  

     

            ส่วนนักปรุงโอสถระดับสามมีแค่ประมาณสามสิบคนทั้งอาณาจักร นักปรุงโอสถที่ตำ่กว่าระดับสามลงมาถือว่ามีมากที่สุดรวมกันแล้วประมาณหนึ่งร้อยคน สรุปแล้วทั่วทั้งอาณาจักรมีนักปรุงโอสถที่ผ่านการรับรองจากสมาคมโอสถและมีอิทธิพลจริง ๆ ไม่ถึงหนึ่งร้อยคน

     

            ผู้ที่เป็นนักปรุงโอสถแม้จะเป็นเพียงนักปรุงโอสถระดับหนึ่งระดับต่ำก็ยังได้รับการนับหน้าถือตา และถ้าเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับสามขึ้นไป จะยิ่งมีอิทธิพลในวงนักเลง สามารถระดมชาวยุทธให้กระทำการต่าง ๆ ได้ดุจมีกองทัพทหารหมื่นนายในมือ  

     

            ผู้คนหรือนักปรุงโอสถทั่วไปจึงพยายามและมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านไปเป็นนักปรุงโอสถระดับสาม แต่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ บางคนหากไร้พรสวรรค์ไร้ครูบาอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว การจะผ่านไปเป็นนักปรุงโอสถระดับสามได้นั้นแม้จะฝึกฝนจนแก่เฒ่าก็อาจเป็นได้เพียงนักปรุงโอสถระดับสองระดับสูงเท่านั้น  จึงเป็นสาเหตุให้นักปรุงโอสถระดับสามขึ้นไปส่วนใหญ่จึงมีความเย่อหยิ่งยึดถือในเกียรติของตัวเองเป็นยิ่งนัก 

     

            ชราสูงวัยรูปร่างท้วมผมสีเงินที่มีรูปเตากลั่นปักด้านล่างไว้ด้วยดาวทองห้าแฉกเต็มทั้งสามดวง เดินยืดอกมือไพล่หลังสายตามองสูงคล้ายเหยียดหยามทุกผู้คนอยู่ในสายตา  เหลือบมองไปทางกังหลงแวบหนึ่งและหันไปมองขวดโอสถบนตู้กระจก หยิบขวดขึ้นมาและเปิดฝา

     

     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน