บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 ผ้าสีแดง

                เมื่อได้ยินคำว่า“หวงฉวน” หมิงอวี่ก็สะดุ้ง มันจะ ... เป็นกระบี่แบบไหนกันนะ?

               หวงฉวนดินแดนปรโลก สัญลักษณ์แห่งความตาย!

                จี้หงหลิงเล่าต่อไปว่า “ท่านลุงของข้าฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจนสามารถไปยืนอยู่ตรงหน้ากระบี่หวงฉวน แต่กลับถูกพลังวิญญาณแห่งความตายที่เปล่งออกมาจากในตัวกระบี่เล่นงานจนบาดเจ็บ! เพราะกระบี่เล่มนั้นทำร้ายไปถึงอวัยวะภายใน ท่านลุงถึงได้ตายก่อนตายเขาได้บอกข้าน้อยอีกว่า ...”

               “ว่าอะไร?” หมิงอวี่ถาม

               “ใต้กระบี่หวงฉวนไร้ทางรอด ปลิดวิญญาณทันทีที่ปลายกระบี่ไปถึง!”

                ต่อให้ในเวลานี้คนที่พูดประโยคนี้จะเป็นจี้หงหลิงแต่นางก็นึกสีหน้าท่าทางตอนที่ท่านลุงตายในตอนนั้นได้เป็นอย่างดีมันเป็นความรู้สึกที่เสียวสันหลังอย่างมาก

               ที่จริงจี้หงหลิงเองก็คิดอยากจะไปค้นหากระบี่หวงฉวนในดินแดนอสูรว่านโซ่วด้วยตัวเองแต่ว่า ทุกครั้งที่นางเห็นภาพการตายของท่านลุงอย่างอนาถในใจของนางก็เกิดความหวาดกลัว พูดตรงๆ ก็คือ นางไม่อยากไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น

               แต่สิ่งที่บันทึกอยู่ในแผนที่นี้คือตำแหน่งที่อยู่ของกระบี่หวงฉวน ศาสตราวุธระดับเก้าเป็นกระบี่แห่งราชันย์ไม่ว่าหมิงอวี่จะเดินทางไปค้นหากระบี่นี้หรือไม่ น้ำใจชิ้นนี้ก็ถือว่าใหญ่มาก!

                “องค์ชายลองทำความคุ้นเคยกับวิธีการควบคุมมีดบินปี้ลั่วดูก่อนหากรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ข้าค่อยเปลี่ยนเป็นของที่มูลค่าเทียบเท่าให้กับท่าน”

               ระหว่างที่พูด จี้หงหลิงก็นำแผนที่ยื่นให้กับหมิงอวี่ที่จริงนางกำลังหยั่งเชิงหมิงอวี่อยู่ เพื่อยืนยันพลังความสามารถของเขา

               หากหมิงอวี่สามารถหยิบมีดบินปี้ลั่วขึ้นได้ก็แสดงว่าเขามีพลังความสามารถและพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งเหนือกว่านางถ้าอย่างนั้นมันก็คู่ควรที่นางจะสานสัมพันธ์ต่อ

               หมิงอวี่มองดูรูปแบบของมีดบินแล้วจดจำลักษณะอย่างละเอียดจากนั้นก็หลับตาลงนึกภาพในใจ เขาเริ่มตั้งจิต น้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็กลายเป็นจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นในทันทีราวกับกระแสน้ำที่ทะยานสู่ท้องฟ้า

               มีดบินเก้าเล่มลอยขึ้นมากลางอากาศในทันที มีดบินที่มีน้ำหนักมากเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของหมิงอวี่กลับคล่องแคล่วว่องไวราวกับไร้น้ำหนักหมิงอวี่สั่งให้มีดบินปี้ลั่วนั้นพุ่งออกไปปักอยู่บนกำแพงราวกับปักอยู่บนก้อนเต้าหู้

               “มีดดี เพียงแต่ใช้งานครั้งแรกมันเกินแรงนิดหน่อย หากคิดอยากควบคุมมีดบินได้ทั้งหมดเก้าเล่มยังต้องฝึกอีกมาก”

            หมิงอวี่บ่นพึมพำ จากนั้นเขาก็ตั้งจิต ดึงเอามีดบินออกมาจากกำแพงแล้วกลับมาอยู่ข้างกายเขาเหมือนเดิม

            ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จี้หงหลิงเห็นด้วยตาทุกอย่างนางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงนางเคยลองพยายามอยู่ตั้งหลายครั้งถึงพอจะเริ่มควบคุมมันได้บ้างแต่หมิงอวี่ใช้งานครั้งแรกก็สามารถฝึกได้ถึงระดับนี้เลย!

            ดูท่าองค์ชายสิบเจ็ดไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปจริงๆ !

            ที่ผ่านมา จี้หงหลิงคิดว่าหมิงอวี่ก็แค่เด็กหนุ่มที่มาจากเขตเมืองเล็กๆแต่ใครจะไปคิดว่าเขาไม่เพียงเป็นถึงองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าหมิงแต่เขายังมีพลังฝีมือที่สุดยอดเช่นนี้ด้วย

            เดิมนางยังคิดอยากจะให้หมิงอวี่มาเป็นผู้ยุติการท้าชิงของเมืองใต้ดินหวังเฉิงตอนนี้คิดดูแล้วก็น่าขำ หมิงอวี่เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ สถานที่เล็กๆอย่างเมืองใต้ดินหวังเฉิงจะกักขังตัวเขาเอาไว้ได้อย่างไรกัน?

            “ในเมื่อองค์ชายสิบเจ็ดคิดว่าใช้คล่องมือ ข้าก็มอบมันให้ท่านเลยแล้วกันนะ”จี้หงหลิงยิ้ม “ยังมีเกราะแขนเฮยจินกับแผนที่กระบี่หวงฉวนนี่ท่านก็รับไว้ด้วยนะเจ้าคะ”

            “ที่อยู่ของกระบี่หวงฉวนมันยังมีสุดยอดเคล็ดวิชามีดบินปี้ลั่วอยู่อีกหนึ่งชุดน่าเสียดายที่ในเวลานั้นท่านลุงของข้าเอาเคล็ดวิชากลับมาได้แค่บางส่วนเท่านั้นส่วนสุดยอดเคล็ดวิชาไม่ได้มา”

            หมิงอวี่เข้าใจในทันที ดูท่าแล้ว หากได้กระบี่หวงฉวนมาน่าจะไม่ได้แค่ตัวกระบี่อย่างเดียว แต่ยังได้เคล็ดวิชาของกระบี่แล้วก็เคล็ดวิชามีดบินด้วยแน่นอน!

            พอคิดได้แบบนี้ หมิงอวี่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่มีผลงานไม่รับค่าจ้างของเหล่านี้ข้าชอบมาก เอาอย่างนี้ดีไหม นายหญิงจี้แจ้งราคาข้ามาได้เลยนะ”

            ต่อให้หมิงอวี่จะชอบของพวกนี้มากแค่ไหน แต่เขาก็อยากจะได้มันมาด้วยตัวเองไม่ใช่ได้มันมาง่ายๆ เพียงเพราะฐานะที่เขามี

            จี้หงหลิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น องค์ชายก็ทรงเกรงใจเกินไปแล้วเอาอย่างนี้ดีไหมข้าให้เวลาองค์ชายสองปี องค์ชายต้องเสด็จเอาเงินมาจ่ายเดือนละหนึ่งล้านเหรียญหยกดำหลังครบสองปีก็ถือว่าชำระเงินก้อนนี้จนครบดีไหม”

               ราคารวมทั้งหมดยี่สิบสี่ล้านเหรียญหยกดำหรือ?

            ที่จริงแล้วแค่มีดบินปี้ลั่วศาสตราวุธระดับเก้าอย่างเดียวก็ขายได้สิบล้านแปดแสนเหรียญหยกดำแล้วส่วนเกราะแขนเฮยจินก็ทำจากเหล็กดำทองอย่างดีมีพลังในการคุ้มกันสูงมากและยังมีพื้นที่เก็บของหนึ่งร้อยตารางเมตรเป็นของที่หาได้ยากมาก ก็สามารถขายได้ถึงสองล้านเหรียญหยกดำส่วนแผนที่ซ่อนกระบี่หวงฉวน อย่างน้อยก็มีราคามีมูลค่าสูงถึงสี่ล้านเหรียญหยกดำ

            เพราะกระบี่หวงฉวนนั้นเป็นศาสตราที่มีระดับสูงกว่าระดับเก้าในราชวงศ์ต้าหมิง อาวุธเช่นนี้มีมูลค่าที่ประมาณการไม่ได้เลย ไม่ว่าจะตั้งราคาสูงแค่ไหนก็มีคนยอมควักกระเป๋าซื้อและในความเป็นจริงก็แทบจะหาซื้อไม่ได้เลย เพราะศาสตราวุธระระดับสูงแบบนี้มักตกไปอยู่ในมือของคนที่มีอำนาจความสามารถกันหมดแล้วถึงมีเงินก็หาซื้อไม่ได้เลย

            ดังนั้น ราคายี่สิบสี่ล้านเหรียญหยกดำก็เป็นราคาที่ทำให้หมิงอวี่ถึงกับปาดเหงื่อมันเป็นราคาที่เกินความสามารถของหมิงอวี่มาก แล้วยังต้องมาเดือนละครั้งคิดว่าคงไม่ได้แค่เอาเงินมาให้แน่ ...

            “ข้าจ่ายมัดจำให้ก่อนครึ่งปี”

            หมิงอวี่กระแอมไอ จากนั้นก็หยิบถุงเก็บของสีดำที่มีเงินหกล้านเหรียญหยกดำที่เหลือของเขาออกมาจากนั้นก็เอาของที่เหลืออื่นๆ ทั้งหมดใส่ไปในเกราะแขนเฮยจินแล้วก็โยนถุงเก็บของสีดำให้กับจี้หงหลิง

            “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น อีกครึ่งปีให้หลัง ข้าจะเอาเงินที่เหลือมาจ่ายให้” พูดจบ หมิงอวี่ก็ลุกขึ้นคำนับแล้วเดินไปทางประตู

            น้ำเสียงของจี้หงหลิงนุ่มนวลและเศร้า “องค์ชายจะไม่อยู่สนทนาอีกสักหน่อยหรือเจ้าคะ?”

            จี้หงหลิงมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าอกที่อวบอิ่ม ทรวดทรงองค์เอวหรือจะเป็นผิวพรรณที่ขาวเรียบเนียน ทั้งยังมีความสง่างามที่ออกมาจากภายในล้วนแต่ทำให้ผู้ชายหลงใหล

            แต่หมิงอวี่กลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขานั้นสนใจแต่กระบี่หวงฉวน

            ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผู้ชายที่ได้พบจี้หงหลิงล้วนแต่เห็นนางเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าไม่เหมือนหมิงอวี่ที่ให้ความสำคัญกับกระบี่มากกว่าตัวนาง

            ก่อนหน้านี้จี้หงหลิงส่งสัญญาณให้แล้วหลายต่อหลายครั้งหากเป็นผู้ชายทั่วไปคงหลงนางจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว แต่ว่าหมิงอวี่กลับไม่สนใจเลย

            แต่นี่ก็ทำให้จี้หงหลิงยิ่งสนใจในตัวของหมิงอวี่มากขึ้นกว่าเดิมอีกหากเป็นเหมือนผู้ชายที่ยอมนางทั่วไปแล้ว นางจะไม่อยากไปสนใจเลยการสยบผู้ชายอย่างหมิงอวี่ได้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ทำให้นางรู้สึกมีความสุขมา     

            “ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำอีก คงอยู่ต่อไม่ได้จริงๆ ” หมิงอวี่หันหลังกำลังจะเดินออกไปแต่กลับถูกจี้หงหลิงห้ามเอาไว้อีกครั้ง

            “ช้าก่อน”

            จี้หงหลิงยิ้ม “พูดมาตั้งนานองค์ชายยังไม่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้าเลย เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะถอดผ้าคลุมสีแดงนี่ออกองค์ชายค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ก็ได้”

            พูดจบ นางก็ค่อยๆ ถอดผ้าสีแดงออก เผยโฉมใบหน้าอันงดงามหมดจดออกมา!

            เดิมดวงตาเยี่ยงพญาเหยี่ยวของนางก็กระชากวิญญาณผู้ที่ได้พบเห็นแล้วเมื่อจี้หงหลิงถอดผ้าคลุมสีแดงออก เสน่ห์ก็แทบจะล้นทะลักออกมาจนหมด

            ใบหน้าที่งดงามมีเสน่ห์เย้ายวนใจ ผิวพรรณขาวผ่อง ริมฝีปากที่มีรอยยิ้ม และไฝเสน่ห์อีกหนึ่งเม็ดทำให้นางดูน่าหลงใหลอย่างยิ่ง ต่อให้นางจะสวมชุดสีแดงหลวม แต่ก็ปิดบังรูปร่างอันเร่าร้อนของนางเอาไว้ไม่อยู่

            จี้หงหลิงยืนขึ้นมาแล้วเดินไปหาหมิงอวี่ หมิงอวี่ถอยหลัง นางก็ขยับเข้าหาหมิงอวี่ถอยหลังไปอีก นางก็ขยับเข้าหาอีก ...

            จนกระทั่งหมิงอวี่นั้นถอยหลังชนกำแพง จี้หงหลิงถึงได้แนบชิดตัวของเขานางใช้ขาเรียวยาวเกี่ยวไปที่ช่วงเอวของหมิงอวี่ แล้วยกมือขวาดันไปที่กำแพงหน้าอกของนางแนบไปที่หน้าอกของหมิงอวี่ ใบหน้าของนางอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงหนึ่งนิ้วมือเท่านั้น

            แสงไฟสีแดงอ่อนในห้อง และของสวยงามที่อยู่ใกล้เพียงคืบทำให้บรรยากาศมันดูคลุมเครือแปลกๆ

            จี้หงหลิงกระซิบไปที่ข้างหูของหมิงอวี่ แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “อือ ...องค์ชาย ไม่ทราบว่าของขวัญพิเศษชิ้นนี้ที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้ เป็นอย่างไรบ้าง ... ”

            ถูกต้อง ของขวัญพิเศษที่จี้หงหลิงหมายถึงนั้น ก็คือตัวนางเอง!

            เมื่อนางยั่วยวนขั้นสูงสุดแบบนี้ ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่ต้านทานได้ แล้วหมิงอวี่จะยกเว้นไปได้อย่างไร?

            เพียงแต่ ตั้งแต่หมิงอวี่ได้พบกับเฮยจี เขาก็เหมือนมีพลังต้านทานความงามสูงขึ้นมากต่อให้จี้หงหลิงจะยั่วยวนและมีเสน่ห์แค่ไหน แต่ก็เทียบกับเฮยจีไม่ได้เลย ... มันกลับทำให้หมิงอวี่นึกถึงวันแรกที่เขาได้พบเฮยจีภาพที่นางอยู่ใต้แสงจันทร์ด้วย

            นั่นถึงเรียกว่างดงามไร้ที่ติ ...

            หมิงอวี่ถอนหายใจ แต่เปลือกนอกก็ยังแสดงความชื่นชม เขาพูดว่า “อือข้ารู้สึกว่าใบหน้าของนายหญิงจี้นั้นงดงามยิ่งนักรูปร่างก็สมส่วนมีเสน่ห์เหนือผู้ใด ทำให้ข้าตะลึงอย่างมาก ฮ่าฮ่า เอาล่ะข้าขอตัวก่อนนะ”

            ระหว่างที่พูดเขาก็มุดออกมาตรงช่องว่างระหว่างมือขวาของจี้หงหลิงอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หมุนตัวไปทางประตูใหญ่ทันที

            “ท่าน ... ท่านไม่ชอบหรือ?” จี้หงหลิงมองไปที่หมิงอวี่ด้วยความตะลึง

            “ข้าก็บอกแล้วไง มีเสน่ห์เหนือผู้ใด เจ้าสุดยอดมาก ข้าเอาใจช่วยนะ”

            หมิงอวี่ชูกำปั้นขึ้นเพื่อให้กำลังใจ จากนั้นก็ปิดประตูห้องแล้วจากไปทันที

            จี้หงหลิงยืนอึ้งไป นางจับไปที่หน้าของตัวเองจากนั้นก็วิ่งไปส่องกระจกที่โต๊ะนางก็ยังสวยเหมือนเดิมนี่นา

            เมื่อครู่จากจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นนางสัมผัสได้ว่าหมิงอวี่ก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากผู้ชายทั่วไปแต่ว่าทำไมผู้ชายคนอื่นแทบเป็นบ้าแต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่ได้รู้สึกว่านางสวยที่สุดจริง แต่ตอบตามมารยาทกลับมาเท่านั้นเอง...

            อีกทั้งหมิงอวี่ยังชมนางเยอะแยะ ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่ามันเป็นคำพูดที่เอาไว้ใช้หลอกเด็กสามขวบ!

            จี้หงหลิงนั่งลงบนเก้าอี้ ในใจของนางเริ่มรู้สึกสนใจในตัวหมิงอวี่มากขึ้น

            “หมิงอวี่ สักวัน ข้าจะทำให้เจ้ายอมสยบต่อข้าให้ได้!”

            นางเอ่ยคำสาบานออกมาอย่างจริงจัง จี้หงหลิงเดินกลับมาที่อ่างน้ำนมอีกครั้งคิดจะจีบผู้ชาย ก็จะต้องดูแลตัวเองให้สวยที่สุดก่อน

            ที่จริงจี้หงหลิงสวยมาก แค่นางยังสู้เฮยจีไม่ได้เท่านั้นเอง

            ถ้ามีสักวันที่จี้หงหลิงได้พบเฮยจี ไม่รู้ว่าสีหน้าของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง!

            หลังจากที่หมิงอวี่เดินออกจากห้องมา เขาก็รู้สึกสับสนไปหมด

            ตั้งแต่เขาได้รู้จักเฮยจี ผู้หญิงอย่างจี้หงหลิงในสายตาของหมิงอวี่ก็ไม่ได้สวยเท่าไรวินาทีที่นายหญิงจี้ยั่วยวนเขา ในหัวของเขากลับมีแต่หน้าของเฮยจีเต็มไปหมด

            บ้าชะมัด เพราะเฮยจีทำให้มาตรฐานความสวยงามของเขามันสูงมากแล้วต่อไปเขาจะไปหาคนรักได้จากไหนล่ะเนี่ย?

            หมิงอวี่มึนสุดๆ แต่พอคิดว่าเขาได้เกราะแขนเฮยจินกับมีดบินปี้ลั่วรวมถึงกระบี่หวงฉวนด้วย เขาก็รู้สึกดีใจมาก มากจนแสดงออกมาทางสีหน้า

            ผู้ดูแลซ่งเห็นสีหน้าท่าทางของหมิงอวี่ก็แอบคิดในใจว่าเจ้าหนูนี่มีบุญจริงๆเอาชนะใจคนอย่างนายหญิงได้ด้วย

            และตลอดเส้นทางที่เดินผ่านลานประลองทุกคนก็หันมามองหมิงอวี่ด้วยสีหน้าท่าทางที่อิจฉาอย่างมาก

            “เห็นหน้าองค์ชายสิบเจ็ดไหมสดชื่นเชียว ดูเหมือนเพิ่งจะ ... แค่กๆ ”

            อีกคนกำหมัดแน่นแล้วพูดด้วยความโมโหว่า “ฮุ แค่สองก้านธูปเองร้ายกาจแล้วเหรอ? ข้าเองก็ทำได้”

            “พอเถอะ เจ้าคิดมากไปก็ไม่มีบุญอย่างหมิงอวี่หรอก” มีคนพูดแบบปลงๆ

            “ถ้าเจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”

            ทุกคนพูดคุยกัน น้ำเสียงดูปวดใจกันเหลือเกินคิดว่าเรื่องในวันนี้น่าจะแพร่กระจายไปทั่วแน่

            ......

            ตอนที่หมิงอวี่กำลังจะออกจากเมืองใต้ดินหวังเฉิงบนลานประลองยุทธ์ของทางราชสำนัก กลับมีไฟส่องสว่าง!

            ลานประลองที่มีรัศมีกว่าพันเมตรล้อมรอบไปด้วยนายทหารชั้นยอดพวกเขาแต่ละคนถือคบเพลิงในมือ ทำให้ทั่วทั้งลานประลองยุทธ์สว่างไสว

            แสงสว่างไสว ราวกับตอนกลางวัน!

            ตรงกลางลานประลอง หมิงเสวียนสวมชุดลายมังกรสีน้ำเงินยืนอยู่ตรงกลางเสวียปู้หุ่ยที่รูปร่างสูงใหญ่ราวสองเมตรยืนอยู่ตรงข้ามเขาส่วนอีกด้านหนึ่งมีเซิ่นเจิ่นโหวยืนอยู่

            ด้านหน้าลานประลองหมิงเฉินเหยียนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอยู่ท่ามกลางเหล่าวีรบุรุษเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางไปดินแดนอสูรว่านโซ่วในเช้าวันต่อไป!

            “เสวียนเอ๋อร์ ก่อนออกเดินทาง ให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว”

            สายตาของหมิงเฉินเหยียนนั้นคาดหวังมาก แล้วก็กังวลมากเช่นกัน

            ก่อนจะเดินทางไปที่ดินแดนอสูรว่านโซ่วหมิงเฉินเหยียนคิดอยากจะทดสอบความสามารถของหมิงเสวียนก่อนขอแค่หมิงเสวียนแสดงความสามารถที่สุดยอดออกมาเท่านั้น หมิงเฉินเหยียนถึงจะวางใจได้เพราะเขาจะไม่ยอมให้ลูกชายสุดที่รักของเขานั้นต้องเป็นอะไรไปเด็ดขาด!

            เหล่าผู้กล้ามารวมตัวกัน พลังอำนาจก็ราวกับสามารถถล่มภูเขาได้ทั้งลูกหมิงเสวียนตอบรับด้วยสีหน้าท่าทางนิ่งเรียบเขาหันไปมองเสวียปู้หุ่ยกับเซิ่นเจิ่นโหว แล้วพูดว่า “ท่านทั้งสอง เชิญ”

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน