ตอนที่ 19 เ้ายังมีแก่ใจขึ้นไปเก็บฟืนบนูเาอีกหรือ?
“โอ้ เ้ายังมีแก่ใจขึ้นไปเก็บฟืนบนูเาอีกหรือ? ไม่ใช่ว่าต้ายาของเ้านอนใกล้ตายอยู่บนเตียงหรอกรึ อะไรกัน ชีวิตคนไม่สำคัญเท่าไม้ฟืนหรืออย่างไร” ป้าซุนลิ่วจงใจค่อนแคะ
เมื่อััได้ถึงความเป็ศัตรู ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงหันความสนใจไปที่ป้าซุนลิ่วและตอบโต้ทันที
“ใครบอกท่านหรือว่าต้ายากำลังจะตาย คนคนนั้นเห็นทีว่าจะมีความแค้นกับท่านกระมัง? เมื่อวานนี้พี่สาวพี่สะใภ้ทั้งหลายที่ไปกับข้าต่างก็รู้ว่าต้ายาได้รับการช่วยเหลือให้กลับมาแล้ว ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ท่านเป็ห่วงนางมากมายถึงเพียงนี้ เมื่อต้ายาอาการดีขึ้น ทำไมท่านไม่หาอะไรไปเยี่ยมนางเสียหน่อยเล่า?”
โอ้ นางเอ่ยปากขอของจากตนงั้นหรือ ป้าซันลิ่วไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง เหตุใดข้าต้องเอาอะไรไปให้นางด้วย? นังเด็กนั่นแต่งเข้าตระกูลเฉียวไปตั้งหลายปี แม้กระทั่งไข่สักใบยังไม่ได้มา ยังมีหน้ามาเอาอะไรอีก”
“นังเด็กนั่นแล้วอย่างไร? ท่านเองไม่ใช่ผู้หญิงหรือ ท่านไม่ได้เกิดมาจากผู้หญิงหรอกหรือ หรือท่านเกิดจากท้องบิดา ชายกำยำร่างใหญ่ก็สามารถคลอดบุตรได้เช่นกันงั้นรึ” สีหน้าของไป๋เพ่ยเพ่ยประหลาดใจราวกับว่านางได้ค้นพบโลกใหม่
สตรีวัยกลางคนที่อยู่รอบ ๆ พากันหลุดหัวเราะคิกคักจนแทบจะะเิเสียงหัวเราะออกมา
เราทุกคนรู้ดีว่าป้าซุนลิ่วและไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ลงรอยกัน แต่ใครกันคาดคิดว่าป้าซุนลิ่วจะเริ่มต้นได้แย่ขนาดนี้
“เ้าสิที่บิดาเป็คนคลอดออกมา!” ป้าซุนลิ่วโกรธมาก นังนี่พูดอย่างนี้ได้อย่างไร?
“ก็ท่านเองไม่ใช่หรือที่เรียกต้ายาของข้าว่านางเด็กนั่น ดูถูกดูแคลนนาง? ข้าก็คิดว่าท่านเกิดมาจากท้องของบุรุษเสียอีก ถึงได้ดูถูกผู้หญิงด้วยกันนัก ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? เช่นนั้นข้าก็แปลกใจนัก ในเมื่อท่านเองก็เกิดมาจากท้องแม่ คนที่คลอดท่านมาเป็ผู้หญิง ท่านเองก็เป็สตรี แล้วเหตุใดท่านถึงดูถูกแม่ของท่าน รวมถึงดูถูกตัวเองด้วยเล่า?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยแสร้งทำเป็ฉงน ก่อนจะเปลี่ยนเป็ประหลาดใจ สีหน้าท่าทีของนางนั้นดูประหลาดใจเท่าที่จะทำได้ แสร้งทำอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ต้องก่อกวนกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ได้
“เป็ครั้งแรกเลยนะนี่ ที่ข้าได้รู้ว่าคนเราสามารถดูถูกตัวเองได้ด้วย หากตัวเรายังดูถูกตัวเราเอง... ์! เช่นนั้นท่านก็น่าสมเพชเวทนานัก ท่านรีบกล่าวบอกมาเร็วเข้าว่าท่านน่าสมเพชแค่ไหน พูดให้ข้าได้มีความสุขเสียหน่อยสิ”
"ไป๋เพ่ยเพ่ย!”
ป้าซุนลิ่วตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง หญิงสูงวัยโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง มีโทสะมากเสียจนเอื้อมมือออกมาตบไป๋เพ่ยเพ่ย
ไป๋เพ่ยเพ่ยไหนเลยจะยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วปล่อยให้นางตบได้เล่า
การต่อสู้เมื่อวานนี้ทำให้นางรู้ซึ้งถึงความสามารถในการต่อสู้ของตนได้อย่างชัดเจน หญิงสาวไม่พูดอะไรให้มากความ นางคว้าแขนที่ป้าซุนลิ่วเหวี่ยงมาออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะสะบัดมือตัวเองเข้าที่หน้าป้าซุนลิ่วแทน
เพียงได้ยินเสียง ‘เพียะ!’ ป้าซุนลิ่วพลันชะงักอยู่ที่เดิม ใบหน้าฉายชัดถึงความไม่อยากจะเชื่อ
“ไป๋เพ่ยเพ่ย! กล้าดียังไงมาตบข้า?!”
“คนที่คิดตบตีคนอื่น ก็ย่อมโดนตบตีกลับเสมอ ท่านเป็คนเริ่ม คิดว่าลงมือกับข้าได้ฝ่ายเดียว ไม่ยอมให้ข้าตอบโต้กลับงั้นหรือ? นี่มันมีเหตุผลบ้านไหนกัน?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างมีเหตุผล “แม้ว่าไปฟ้องทางการหรือหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ยังเป็ท่านอยู่ดีที่ไร้เหตุผล กล้าไหมล่ะ?”
“อ๊าย… ไป๋เพ่ยเพ่ย เ้ากล้าตบข้า ข้าจะเอาเื่เ้าให้ถึงที่สุด!” ฟ้องไม่ฟ้องอะไรกัน การที่นางตบต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ทำให้ป้าซุนลิ่วเป็บ้าขึ้นมาโดยพลัน กระโจนเข้าข่วนหน้าไป๋เพ่ยเพ่ยอย่างบ้าคลั่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าป้าซุนลิ่วประเมินความสามารถในการต่อสู่ของตนสูงเกินไป กรงเล็บที่ยื่นออกมาของนางนั้น สำหรับไป๋เพ่ยเพ่ยแล้ว ก็เหมือนกับลูกเจี๊ยบเท่านั้น
ไป๋เพ่ยเพ่ยใช้ไม่เกินสองท่าในการปราบนาง จากนั้นจึงกดทั้งตัวของหญิงชราลงไปที่พื้น
ป้าซุนลิ่วโกรธมากจนก่นด่าสาปแช่งบิดาแม่ของหญิงสาว เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยออกแรง นางก็จำต้องคว่ำหน้าลงแนบกับพื้น กินดินไปเสียเต็มปาก ไม่อาจก่นด่าได้อีก
พวกผู้หญิงที่ดูอยู่รอบ ๆ ต่างตกตะลึง พวกเราเพียงพูดคุยซุบซิบกันไป ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
“ทำ ทำ ทำไม... ถึงลงไม้ลงมือกันล่ะ?! นี่... นี่ไม่ใช่ว่าพูดคุยกันไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ภรรยาเซี่ยเหล่าเอ้อร์ เ้าปล่อยมือเสีย คนหมู่บ้านเดียวกัน เหตุใดถึงได้ลงมือกันหนักขนาดนี้”
“พระเ้า! ภรรยาเซี่ยเล่าเอ้อร์ มองไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเ้ามีฝีมือในการต่อสู้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเ้าต่อสู้เลยนะ...”
บางคนถึงกับตระหนักในใจว่าเมื่อครู่การกระทำของพวกเขา ไม่ได้ถูกไป๋เพ่ยเพ่ยสังเกตเห็นใช่ไหม?
หากนางเจ็บแค้นแล้วกลับมาล้างแค้นสักวันหนึ่ง ์! ตนจะรับมือได้ไหม?
ไป๋เพ่ยเพ่ยเองไม่ได้้าทำอะไรกับป้าซุนลิ่วจริง ๆ จัง ๆ หรอก เพียงแต่อยากสั่งสอนอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่ามีคนเริ่มว่ากล่าว จึงบอกให้พวกนางมาจับป้าซุนลิ่วไว้ อย่าให้มีแผล แล้วมาตำหนิติโทษทีหลัง
ป้าซุนหลิวยังคิดอยากสร้างเื่ต่อ แต่มีผู้หญิงสองสามคนรั้งตัวนางไว้แน่น ยกยิ้มให้ไป๋เพ่ยเพ่ยไปพลาง ในขณะที่อีกด้านมีคนจับป้าซุนลิ่วเอาไว้พร้อมกัดฟันเอ่ย “เ้าจะทำอะไร? มีทางให้ถอยก็ถอยเสีย เ้าเอาชนะนางไม่ได้อยู่ดี หากคิดอยากจะสู้ คนที่จะเสียเปรียบก็คือเ้า!”
“เมื่อตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เ้าต้องยอมถอยเพื่อไม่ให้ตกเป็เบี้ยล่างสิ พอได้แล้ว!”
“แค่ตัวเ้าเองก็ไม่เท่าไร แต่อย่าลากพวกเราลงไปด้วย!”
ใครจะอยากเข้ามาพัวพันในเื่นี้? หากไม่ใช่เพราะพวกนางยืนอยู่ที่นี่ด้วย และหากว่าจะเป็เื่ร้ายแรงจริง ๆ ป้าซุนลิ่วเกิดถูกทุบตีจนเกิดเื่ราวอะไรขึ้น พวกนางที่อยู่ตรงนี้ก็ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยอย่างไม่อาจเลี่ยง
ผู้หญิงเ่าั้เอ่ยกล่าวด้วยเสียงอันเบา ไป๋เพ่ยเพ่ยเองได้ยินบางส่วน แต่นางไม่ได้สนใจ หญิงสาวเอ่ยเรียกเซี่ยเหล่าเอ้อร์ จากนั้นก็หยิบเครื่องมือต่าง ๆ แล้วเดินจากไป
ในขณะที่เดินไป เซี่ยเหล่าเอ้อร์ได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ! แม้จะรู้ว่าอาจต้องพบเจอกับคนบ้าได้ ไม่รู้ว่าครอบครัวไหนปล่อยออกมา!
“เป็อะไรไป? เหตุใดจึงไม่พูดจาอะไรเลย? เพราะเมื่อครู่ข้าทะเลาะกับนางจึงทำให้ท่านอารมณ์เสียหรือ?”
หลังจากเดินออกมาไกลพอควร ไป๋เพ่ยเพ่ยก็มองไปยังเซี่ยเหล่าเอ้อร์ที่นิ่งเงียบอยู่นาน ไม่ปริปากเอ่ยอะไรเลย
“หงุดหงิดนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เพราะเ้าไปวิวาทตบตีกับนางหรอก หากแต่เป็เพราะข้าคิดว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์นัก ในเวลาเช่นนี้กลับช่วยอะไรเ้าไม่ได้เลย”
“หือ? ผู้หญิงทะเลาะกัน ผู้ชายอกสามศอกอย่างท่านจะมาช่วยอะไรได้กัน? หรือท่านจะช่วยข้าตบตีกับผู้หญิงอย่างนั้นรึ?!”
แม้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยไม่อยากจะยอมรับ แต่ในสมัยโบราณมันเป็เช่นนี้ การทะเลาะกันของผู้ชายและการวิวาทกันของผู้หญิงนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากนางทะเลาะวิวาทเสียจนไปถึงหูของหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็จะติเตียนว่ากล่าวสักสองสามประโยค แล้วให้เซี่ยเหล่าเอ้อร์กลับไปสั่งสอนนางให้ดี
แต่หากเป็เซี่ยเหล่าเอ้อร์ไปมีเื่ชกต่อยกับใครสักคน ผลของมันแทบจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงการติเตียนวิพากษ์วิจารณ์สักสองสามประโยคแน่นอน
“คราวหน้าหากสามีของนางปรากฏตัว ข้าจะต่อยเขาให้เ้า”
ไป๋เพ่ยเพ่ยแทบจะะเิหัวเราะออกมา เมื่อมองดูใบหน้าของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ ยิ่งมองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกชะตามากเท่านั้น
การที่มีผู้ชายที่สามารถปกป้องตนแบบนี้ได้โดยไม่ถามเหตุผลนั้น นางมีความสุขมากจริง ๆ!
ชั่วขณะหนึ่ง ใบหน้าของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ซ้อนทับกับใครบางคนอีกครั้ง
เมื่อมาถึงูเา หญิงสาวจึงได้รู้ว่าบริเวณรอบนอกนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน อะไรที่พอจะกินได้ก็ถูกชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเก็บกลับไปเกือบหมดแล้ว
ก็จริง ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ตระกูลเซี่ยที่ยากจน คนจำนวนไม่น้อยก็ยากจนเช่นกัน
ทำอย่างไรได้ พวกเขาทำได้เพียงต้องเดินขึ้นไปบนเขาเท่านั้น โชคดีที่เซี่ยเหล่าเอ้อร์มักจะขึ้นไปบนูเาเพื่อหาอาหารในยามที่เขาว่าง จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนี้ เขาชายหนุ่มจูงมือของไป๋เพ่ยเพ่ยเดินไปตามเส้นทาง ก่อนจะไปหยุดตรงจุดที่ไม่ค่อยมีคนเข้าถึงมากนัก
ที่นี่ ไป๋เพ่ยเพ่ยพบสมุนไพรที่้าจึงย่อตัวลงไปขุดขึ้นมาทันที
เซี่ยเหล่าเอ้อร์เห็นก็เอ่ยถามว่านาง้าให้ช่วยหรือไม่
ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงสาธิตวิธีการขุดให้เขาดู
เซี่ยเหล่าเอ้อร์เป็คนละเอียดรอบคอบมาก แม้ว่าเขาจะเป็ผู้ชาย แต่ก็ไม่มีการยึดชายเป็ใหญ่เลยแม้แต่น้อย เขาแทบจะทำได้ตามทุกสิ่งที่ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยปากขอ
เมื่อเห็นว่าเขาทำได้ดังนั้นแล้ว ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงยินดีให้เขาทำ อย่างไรเสียสมุนไพรที่นางขุดไปก็มีไว้สำหรับลูกชายและหลานสาวของเขาเช่นกัน ให้เขามีส่วนร่วมมากหน่อยก็ถือว่าเป็สิ่งที่สมควร
ทันใดนั้น ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันได้ยินการเคลื่อนไหวแปลก ๆ นางรีบหันมองไป ก็พบเข้ากับไก่ป่าซึ่งใกลัวจึงโผล่ขึ้นมาจากหญ้า
หรือว่านี่คือรังของมัน?
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่แน่ใจจึงรีบหยิบไม้จิ้มลงไปบนหญ้า
"ข้าทำเอง!"
เซี่ยเหลาเอ้อร์เมื่อเห็นว่านางจะทำอะไร ชายหนุ่มก็คว้ากิ่งไม้นั้นไปโดยไม่พูดไม่จา “งูเองก็หลบอยู่ในหญ้า หากมีงูขึ้นมาจะทำอย่างไร? เ้าไม่มีประสบการณ์ ให้ข้าเป็คนทำจะปลอดภัยกว่า”
ไป๋เพ่ยเพ่ย “...”
ท่านอยากให้ข้าลองเอางูออกมาให้ท่านดูไหมเล่า?