รุ่งเช้า บนจัตุรัสหยกขาวแห่งนี้ เต็มไปด้วยนักเรียนหลายหมื่นชีวิต
โดยคนส่วนใหญ่ ล้วนเป็อัจฉริยะของแต่ละสำนักในดินแดนแคว้นจิ่วโจว แต่ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับกิจกรรมศึกแห่งอิสรภาพที่จัดขึ้นโดยสำนักในครั้งนี้ใบหน้าของพวกเขากลับไม่มีความผ่อนคลายมากนัก
สายตาของนักเรียนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องไปยังนักเรียนที่ขัดแย้งกันในชีวิตประจำวันเงียบๆ
นักเรียนที่มีข้อพิพาทกันยามปกติเหล่านี้ มีความเป็ไปสูงว่าจะเป็คู่ต่อสู้ในกิจกรรมนี้
เพราะเป็โอกาสยากที่จะสามารถลงไม้ลงมือกันได้อย่างโจ๋งครึ่มคิดว่าพวกเขาคงไม่มีทางพลาดแน่นอน...
อาจารย์ที่ปรึกษาของแต่ละห้องกำลังนับจำนวนลูกศิษย์ของห้องตัวเอง ตอนนี้อาจารย์เซียนกระบี่หลิงเซียวก็อยู่ด้วยเช่นกัน
อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ยังคงมีกระบี่เหน็บเอว ชุดขาวโบกสะบัด
การแต่งกายอันสง่างามของเขา ดึงดูดสายตาของนักเรียนหญิงส่วนใหญ่แม้แต่นักเรียนหญิงห้องข้างๆ ก็ไม่เว้น
ในห้องหนึ่ง นอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขาแล้วความงดงามของดาวเด่นชื่อดังประจำสำนักอย่างซวนหยวนเฉิงกับซูเฉี่ยนอวิ๋นก็ดึงดูดสายมากเหลือคณานับเช่นกัน
ราวกับพวกเขาเป็ที่โปรดปรานของ์คนหนึ่งหล่อเหลาจนไร้มิตร อีกคนสวยงามจนขาดสหาย
รูปโฉมเหนือกว่าผู้คนไม่พอ แต่ยังมีพร์ในการบำเพ็ญเพียรผิดมนุษย์มนาขนาดนี้อายุยังน้อยก็บรรลุระดับหล่อเลี้ยงิญญาแล้วทำให้เหล่าอัจฉริยะทั้งหลายทั้งอิจฉาและริษยา
อันหลินก็มาถึงจัตุรัสหยกขาวั้แ่เช้าตรู่แล้วเช่นกันเขาเห็นนักเรียนมืดฟ้ามัวดิน เห็นคนแปลกหน้ามากมายที่ไม่เคยเห็น
เมื่อก่อนเป็เพราะสำนักใหญ่เกินไปเขาไม่มีความคิดอะไรเกี่ยวกับลูกศิษย์ห้าหมื่นคนตอนนี้ทั้งห้าหมื่นคนรวมตัวกันที่นี่ เขาถึงรับรู้ได้โดยตรงว่าเหตุการณ์เช่นนั้นน่าตะลึงขนาดไหน
แค่กลิ่นอายที่นักเรียนทั้งห้าหมื่นชีวิตแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ในทะเลที่มีคลื่นซัดโหมกระหน่ำแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเสียงไพเราะเพราะพริ้งก็ดังขึ้นมาจากใจกลางจัตุรัสหยกขาว
“ตอนนี้นับจำนวนนักเรียนเสร็จสิ้นแล้วลำดับต่อไปขอเรียนเชิญรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัว กล่าวเปิดพิธีกิจกรรมศึกแห่งอิสรภาพ”
อันหลินรู้ว่ารองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวเป็เซียน์ระดับหวนสู่ความว่างเปล่าได้ยินว่าเป็ผู้กุมอำนาจของสำนักความร่วมมือบำเพ็ญเซียนเรียกได้ว่างานของอาจารย์ใหญ่ มีเขาเป็ตัวแทนทั้งหมด
ส่วนอาจารย์ใหญ่ของสำนักความร่วมมือบำเพ็ญเซียนอันหลินอยู่ในสำนักแห่งนี้หลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา
ได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่มักจะวิ่งเต้นอยู่ข้างนอกนักเรียนที่โชคไม่ดี ั้แ่เข้าเรียนยันจบการศึกษาไม่มีโอกาสได้พบหน้าค่าตาอาจารย์ใหญ่เลย ทำได้แค่ชื่นชมอาจารย์ใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาผ่านรูปถ่าย...
รองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวมีคิ้วดกดำไว้หนวดดำสนิทเส้นหนา ดูตลกเป็อย่างมาก
ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อเห็นรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวอันหลินมักจะวาดภาพเสื้อแดงแมทช์กับเอี๊ยมสีน้ำเงินขึ้นในหัวโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่บนตัวเขา รูปร่างลักษณะแบบนั้นเป็มาริโอ้ที่มีความเหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ชัดๆ!
แม้รูปลักษณ์ของรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวจะค่อนข้างน่าขำแต่คำกล่าวเปิดพิธีของเขา กลับะเืขวัญเป็อย่างยิ่ง
เขายืนมือไพล่หลังอยู่กลางอากาศนั่นเป็กระบวนท่าที่มีเพียงเซียน์ที่ทำได้
เมื่อกลายเป็เซียน์จะมีพลังสามารถสร้างมิติได้ และการยืนกลางอากาศ ก็คือประโยชน์ใช้สอยเล็กๆอย่างหนึ่งของพลังมิติ
เสียงในการกล่าวเปิดงานของรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวไม่ดังแต่เสมือนว่าทุกคำพูดของเขาสามารถทะลุมิติได้เข้าไปในโสตประสาทของนักเรียนทั้งห้าหมื่นคน และเข้าสู่จิติญญาโดยตรง
วิธีแบบนี้ไม่ใช่การส่งเสียงเข้าโสตประสาทง่ายๆ แล้วแต่เป็การใช้พลังของพร์แห่งการถ่ายทอด ในถ้อยคำวาจาแฝงความหมายของ ‘ธรรม’ และ ‘มรรค’
อันที่จริงเนื้อหาที่รองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวกล่าวน่าเบื่ออย่างยิ่งหากคนทั่วไปพูดเนื้อหาเหล่านี้ คิดว่าคงจะมีนักเรียนหลับใหลกันระนาว
แต่เมื่อคำพูดออกมาจากปากรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวแล้วแต่ละคนกลับเหมือนสายฟ้าฟาด ะเืขวัญ ทำให้ปราศจากความง่วงงุนกลับกันรู้สึกว่าช่างมีเหตุผล!
ยกตัวอย่างเช่น หากคนทั่วไปพูดว่า น้ำที่เพิ่งเดือดห้ามดื่มจะลวกปากเอาได้
หากได้ยินประโยคนี้ คงจะไม่พูดพร่ำทำเพลง เงื้อมือแล้วฟาดลงไปทันทีแน่นอน คิดในใจว่านี่มันเหลวไหลไม่ใช่หรือไง!
แต่หากรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวเป็คนพูดว่า น้ำที่เพิ่งเดือดห้ามดื่มจะลวกปากเอาได้
จู่ๆ เราจะรู้แจ้งกระจ่างในใจทันทีว่า ‘อุณหภูมิของน้ำเดือดสูงกว่าอุณหภูมิในปากถึง60 กว่าองศา หากดื่มลงไปล่ะก็ เนื้อเยื่อของลิ้น จะถูกน้ำเดือดอุณหภูมิสูงทำลายได้จากนั้นระบบประสาทรับความรู้สึกของลิ้นจะเกิดกระแสประสาทกระแสประสาทจะถูกส่งไปที่ประสาทส่วนกลางระบบประสาทส่วนกลางที่รับข้อมูลจะทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บจากการลวกปาก’
แล้วเราก็จะอุทานมาสมกับเป็รองอาจารย์ใหญ่อวี้หัว!
ช่างพูดได้มีเหตุผลมีหลักการทุกประโยค!
...
ด้วยเหตุนี้นักเรียนร่วมห้าหมื่นชีวิตจึงฟังรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวกล่าวเปิดพิธีประหนึ่งลุ่มหลงมัวเมา
อันหลินที่ได้สติก็สรุปใจความของการกล่าวเปิดพิธีหนึ่งชั่วยามนี้
กิจกรรมศึกแห่งมิตรภาพจัดขึ้นที่สวนพันยอดในรัศมีร้อยลี้โดยมีระยะเวลาสามวัน
ในกิจกรรมอนุญาตให้เคลื่อนไหวเพียงลำพังห้ามกินยา ไม่อนุญาตให้ใช้พลังของศาสตรา
มีอาจารย์ที่ทำหน้าที่คอยตรวจตราสนามรบทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดคนหากพบพฤติกรรมที่ผิดกฎของนักเรียน จะถูกตัดสิทธิ์ในการร่วมกิจกรรมทันทีและส่งไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ห้องกักตัวเป็เวลาหนึ่งเดือน
วัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้คือเพื่อให้นักเรียนลิ้มรสความโหดร้ายของแดนบำเพ็ญเซียนล่วงหน้า ระหว่างที่ ‘ตี’ และ ‘ถูกตี’รู้ซึ้งถึงธรรมชาติของโลกที่คลื่นซัดทราย ผู้รอดชีวิตเป็ผู้ชนะส่งเสริมการมุมานะสร้างความแข็งแกร่ง พยายามยกระดับพลังยุทธ์ของตัวเอง
หลังอันหลินสรุปเสร็จแล้วก็แสดงอาการใ
เขาไม่คิดเลยว่าเนื้อหาเพียงน้อยนิดรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวจะใช้เวลาในการพูดถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ!
สิ่งที่น่ากลัวคือตอนนั้นเขากลับฟังด้วยความฮึกเหิมอย่างมาก!
เขาอุทานเบาๆว่า “ท่าทางความสามารถในการกล่าวสุนทรพจน์ของอาจารย์ใหญ่จะสุดยอดจริงๆ...”
สวีเสี่ยวหลานที่อยู่ข้างๆได้ยินคำพูดของอันหลินก็พยักหน้ารัวๆ เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดของอันหลินมาก
เมื่อรองอาจารย์ใหญ่พูดจบเซียนกระบี่หลิงเซียวก็แจกยันต์สีทองแผ่นหนึ่งให้นักเรียนทุกคนในห้องและกำชับให้นักเรียนทุกคนแปะยันต์แผ่นนี้ไว้บนตัว
ยันต์นั้นคือยันต์คุ้มกันประเมินผลแพ้รบที่เล่าลือกันก่อนสิ้นสุดกิจกรรม มีแค่ยันต์แผ่นนี้ถูกกระตุ้นเท่านั้น นักเรียนจึงจะสามารถออกจากสมรภูมิรบได้
เมื่อนักเรียนทั้งหมดแปะยันต์คุ้มกันประเมินผลแพ้รบแล้วรองอาจารย์ใหญ่อวี้หัวก็พูดอีกครั้งน้ำเสียงฮึกเหิมก็ดังเข้ามาในโสตประสาทของทุกคนอีกครั้ง
“ลำดับต่อไปข้าขอประกาศว่าศึกแห่งอิสรภาพของสำนักความร่วมมือบำเพ็ญเซียน ได้เริ่มต้นอย่างเป็ทางการแล้ว! ตอนนี้ข้าจะเปิดค่ายกล เมื่อถึงตอนนั้นนักเรียนทุกคนจะถูกส่งเข้าไปในป่าพันยอด เขตต้องห้ามที่สามของสำนักจุดลงจอดของพวกเ้าเป็การสุ่ม ตอนนี้ขอให้พวกเ้าเพลิดเพลินกับกิจกรรมอันสวยงามนี้!”
พูดจบจู่ๆ จัตุรัสหยกขาวก็ถูกม่านแสงสีขาวปกคลุมจากนั้นค่ายกลขนาดมหึมาและซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นบนผิวดินเริ่มเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว
อันหลินรู้สึกโลกหมุนจากนั้นสติก็ดับวูบ เป็ลมไปแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเขาค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา
เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็ยอดเขาสูงทะลุชั้นเมฆ รูปร่างประหนึ่งกระบี่คม
รอบๆยอดเขาเป็ที่ราบดินเหลือง
ดินแดนแห่งนี้มีพืชพรรณสีเขียวผิวดินมีเศษหินกระจัดกระจาย ให้ความรู้สึกอ้างว้างหนาวเหน็บ
อันหลินลุกขึ้นจากพื้นแหงนหน้ามองท้องฟ้า พบว่าบนนภามีฉากกั้นสีฟ้าอ่อน
คงจะเป็เขตแดนของกิจกรรมที่อาจารย์ทั้งหลายจัดวางนักเรียนเคลื่อนไหวได้แค่ในขอบเขตของเขตแดนเท่านั้น
ขณะนั้นเองก็มีเสียงติ้งดังขึ้นในสมองของอันหลิน
ความรู้สึกที่คุ้นเคยแบบนี้...ระบบนี่เอง!
อันหลินเปิดระบบเทพาอย่างรวดเร็วมองหน้าจอระบบด้วยความตื่นเต้น
เอ๊ะสิ่งที่เปล่งแสงคือแถบ ‘ภารกิจพิเศษ’ งั้นเหรอ
แถบ ‘ภารกิจพิเศษ’ จะเป็สีเทาทุกครั้งที่อันหลินเปิดไม่คิดว่าตอนนี้มันจะเปล่งแสงแล้ว
เขากดแถบภารกิจพิเศษอย่างสงสัยจากนั้นก็มีอักษรเป็พรวนปรากฏขึ้น
‘ตรวจสอบพบว่าโฮสต์เข้าสู่ป่าพันยอดขอมอบหมายภารกิจดังต่อไปนี้’
‘ในกิจกรรมครั้งนี้โฮสต์ต้องกลายเป็หนึ่งในคนรุ่นนี้ที่ติดอันดับเซียนของสำนัก’
‘ภารกิจสำเร็จให้โอกาสสุ่มอาวุธวิเศษ 1 ครั้ง’
‘ภารกิจล้มเหลวท้องเสียติดต่อกัน 10 วัน (ระดับความรุนแรงเทียบเท่าผลข้างเคียงของจิติญญาแห่งขุนเขา)’
‘ป.ล.ปฏิเสธภารกิจนี้ไม่ได้’
อันหลินมองภารกิจพิเศษตรงหน้านิ่งๆไม่รู้เพราะอะไร ขอบตาถึงได้ชื้นแฉะขึ้นมา
เป็หนึ่งในคนรุ่นนี้ที่ติดอันดับเซียนของสำนักงั้นเหรอ
แย่งหนึ่งร้อยอันดับแรกกับนักพรตอัจฉริยะห้าหมื่นชีวิตต่อให้ทุ่มสุดชีวิตเราก็ทำไม่ได้!
ท้องเสียติดต่อกันสิบวันงั้นเหรอ
มันเลวร้ายยิ่งกว่า!
อันหลินที่เคยลิ้มรสการถ่ายติดต่อกันสามวันรู้ดีแก่ใจว่าท้องเสียน่ากลัวขนาดไหน
จะให้เขาท้องเสียติดต่อกันสิบวันงั้นเหรอ
งั้นก็ให้เขาไปตายเสียยังดีกว่า...