เทพีน้ำค้างเหมันต์ที่เดินตามหลังมาหยุดชะงัก สายตานางจับจ้องที่ผนังน้ำแข็งระยิบระยับ บางอย่างในความทรงจำเริ่มกลับมา ราวกับว่าทุกซอกทุกมุมของพระราชวังนี้นางเคยเห็น เคยััมาก่อน เสียงค่อยๆ ดังในหัวของนาง ก่อนที่ความทรงจำจะพลันผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน "แม่… นางคือแม่ของข้า ราชินีัน้ำแข็ง นางคือแม่ของข้า ข้าจำได้แล้ว"
นางหันไปมองเทพฟ้าดินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ "ข้าคือเทพเหมันต์ ที่กลับมาเกิดใหม่ และในตอนนี้ข้าระลึกชาติได้แล้ว จำได้ทุกเื่ในอดีต จนถึงวันสุดท้ายในชีวิต และยังจำวันที่พวกเราถูกมารเพลิงโลกัณฑ์จับตัวไปได้ดี"
คำพูดของเทพีน้ำค้างเหมันต์ทำให้เทพฟ้าดินหยุดนิ่ง เบิกตากว้าง ราวกับเงามืดที่ปิดบังความจริงมานานหลายพันปีถูกฉีกออก นางเริ่มสั่นสะท้าน ขณะนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น
"ข้า... ข้า… จำได้" เทพฟ้าดินพูดขึ้นด้วยเสียงสั่น
"ตอนที่พวกเราถูกมารเพลิงจับตัวไป เ้าร้องไห้ฟูมฟาย ไม่สามารถควบคุมสติได้ และยังบ่นไม่หยุดว่าไม่น่าเลย...น่าจะเชื่อข้าั้แ่แรก" เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละมุน
เมื่อพูดจบประโยค เทพฟ้าดินรู้สึกละอายใจ นางรีบคุกเข่าลงต่อหน้าเทพีน้ำค้างเหมันต์ทันที "คารวะท่านอาจารย์ ข้าขออภัยที่จำท่านอาจารย์ไม่ได้"
เทพีน้ำค้างเหมันต์มองดูศิษย์ของนางด้วยความเมตตา "เ้าไม่ต้องกังวลไป บัดนี้ความจำข้ากลับมาดังเดิมแล้ว ข้าขอเวลาเพียงสองวันในการฟื้นปราณของข้าให้กลับมาอีกครั้ง"
เทพีน้ำค้างเหมันต์พูดอย่างสงบ นางก้มหน้ามองศิษย์ของตนด้วยความเอ็นดู "คัมภีร์ของเทพอัสนีย์ที่ข้าฝากให้เ้าเก็บรักษาไว้ ยังอยู่ดีหรือไม่"
เทพฟ้าดินดึงคัมภีร์ทั้งห้าเล่มออกจากกระเป๋ามิติแล้วส่งให้เทพีน้ำค้างเหมันต์ "ศิษย์เก็บไว้เป็อย่างดี แต่ศิษย์ยังไม่สามารถฝึกสำเร็จได้ ศิษย์เพิ่งฝึกได้เพียงเล่มแรก และก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด"
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มบางๆ ขณะรับคัมภีร์จากมือของศิษย์ "ไม่เป็ไร ข้าขอเวลาอีก 5 วันในการฝึกคัมภีร์ทั้งห้าเล่มนี้ ข้าฝึกสำเร็จมาแล้ว 4 เล่มในอดีต ครั้งนี้เป็เพียงการทบทวนเท่านั้น ข้าจึงไม่ต้องใช้เวลามาก"
เทพฟ้าดินฟังด้วยความสงสัย "ห้าวันเท่านั้นหรือ ท่านอาจารย์ทำได้อย่างไร"
"ข้าเคยฝึกสำเร็จมาบ้างแล้ว" เทพีน้ำค้างเหมันต์ตอบ "ครั้งนี้เป็เพียงการฟื้นฟูและทบทวน เ้าไม่ต้องห่วงไป"
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินเข้าสู่พระราชวังน้ำแข็งเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกครั้งใหม่
ภายในพระราชวังน้ำแข็ง อันโอฬารตระการตา แสงสะท้อนจากผลึกน้ำแข็งนับพันดั่งหมู่ดาวกลางรัตติกาล เทพีน้ำค้างเหมันต์นั่งขัดสมาธิกลางห้องโถงใหญ่ ร่างบางงดงามประดุจเทพธิดา แต่ดวงตากลับแน่วแน่ ราวหิมะที่ไม่เคยละลาย
เทพฟ้าดินยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง จ้องมองอาจารย์ด้วยหัวใจเต้นแรง นางรู้ดีว่าการฝึกครั้งนี้ มิใช่เพียงการทบทวน แต่คือการเรียกคืนพลังอำนาจของเทพีผู้ยิ่งใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยสั่นสะท้านทั่วพิภพภพอัสนีมาแล้ว
ทันใดนั้น เทพีน้ำค้างเหมันต์พลิกมือเบาๆ คัมภีร์ทั้งห้าเล่มลอยขึ้นกลางอากาศ แผ่นคัมภีร์เปล่งแสงสีทองสลับเงิน ปานดวงดาราล่องลอยกลางราตรี เสียงสวดมนตราเก่าแก่ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งวังน้ำแข็ง
“วิถีอัสนีย์… และพลังเหมันต์… จงคืนสู่ข้า!”
พลังปราณมหาศาลพลันปะทุออกมาราวหิมะพายุ บดบังสายตา เทพฟ้าดินต้องยกแขนขึ้นป้อง ผืนแผ่นดินสั่นะเืเพียงแค่ลมปราณแ่ๆ ของอาจารย์
เส้นสายอักษรรูนจากคัมภีร์ทั้งห้าเริ่มแยกตัวออกเป็ลำแสงสีเงินวิ่งเข้าสู่ร่างเทพีน้ำค้างเหมันต์ ทุกครั้งที่แสงแทรกซึมเข้าไป กลีบผลึกหิมะก็โปรยปราย ราวกับ์กำลังประทานพร
เทพีน้ำค้างเหมันต์แผดเสียงก้อง ก่อกำเนิดพลังมหาศาลเป็คลื่นพลังรูปดอกบัวน้ำแข็งหมุนวนรอบกาย เพียงหนึ่งอึดใจ ผืนแผ่นดินใต้พระราชวังน้ำแข็งก็สั่นะเื
เทพฟ้าดินใจเต้นระรัว นี่คือพลังของเทพีในอดีต… ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง!
นางลืมตาขึ้น สองตาสว่างวาบประดุจดวงดารา รัศมีเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วโถง “สองวันที่ผ่านมานี้เพียงแค่ฟื้นคืนปราณ... แต่ในอีกห้าวัน ข้าจะฟื้นคืนพลังทั้งหมด”
เสียงของนางหนักแน่น ก้องสะท้อนราวกับทั้งพระราชวังถูกห่อหุ้มด้วยพลังแห่งเทพีผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังจะกลับคืนมา…
ครบเจ็ดวัน ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ยังคงเงียบงัน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ เทพีน้ำค้างเหมันต์นั่งนิ่งอยู่กลางห้อง ดุจประติมากรรมแห่ง์ นางลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาส่องประกายเย็นสงบ
เทพฟ้าดินรีบก้าวเข้ามา “ท่านอาจารย์ เป็อย่างไรบ้าง พลังของท่านฟื้นแล้วหรือไม่”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกยิ้มบาง แววตานิ่งมั่นคง “พลังข้ากลับคืนมาแล้ว…และครั้งนี้ ข้าก้าวถึง ขั้นพรหมเทพ ระดับ 90”
คำตอบนั้นทำให้เทพฟ้าดินถึงกับชะงักไป สีหน้าตกตะลึง “พรหมเทพ? ข้าไม่เคยได้ยินคำกล่าวถึงขั้นเช่นนี้มาก่อนเลย”
เทพีน้ำค้างเหมันต์หัวเราะเบาๆ “มันถูกจารึกไว้ในคัมภีร์เทพอัสนีย์ เล่มสอง หน้าแรก…เ้าคงยังไม่ได้อ่านสินะ”
นางเอื้อนเอ่ยช้าๆ เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วห้องโถง
“ฟังให้ดี…
การกำหนดขั้นของเทพแท้เริ่มจาก “ขั้นจอมเทพ” มี 10 ระดับ
ต่อด้วย “ขั้นมหาเทพ” มี 100 ระดับ
หากก้าวข้ามได้จะเป็ “ขั้นเทพราชัน” มี 100 ระดับ
สูงขึ้นไปอีกคือ “ขั้นเทพจักรพรรดิ” มี 100 ระดับ
เหนือกว่านั้น…คือ “ขั้นพรหมเทพ” และจุดสูงสุดก็คือ “ขั้นบรมเทพ””
นางหยุดหายใจเพียงชั่ววินาที ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงพลัง
“เทพอัสนีย์พระสวามีข้า เคยไปถึงขั้นบรมเทพ แต่ร่างกายมิอาจรองรับพลังนั้นได้…นี่คือความลับที่ถูกซ่อนเร้นมาตลอด”
เทพฟ้าดินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุอก นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่ามีระดับขั้นอันสูงส่งเช่นนี้ ซ้ำยังเป็ความลับที่แม้ในสำนักเทพอัสนีย์ก็ยังปิดบังซ่อนเร้นไว้อย่างแ่า
“ท่านอาจารย์... ข้านับเป็เกียรติสูงสุด ที่ได้อยู่เบื้องหน้าผู้บรรลุขั้น พรหมเทพ” น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยทั้งความเคารพและแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากอาจารย์