บทที่ 8 ข้าไม่รับ!
ยามเที่ยงตรง
ดวงตะวันสาดแสงแรงกล้า
ซูฉางเกอพาเฟิ่งหว่านชิงออกมาที่สนามหญ้าด้านนอก ภายใต้สายตาที่เป็ประกายของลูกศิษย์ตัวน้อย เขาหยิบตำราวิชาขั้นนภาที่สามารถทำให้ยอดฝีมือระดับเปลี่ยนิญญาจำนวนนับไม่ถ้วนต้องตาแดงด้วยความอิจฉาออกมา
“เมื่อวานตอนที่คัดลอก ท่องจำได้หมดหรือยัง?” ซูฉางเกอเอ่ยถาม
เฟิ่งหว่านชิงรีบพยักหน้าหงึก ๆ
แม้ว่านางจะเรียนรู้ไม่เก่งนัก แต่เนื้อหาภายในนั้นนางจำได้เกินครึ่งแล้ว
ในฐานะวิชาขั้นนภา เคล็ดเทียนหยวนสำหรับมือใหม่อย่างเฟิ่งหว่านชิงแล้ว นับว่าเข้าใจยากและซับซ้อนเกินไปจริง ๆ
การที่นางอ่านไม่เข้าใจจึงเป็เื่ที่พอจะให้อภัยได้
“อืม ข้าจะสอนเพียงวิธีใช้คำร่ายในหนังสือเพื่อปรับลมหายใจ ส่วนจะบรรลุได้มากน้อยเพียงใด หรือจะดูดซับพลังปราณฟ้าดินรอบตัวอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเ้าเองแล้ว”
ใน่ครึ่งชั่วยามต่อมา
ซูฉางเกอเรียกได้ว่าทั้งสอนและทำให้ดูเป็ตัวอย่าง แสดงบทบาทของอาจารย์ที่ดีเพื่อลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ ในที่สุดด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ เขาก็สอนให้เฟิ่งหว่านชิงรู้วิธีการใช้เคล็ดเทียนหยวนในขั้นต้นเพื่อบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จ
เฟิ่งหว่านชิงนั่งขัดสมาธิลงบนสนามหญ้า
เมื่อใช้คำร่ายควบคู่ไปกับท่ามือ พลังปราณฟ้าดินรอบกายที่เดิมทีเบาบางยิ่งนัก กลับกลายเป็เข้มข้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พลังปราณที่ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายนั้นรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
ในใจของนางตื่นตระหนกเป็อย่างยิ่ง!
นี่คือวิชาขั้นนภาที่อาจารย์สอนนางหรือ เมื่อเทียบกับวิธีทึ่ม ๆ ที่นางเคยใช้บำเพ็ญเพียรในตอนแรกแล้ว ไม่รู้ว่ารวดเร็วกว่ากี่เท่ากัน
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่สดใสและน่ารักของเฟิ่งหว่านชิงเพิ่งจะปรากฏรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้น ก็ได้ยินเสียงเ็าของซูฉางเกอดังขึ้น
“วิชาที่ข้าสอนเ้า ห้ามเปิดเผยต่อหน้าผู้ใด หากข้าพบว่าเ้าทำวิชารั่วไหลออกไป ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ ข้าจะทำลายวรยุทธ์ของเ้าแล้วขับออกจากสำนักเสีย”
เฟิ่งหว่านชิงรีบพยักหน้า
แต่ในใจกลับรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย อาจารย์ต้องกำลังนึกถึงเื่ที่นางแอบไปเรียนวิชาการต่อสู้แน่ ๆ หากอาจารย์สอนนางั้แ่แรก นางจะแอบไปเรียนจากคนอื่นได้อย่างไร
ที่ต้องแอบไปเรียนวิชาก็เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้น จะได้ไม่ถูกคัดออกในการประลองใหญ่ของนิกาย และสามารถอยู่ที่นี่เพื่อบำเพ็ญเพียรต่อไปได้
“เคล็ดเทียนหยวน เ้าเรียนถึงตรงนี้ก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่ลึกซึ้งกว่านี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะััได้ในตอนนี้”
ซูฉางเกอพูดพลางโยนตำราวิชาให้นาง “ตำราเล่มนี้เ้าเก็บไว้เถอะ อย่างไรเสียในอนาคตข้าก็ไม่ได้ใช้แล้ว เ้าเก็บไว้เองเถอะ”
เคล็ดเทียนหยวนเล่มนี้ไม่ใช่ของในแดนเทพะ แต่เป็สิ่งที่ซูฉางเกอคนเดิมฉกฉวยมาจากแดนลับแห่งหนึ่ง พูดตามตรงว่าวิชาขั้นนภาทั่วไปเขาไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ตอนนั้นแค่เกิดนึกสนุกจึงหยิบติดมือมา
แต่เฟิ่งหว่านชิงกลับตื่นเต้นจนใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ
อาจารย์ยกตำราวิชาทั้งเล่มให้นางเลยหรือ?
อาจารย์...
ั้แ่เมื่อไหร่ที่ท่านดีกับนางถึงเพียงนี้...
[ติ๊ง! ค่าความประทับใจของเฟิ่งหว่านชิง +5!]
ค่าความประทับใจของลูกศิษย์ตัวน้อยนี่หลอกง่ายดีจริง ๆ ซูฉางเกอทอดถอนใจ จากนั้นจึงไล่ให้เฟิ่งหว่านชิงไปบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง เขาจึงเริ่มพิจารณาว่าควรจะเพิ่มแต้มคนเลวได้อย่างไร
ภารกิจไม่กี่อย่างที่ระบบมอบให้นั้น แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น และตอนนี้แต้มคนเลวต่ำเกินไป ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงอย่างยิ่ง
เื่นี้ต้องให้ความสำคัญเป็พิเศษ
ซูฉางเกอ : “ระบบ มีวิธีไหนที่จะเพิ่มแต้มของข้าได้ในเวลาอันสั้นบ้าง?”
[ติ๊ง! มี!]
[ประกาศภารกิจคะแนน!]
[ภารกิจคะแนน 1 : เพิ่มค่าความประทับใจของไป๋อวิ้นเฉินให้ถึง 80% ขึ้นไป รางวัล 300 แต้มคนเลว!]
[ภารกิจคะแนน 2 : เฆี่ยนตีลงโทษเฟิ่งหว่านชิง เพิ่มระดับการเข้าสู่ด้านมืดของนางเอก 5% รางวัล 500 แต้มคนเลว!]
[ภารกิจคะแนน 3 : หว่านเสน่ห์ศิษย์หญิงของนิกายเซียนกระบี่เมฆาให้ได้สิบคน โดยที่ค่าความประทับใจทั้งหมดต้องถึง 80% ขึ้นไป และทำให้พวกนางอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ยอมรับซึ่งกันและกัน รางวัล 1000 แต้มคนเลว!]
[โปรดเลือกรับภารกิจ สามารถรับภารกิจคะแนนได้เพียงหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน!]
เมื่อเห็นภารกิจทั้งสามนี้
ซูฉางเกอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ!
หลังจากได้สติ สภาพจิตใจของเขาก็แทบพังทลาย
ไอ้บ้าเอ๊ย นี่มันจงใจจะให้เขาพัฒนาไปในทางคนระยำชัด ๆ ภารกิจแต่ละอย่างวิปริตขึ้นเรื่อย ๆ โหดขึ้นเรื่อย ๆ สองอย่างแรกยังพอว่า แต่อย่างสุดท้ายนี่มันตัวอะไรกัน?
ปรองดองกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน บ้าบออะไรขนาดนั้น!
จะให้เขาไปหว่านเสน่ห์ศิษย์หญิง? แถมต้องสิบคน? แล้วฮาเร็มห้ามทะเลาะกันด้วย?
ภารกิจวิปริตแบบนี้มีแต่ระบบเฮงซวยเท่านั้นที่คิดออกมาได้
ซูฉางเกอ : “ยังมีภารกิจอื่นอีกไหม?”
ระบบ : [ติ๊ง! ไม่มี!]
ซูฉางเกอ : “ข้าไม่รับ!”
ระบบ : [ติ๊ง! ตามใจ!]
[ระบบแจ้งเตือน ขณะนี้ค่าแต้มคนเลวของโฮสต์ต่ำเกินไป หากแต้มกลายเป็ศูนย์ ระบบจะยกเลิกการผูกมัดโดยอัตโนมัติ และโฮสต์จะเสียชีวิต!]
ซูฉางเกอ : “...”
แม่งเอ๊ย!
'การเป็คนระยำนั้นเป็ไปไม่ได้
เื่ที่จะไปสร้างความเดือดร้อนให้เด็กสาวเป็สิ่งที่ทำไม่ได้เด็ดขาด
คนระยำน่ารังเกียจที่สุด!
คนระยำควรถูกสับเป็หมื่นชิ้น!
ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีวันเป็คนระยำเด็ดขาด!' ซูฉางเกอคำรามในใจ!
[ติ๊ง! กำลังปิดภารกิจคะแนน]
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ...”
...
ในเวลาเดียวกัน
ที่หน้าประตูทางเข้านิกายเซียนกระบี่เมฆา!
ที่เชิงเขาเจี้ยนอวิ๋น!
“พี่หลิวหลี ข้างหน้าคือเขตของนิกายเซียนกระบี่เมฆา ได้ยินว่าเ้าสำนักของพวกเขาก็เป็ยอดฝีมือระดับเปลี่ยนิญญา ตอนนี้ท่านถูกพิษเสน่ห์ พลังฝีมือไม่สามารถแสดงออกมาได้เต็มที่ อีกทั้งพวกเดรัจฉานจากสำนักศพผีก็ไล่ตามมาไม่ลดละ เราเข้าไปหลบข้างในกันเถอะเ้าค่ะ”
ท่ามกลางกระแสพลังปราณที่สั่นไหว ร่างสองร่างที่ดูสะบักสะบอมปรากฏขึ้นที่เชิงเขาเจี้ยนอวิ๋น พวกนางมองไปยังเขาเจี้ยนอวิ๋นที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก หญิงสาวในชุดสีเขียวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
ข้างกายหญิงสาวชุดเขียว คือเด็กสาวในชุดสีขาวหิมะที่มีรูปร่างบอบบางและใบหน้าสวยล้ำเลิศ ใบหน้าของเด็กสาวแฝงไปด้วยความเ็ป กลิ่นอายรอบกายปั่นป่วนอย่างยิ่ง พลังปราณในร่างกายมีความเสี่ยงที่จะะเิออกมาได้ทุกเมื่อ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่อาจปกปิดกลิ่นอายเซียนอันบริสุทธิ์ในตัวนางได้
“เ้าคิดว่าเพียงแค่ยอดฝีมือระดับเปลี่ยนิญญาธรรมดาคนหนึ่ง จะเป็คู่ต่อสู้ของปรมาจารย์สำนักศพผีได้หรือ? ต่อให้เราเข้าไป ก็เป็เพียงการรอความตายเท่านั้น”
ภายใต้สายตากังวลของหญิงสาวชุดเขียว เด็กสาวค่อย ๆ ส่ายหน้า ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน ใบหน้าที่สวยไร้ที่ติเริ่มปรากฏสีแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่าพิษเสน่ห์ในร่างกายเริ่มกำเริบแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น
หญิงสาวชุดเขียวขบฟันแน่น สายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น!
“สำนักศพผีสารเลว ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้า หากไม่ใช่เพราะพี่หลิวหลีถูกพวกมันลอบทำร้าย พวกเดรัจฉานเ่าั้หรือจะเป็คู่ต่อสู้ของพวกเราได้ หากครั้งนี้สามารถกลับไปยังตระกูลได้อย่างปลอดภัย ข้าจะนำคนไปกวาดล้างสำนักศพผีให้สิ้นซาก!”
หญิงสาวชุดเขียวชื่อว่าเสวี่ยหลิวชิง เป็ศิษย์ของตระกูลเสวี่ย หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งแดนเหนือร้าง ส่วนเด็กสาวชุดขาวข้างกายคือศิษย์เอกรุ่นปัจจุบันของตระกูลเสวี่ย เสวี่ยหลิวหลี!
เดิมทีทั้งสองออกไปฝึกฝนประสบการณ์ภายนอก การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอด แต่กลับพบกับปรมาจารย์ของสำนักศพผีในแดนลับแดนผี ตาเฒ่านั่นวิปริตไร้มนุษยธรรม ถึงขั้นพึงพอใจในร่างกายของเสวี่ยหลิวหลี และ้าลักพาตัวนางกลับไปทำเป็เตาหลอมมนุษย์!
ทั้งสองมีกำลังน้อย หลังจากต่อสู้กันอย่างหนัก เสวี่ยหลิวหลียังถูกพิษเสน่ห์ของปรมาจารย์ศพผี ในที่สุดต้องทุ่มไพ่ตายทั้งหมดที่มี จึงสามารถหนีจากแดนลับแดนผีมาจนถึงที่นี่
พลังปราณในร่างกายของทั้งสองเกือบจะหมดสิ้น
และนิกายเซียนกระบี่เมฆาตรงหน้าแทบจะเป็ความหวังเดียวของพวกนาง แต่พวกนางก็รู้ดีว่า แม้แต่เ้าสำนักของนิกายเซียนกระบี่เมฆาก็มีพลังบำเพ็ญเพียงระดับเปลี่ยนิญญาขั้นต้นเท่านั้น ไม่มีทางเป็คู่ต่อสู้ของปรมาจารย์สำนักศพผีได้เลย
ดังนั้นอีกฝ่ายจะยอมล่วงเกินสำนักศพผีเพื่อพวกนางได้อย่างไร และยิ่งเป็ไปไม่ได้ที่จะรับพวกนางไว้!
เสวี่ยหลิวชิงขบฟัน!
ไม่ว่าอย่างไร นางจะยอมให้พี่หลิวหลีตกอยู่ในมือของตาแก่สำมะเลเทเมาอย่างปรมาจารย์ศพผีไม่ได้ นิกายเซียนกระบี่เมฆา ต้องเข้าไปให้ได้!
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมจะบุกเข้าไปในนิกายเซียนกระบี่เมฆาอย่างฝืนใจ บนท้องฟ้าก็มีเสียงที่เ็าและเฉยเมย แต่กลับดูนุ่มนวลและไพเราะเป็พิเศษดังขึ้นข้างหู ทำให้พวกนางถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ!
“คนสองคนบุกรุกเข้ามายังประตูเขาเจี้ยนอวิ๋นของข้า! ไม่คิดว่ามันเสียมารยาทเกินไปหน่อยหรือ?”
สิ้นเสียงนั้น สีหน้าของเสวี่ยหลิวหลีและเพื่อนร่วมทางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งสองรีบเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นเพียงที่ยอดเมฆหมอกของเขาเจี้ยนอวิ๋น มีชายหนุ่มในชุดสีม่วง สายตาเฉยเมย มือโบกพัดจีบ ก้าวเดินออกมาจากหมู่เมฆ...