บนยอดดอยในสะเมิง ลมป่าที่เคยพัดตึงจู่ๆ ก็สงบนิ่งลงจนน่าใจหาย
รินลดโทรศัพท์ลงหลังจากเสียงตัดสายของพี่ชาย เธอยังขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดพลางเช็กเวลาจากหน้าจอ... 11:50 น แสงอาทิตย์เกือบเที่ยงควรจะสว่างจ้าจนตาพร่า แต่ภาพแนวเขาทางทิศดอยสุเทพกลับสั่นไหวและบิดเบี้ยว ยอดดอยที่เคยคมชัดกลับพร่าเลือนและบิดโย้จนเสียรูปทรง"
ดอยสุเทพ ที่ควรจะมีเมฆสีขาวนวลกลับเริ่มตั้งเค้าเป็สีแดงประหลาดสลับม่วงเข้ม มันเคลื่อนตัวรวดเร็วราวกับมีชีวิต และเมื่อก้มมองก้อนหินสีม่วงในมือ ความเย็นเยียบของมันกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็แรงสั่นะเืเบาๆ ที่ปลายนิ้ว
"มันคงเป็แค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูยาก"
เธอพยายามเค้นหาเหตุผลมาสู้กับภาพตรงหน้า "มันก็แค่ฝุ่น... หรือไม่ก็ไฟป่า" เธอพึมพำปลอบใจตัวเอง ท้องฟ้าสีประหลาดนั่นอาจจะเป็แค่แสงอาทิตย์ที่ทำมุมหักเหกับควันหลงฤดูร้อนจนดูน่ากลัวเกินจริงไปเอง ไม่มีทางที่เมฆพวกนั้นจะมีชีวิต และไม่มีทางที่ก้อนหินนิ่งๆ จะเต้นตุบๆ เหมือนหัวใจ
แต่วินาทีนั้น คำเตือนบ้าๆ ของพี่ชายก็ผุดขึ้นมาในหัว... คำเตือนที่เธอเคยมองว่าเป็เื่เพ้อเจ้อ
เธอยืนหอบหายใจถี่ หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก เธอพยายามกระพริบตาซ้ำๆ หวังว่าถ้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมฆสีม่วงนั่นจะหายไป
'แกพักผ่อนน้อยไปริน... แกแค่เพ้อเพราะแดดเลีย หรือไม่ก็ความดันต่ำ' >
รินกัดริมฝีปากจนเจ็บเพื่อเรียกสติ พยายามมองหาคำอธิบายที่ฟังดูมีตรรกะกว่าการยอมรับว่าโลกที่เธอรู้จักกำลังพังทลาย
เธอพยายามสูดลมหายใจลึกๆ หวังจะได้รับความสดชื่นจากลมูเาหรือกลิ่นดินแห้งที่ควรจะสะอาดบริสุทธิ์ แต่มันกลับกลายเป็อากาศที่ร้อนผ่าวและหนักอึ้งด้วยกลิ่นกำมะถันจางๆ ที่โชยขึ้นมาจากรอยแตกตามร่องทางน้ำเก่าเริ่มเตะจมูก แรงสั่นไหว…ที่ส่งผ่านฝ่าเท้าเริ่มหนักหน่วงขึ้นทุกที…
จนสัญชาตญาณในใจกรีดร้องบอกเธอว่า นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของยอดดอยที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป จิตใต้สำนึกส่วนที่ลึกที่สุดเริ่มะโด่าความดื้อรั้นของเธอ... ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่แค่เื่คิดไปเอง
พลันแรงสั่นจากก้อนหินในมือก็เปลี่ยนไป จากจังหวะเบาๆ กลายเป็แรงกระแทกหนักๆ จนข้อมือของเธอเริ่มชาหนึบ ความร้อนประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากหินสีม่วงจนิัเริ่มแดงระอุเหมือนถูกไฟลวก
รินสะดุ้ง สะบัดมือทิ้งหินนั่นทันที เธอกุมมือข้างที่แสบร้อนเข้าหาโทรศัพท์ในมืออีกข้างอย่างลนลาน นิ้วที่สั่นเทารีบปลดล็อกหน้าจอหวังจะพึ่งพาโลกออนไลน์ช่วยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จอกลับสั่นกระตุกเป็เส้นริ้วอย่างบ้าคลั่งจนอ่านอะไรไม่ได้เลย
โลกที่เคยหมุนตามกฎวิทยาศาสตร์ที่เธอเชื่อถือ กำลังบิดเบี้ยวไปต่อหน้าต่อตา
สายตาของเธอมองตามก้อนหินสีม่วงที่ร่วงลงไปสงบนิ่งอยู่บนพื้นดิน ผิวหินยังคงเรืองแสงจางๆ สวนทางกับอากาศที่เริ่มมืดมัวลงทุกที รินก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วคำพูดสุดท้ายของพี่ชายก่อนที่สายจะตัดไปก็ดังก้องขึ้นมา…
ริน…พี่ไม่เคยล้อเล่นเื่ชีวิตของเธอ
เสียงตะคอกนั้นไม่ได้ดังมาจากยอดดอย แต่มันดังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ปิดม่านมิดชิด... ในซอยลึกย่านสุขุมวิทที่ความพลุกพล่านเริ่มจางหายไปเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด
ธานลดโทรศัพท์ลง มือที่จับสั่นระริกจนเห็นได้ชัด เมื่อปลายสายตอบกลับมาด้วยท่าทีติดตลกแต่รับปากว่าจะทำตาม เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เขากดวางสายทันที นิ้วปัดหน้าจออย่างรวดเร็วเพื่อเข้าแอปพลิเคชั่นจองตั๋วเครื่องบินที่เร็วที่สุด ใจของเขาเต้นรั่ว มือที่เคยนิ่งสนิทกลับเริ่มชื้นเหงื่อขณะกดเลือกเส้นทาง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่
แต่แล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเมื่อเห็นแถบสีแดงคาดบนหน้าจอทุกสายการบิน
[ไม่มีเที่ยวบินที่พร้อมให้บริการในวันที่เลือก]
"บ้าชะมัด..."
เขารีบเช็กสถานะการบินล่าสุด จึงได้เห็นประกาศด่วนที่เพิ่งเด้งขึ้นมา: 'แจ้งยกเลิกเที่ยวบินข้ามภูมิภาคทางภาคเหนือทั้งหมดชั่วคราว เนื่องจากทัศนวิสัยผิดปกติจากกลุ่มควันสีประหลาดและคลื่นสัญญาณรบกวนที่ยังหาสาเหตุไม่ได้'
ความผิดปกติที่ชีวิตก่อนไม่เคยเกิด มันเริ่มขึ้นแล้ว
ธานกำโทรศัพท์ในมือแน่น เดินไปเปิดหน้าต่างห้อง แหวกม่านออกเล็กน้อยเพื่อมองลงไปเบื้องล่าง ถนนสุขุมวิทที่เคยคลาคล่ำไปด้วยรถหรูและรถแท็กซี่ ตอนนี้เริ่มติดขัดอย่างหนัก แสงไฟสีแดงจากท้ายรถที่จอดนิ่งสนิททอดยาวเป็สายเหมือนเส้นเืที่อุดตัน
เขามองลงไปที่ขบวนรถที่เคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่งบนถนนเบื้องล่าง แสงไฟท้ายสีแดงของรถนับร้อยดวงทอดเป็ทางยาว... เป็ภาพที่ดูธรรมดาจนน่าใจหาย มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว เขากดวิดีโอคอลไปที่เบอร์ที่ตั้งชื่อไว้ว่า ยัยตัวแสบ เป็ครั้งที่สิบ
[ไม่พบสัญญาณ]
เขามองหน้าจอมืดสนิทในมือ ความโกรธหายไป แทนที่ด้วยความกลัว... กลัวว่าถ้าช่วยเธอไม่ได้ตอนนี้ เขาอาจจะไม่มีวันได้เจอเธออีกเลย
ธานนิ่งไปนาน... เขาค่อยๆ ลดมือถือในมือลง ความร้อนจากตัวเครื่องยังคงหลงเหลืออยู่ในฝ่ามือที่สั่นเทา รอบข้างที่เคยดูปกติกลับเงียบงันจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวสะท้อนอยู่ในอก สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า
ธานมองนาฬิกาข้อมือ—เข็มสั้นชี้ที่เลข 12 เข็มยาวที่เลข 10... เวลา 12:10 น.
“เชี่ย... แม่ง” อีกไม่ถึง 20 ชั่วโมง โลกที่เขาคุ้นเคยจะถูกบดขยี้ด้วยแท่งศิลาสีดำนับพัน และมนุษยชาติ 90% จะกลายเป็สัตว์ร้ายหิวกระหาย
เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความทรงจำ 10 ปีที่ผ่านมามันฉายซ้ำชัดเจนยิ่งกว่าภาพตรงหน้า 5 ปีแรกในแคมป์ผู้อพยพที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืและซากศพ เขาไม่ได้เป็ฮีโร่ เขาเป็แค่
'พนักงานบัญชีความตาย' คนที่คอยจดชื่อคนหาย คัดแยกเสบียงที่เหลือทิ้งจากการปล้นชิง คอยขีดฆ่าแสงสุดท้ายของมนุษย์ทิ้งไปในแต่ละวัน
"เวรเอ๊ย..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า
ธานก้มมองแผนที่ในมือถือที่เปิดค้างไว้ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่... ระยะทางที่เขาต้องเดินทางอย่างเร่งรีบที่สุดคือ 700 กว่ากิโลเมตร ระยะเวลา 20 ชั่วโมงสำหรับไปกลับ หากเขาตัดสินใจออกเดินทางภายในเที่ยงวันนี้ เขาจะถึงที่หมายใน่ดึกราว 4 ทุ่มพอดี
แต่ตัวเลข 20 ชั่วโมงนั้น มันคือ 'กับดัก'