หลังจากค้นตัวศพเหล่านี้อยู่สองสามที ก็ไม่พบของมีค่าอันใด สวี่หยางจึงเลิกล้มความตั้งใจ ในเวลานี้ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปแล้ว ดวงจันทร์เริ่มปรากฏขึ้น สวี่หยางไม่ได้สนใจศพเหล่านี้อีก เขารีบเดินทางออกจากวัดร้างในทันที
จางหลิงจับมือบิดามารดาของตนเองเอาไว้แน่น พลางนั่งรอคอยสวี่หยางด้วยความกระวนกระวายใจ เขารู้ดีว่าคนทั้งหกเป็ใคร และรู้ด้วยว่าสวี่หยางต้องเผชิญหน้ากับอะไร ตอนนี้ท้องฟ้าก็มืดค่ำแล้ว ทว่าสวี่หยางยังไม่กลับมาเลย!
"จางหลิง" เสียงของสวี่หยางดังมาจากนอกบ้าน จางหลิงรีบพุ่งพรวดออกไปที่ประตู ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวหล่อเหลากำลังเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
"พี่สวี่ ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?!" จางหลิงมองดูสวี่หยางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ คนทั้งหกล้วนเป็คนชั่วช้าสามานย์ สวี่หยางจะกลับมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ?
"อืม ข้าไม่เป็ไร หรือว่าเ้าอยากให้ข้าเป็อะไรงั้นหรือ?
เอาล่ะ ข้าจะถามเ้าอีกครั้ง เ้าไม่อยากทำงานแล้วจริง ๆ หรือ?" สวี่หยางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของจางหลิง จางหลิงรีบตอบกลับในทันที "แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าแค่..."
"ดี อยากทำก็ตั้งใจทำให้ดี กลับไปกับข้าเถอะ" จางหลิงพยักหน้ารับและกล่าวคำอำลาบิดามารดา ก่อนจะเดินตามสวี่หยางกลับไปยังมหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ย
การกลับมาของจางหลิงทำให้พวกที่อยากจะอู้งานดีใจกันยกใหญ่ แต่ละคนต่างก็นำสุราอาหารชั้นดีมาต้อนรับจางหลิง สวี่หยางหัวเราะพลางเดินกลับไปที่ห้องพักของตนเองก่อน แม้ว่าจะสังหารหกประหลาดไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทนอันใดเลย การสังหารหกประหลาดเ่าั้ ทำให้เขาได้รับโอกาสสุ่มรับทักษะถึงหกครั้ง!
"แต่สำนักถังมักจะใช้อาวุธลับเป็หลัก ความสำเร็จทางวิชายุทธ์ไม่ได้โดดเด่นอะไร ไม่รู้ว่าหกประหลาดพวกนี้จะมีของดีอะไรเหลือไว้ให้ข้าบ้างนะ"
ในตอนนั้นการต่อสู้เป็ไปอย่างตึงเครียดและเร่งด่วน เขาจึงไม่มีเวลาเปิดดูประวัติของหกประหลาด และไม่รู้ด้วยว่าหกประหลาดพวกนี้มีความสามารถอะไรบ้าง สำนักถังมีชื่อเสียงโด่งดังด้านอาวุธลับในแคว้นตงจี๋ หกประหลาดพวกนี้ก็มีความเป็ไปได้สูงที่จะใช้อาวุธลับเป็หลักเท่านั้น
สุ่มรับทักษะไปหกครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้เท่าใดนัก เขาสุ่มได้ค่าประสบการณ์สองครั้ง รวมเป็ห้าพันแต้ม ส่วนทักษะอีกสามอย่างที่เหลือกลับเป็ทักษะอาวุธลับจริง ๆ ซ้ำยังเป็ระดับขอบเขตปฐีขั้นสูงทั้งหมด สามารถยกระดับได้สูงสุดไม่เกินขอบเขตนภาขั้นกลาง
ส่วนอย่างสุดท้ายกลับเป็ผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึง เขาได้รับวิชาเคลื่อนย้ายพริบตามาจากร่างของหญิงผมดำผู้นั้น
[เงาผีไร้ร่องรอย : ขอบเขตนภาขั้นกลาง]
วิชาเคลื่อนย้ายพริบตากับวิชาตัวเบานั้นมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล การหลบหลีกเคลื่อนไหวในพื้นที่แคบ ๆ วิชาเงาผีไร้ร่องรอยนี้เหนือชั้นกว่าวิชาเหยียบหิมะไร้ร่องรอยมากนัก ขีดจำกัดสูงสุดของเงาผีไร้ร่องรอยสามารถไปถึงขอบเขตผันแปร ซึ่งเป็วิชายุทธ์ระดับสูงเทียบเท่ากับกระบี่สังหาร!
สวี่หยางลองใช้งานดูสองสามครั้งภายในห้องพัก วิชาเงาผีไร้ร่องรอยนี้เมื่อนำมาใช้ในการต่อสู้ระยะประชิด จะมีความพลิกแพลงและยากที่จะรับมือเป็อย่างยิ่ง เมื่อมีวิชายุทธ์นี้อยู่ในมือ โอกาสชนะในการต่อสู้ข้ามระดับขอบเขตของสวี่หยางก็เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายส่วน
สวี่หยางล้มตัวลงนอนด้วยความเบิกบานใจ ทว่าจางหลิงที่ถูกสวี่หยางช่วยชีวิตกลับมากลับนอนพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ เขาคิดไม่ตกว่าสวี่หยางกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนได้อย่างไร หกประหลาดพวกนั้นล้วนเป็ตัวตนที่มีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ ไม่มีทางที่จะปล่อยสวี่หยางกลับมาง่าย ๆ อย่างแน่นอน
"หรือว่าหัวหน้าผู้คุมสวี่จะบรรลุข้อตกลงอะไรบางอย่างกับพวกมัน? เหมือนกับที่พวกมัน้าให้ข้าทำอย่างนั้นหรือ..."
จางหลิงที่นอนอยู่บนเตียงส่ายหน้าไปมา ในความทรงจำของเขา สวี่หยางเกลียดชังนักโทษพวกนี้มาโดยตลอด เป็ไปไม่ได้แน่นอนที่จะตอบตกลงข้อเสนอการแหกคุกหรือปล่อยตัวนักโทษจากผู้อื่น!
ทว่า สวี่หยางกลับมาได้อย่างไรกัน นี่คือปริศนาที่แท้จริง
"ไม่ได้การ เื่นี้ข้าต้องรายงานขึ้นไปเบื้องบน..." จู่ ๆ จางหลิงก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินลงเขาไปท่ามกลางแสงจันทร์ เขาไม่อยากให้สวี่หยางทำเื่ผิดพลาด จะต้องสืบหาความจริงเื่นี้ให้กระจ่างก่อนที่สวี่หยางจะถลำลึกทำผิดพลาดไป
วันรุ่งขึ้น ภายในวัดร้างบนูเา ชายชุดดำในชุดรัดกุมสองคนมองดูซากศพทั้งหกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เ้าสี่ เ้าคิดเห็นเช่นไร?" ชายที่ถูกเรียกว่าเ้าสี่ก็คือเด็กหนุ่มที่เดินทางไปยังมหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ยเมื่อครั้งก่อนนั่นเอง
เขายื่นมือออกมาจากแขนเสื้อที่กว้างใหญ่แล้วลูบคลำศพพลางกล่าว "ล้วนเป็การปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ลงมือครั้งที่สองเลย หากวิเคราะห์จากระยะทางและพละกำลังที่ทำให้ชายตาเขปลิวออกไป คนที่ลงมือสังหารพวกเขาน่าจะเป็ยอดฝีมือในขอบเขตหลอมชีพจร
ส่วนเื่ที่ว่าอยู่ระดับใดของขอบเขตหลอมชีพจร ยากที่จะคาดเดาได้"
ชายคนเมื่อครู่เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง "น่าสนใจดีนะ ยอดฝีมือขอบเขตหลอมชีพจรผู้นี้ชอบใช้กิ่งไม้เป็อาวุธอย่างนั้นหรือ? หรือว่าแกล้งทำเป็หมูหลอกกินเสือ?"
เขาหยิบท่อนไม้ที่เปื้อนเืขึ้นมาลองกวัดแกว่งดูสองสามทีพลางกล่าว "ความสำเร็จด้านเพลงกระบี่ของคนผู้นี้น่าจะสูงส่งมาก อย่าว่าแต่การปลิดชีพในกระบวนท่าเดียวเลย กิ่งไม้นี้ยังไม่หัก ซ้ำยังไม่มีร่องรอยการถูกทำลายเลยแม้แต่น้อย เพลงกระบี่ระดับนี้หาได้ยากยิ่งนัก"
เ้าสี่มองดูซากศพทั้งหกด้วยสายตาเรียบเฉยพลางกล่าว "ให้คนมาเก็บศพเถอะ ไม่ว่าอย่างไร ข้อสงสัยที่มีต่อหัวหน้าผู้คุมคนนั้นก็ถูกปัดตกไปแล้ว"
"พี่รอง ท่านคิดว่าจะเป็ฝีมือของหัวหน้าผู้คุมผู้นั้นหรือไม่!?"
"หัวหน้าผู้คุมหรือ? เ้าสี่ เ้าคิดมากเกินไปแล้ว ต่อให้เป็หัวหน้าผู้คุมก็เป็แค่คนธรรมดาสามัญ ถึงเขาจะมีวิชายุทธ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีทางที่จะเป็ยอดฝีมือในขอบเขตหลอมชีพจรไปได้เด็ดขาด!
ยอดฝีมือขอบเขตหลอมชีพจรที่อายุน้อยเพียงนี้จะไปเป็หัวหน้าผู้คุมเนี่ยนะ? ยอดฝีมือขอบเขตหลอมชีพจรที่อายุน้อยเช่นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ล้วนเป็ดั่งของล้ำค่า ตระกูลใดจะยอมปล่อยให้เขาออกมาเป็ผู้คุมกันเล่า?
อย่างเช่นเ้า ตอนอายุสิบหกบรรลุขอบเขตหลอมชีพจร คนในตระกูลของเ้าต่างก็พากันตามใจเ้าจนแทบจะเหาะขึ้นฟ้า อยากได้อะไรก็ต้องได้ แม้กระทั่งตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปก็ยังเก็บไว้ให้เ้าเลย
แม้ว่าผู้คุมผู้นั้นจะมีอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่หากเขาอยู่ในขอบเขตหลอมชีพจรจริง เขาก็ถือเป็บุคคลผู้มีพร์ที่หาตัวจับยากอยู่ดี"
พี่รองหัวเราะหึ ๆ "ความดีความชอบนี้คงต้องตกเป็ของพวกเราสองพี่น้องแล้วล่ะ
เจ็ดประหลาดพวกนี้ล่วงเกินผู้คนไว้ไม่น้อย การที่ต้องมานอนตายกลายเป็ศพอยู่กลางป่าเขาเช่นนี้ก็ถือเป็เื่ปกติ เ้าก็อย่ามัวแต่ไปสนใจเลยว่าเป็ฝีมือใคร รับเงินรางวัลแล้วไปดื่มสุรากับพี่รองดีกว่า!"
"พอเถอะพี่รอง เลิกพูดได้แล้ว" เห็นได้ชัดว่าเ้าสี่รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เขาเอ่ยปากกล่าว "สรุปก็คือ ตอนนี้เจ็ดประหลาดสำนักถังตายไปแล้วหกคน ยังมีอีกหนึ่งคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ์ นี่ก็นับว่าเป็เื่ดีเื่หนึ่ง
่เวลานี้สำนักถังคงจะสงบเสงี่ยมลงบ้างแล้วล่ะ!
ส่วนเื่ความดีความชอบนี้... ข้าไม่ขอรับไว้ ยกให้พี่รองทั้งหมดก็แล้วกัน!" เ้าสี่สะบัดแขนเสื้อแล้วเหาะเหินจากไป
พี่รองส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจพลางกล่าว "ล้วนเป็ศิษย์ที่ถูกสั่งสอนมาจากอาจารย์คนเดียวกันแท้ ๆ เหตุใดหัวสมองของเ้าเด็กคนนี้ถึงได้คิดพลิกแพลงไม่เป็นะ ความดีความชอบที่ได้มาง่าย ๆ กลับไม่เอาเสียได้
เ้าเด็กนี่มันหัวรั้นจริง ๆ "
สรุปก็คือ คลื่นลมของเจ็ดประหลาดสำนักถังได้สงบลงแล้ว ทว่าสวี่หยางกลับไม่รู้เื่ราวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ที่จางหลิงได้รับในภายหลังก็คือ บอกให้เขาอย่าพูดอะไรให้มากความ และอย่าถามอะไรให้มากความ เื่นี้ไม่จำเป็ต้องให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยว ใน่หลายวันต่อจากนั้น ทุกอย่างล้วนสงบสุขราบรื่น สวี่หยางยังคงทำตัวเป็ปกติเหมือนเช่นเคย จางหลิงจึงวางใจลงได้
พวกผู้คุมที่อยู่ด้านนอกกรงขังล้วนปกติดี ทว่าถังซานที่อยู่ภายในกรงขังกลับดูผิดปกติไปเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะถูกทุบตีทุกวัน ทว่ากลับมีท่าทีกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันเขาจะตื่นเต้นและะโโวยวายเสียงดังลั่น
"ท่านพัศดี ข้าว่ารีบฆ่าเขาทิ้งไปเลยดีกว่าขอรับ เขาใกล้จะบ้าเต็มทีแล้ว" สวี่หยางเดินไปส่งพัศดีเจียงลงเขา พลางปรึกษาหารือไปด้วย
"ปล่อยให้เขาบ้าไปเถอะ เขาคิดว่าพี่น้องกับภรรยาของตัวเองจะมาช่วย แต่ความจริงแล้ว..." พัศดีเจียงพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไป
"ไม่มีอะไรให้ต้องง้างปากถามแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันก็เตรียมตัวปะาเขาได้เลย เื่นี้เ้าสามารถนำไปบอกเขาก่อนได้นะ..." พัศดีเจียงหัวเราะพลางกล่าว