ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 38 หัวกระต่ายบนบันได

     

    กระต่ายขาวตัวน้อย สีข๊าวขาว

     

    หูของมันตั้งตรงขึ้นสองข้าง

     

    ตัดหลอดเลือดแดงและตัดหลอดเลือดดำ

     

    มันไม่ขยับแล้ว...น่ารักจริง ๆ

     

    ......

     

    เสียงเพลงแปลกประหลาดดังขึ้นมาจากด้านบนบันไดที่อยู่เหนือศีรษะของพวกเขา

     

    เสียงเพลงจากไกล ๆ ค่อย ๆ ขยับใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    “ตึก...ตึก...”

     

    เสียงฝีเท้าก้าวเดินเป็นจังหวะดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลง

     

    มีบางอย่างกำลังเดินลงมาที่นี่!

     

    สายตาของทั้งหกคนมองขึ้นไปด้านบนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

     

    พวกเขากำลังเตรียมตัวต้อนรับศัตรูผู้มาเยือน จากเดิมที่คิดว่าบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่จะซ่อนตัวแบบนั้นต่อไป ทว่าในเวลานี้พวกเขาเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามันจะปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้หรือไม่

     

    ในเวลานี้เอง จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเดินลงมา ต้องเป็นผู้มีความแข็งแกร่งและบางทีอาจจะไม่เห็นความแข็งแกร่งของคนในทีมของเขาอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ

     

    มัน...คืออะไรกันนะ?

     

    เซี่ยฮุยมองไปข้าง ๆ ก็พบว่าเฉียนตัวตัวยังคงจ้องมองขึ้นไปด้านบนด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย

     

    ตั้งแต่เริ่มทำภารกิจจนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าทึ่มนี่จะไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

     

    หลังจากนั้นเขาก็หันกลับไปมองด้านบนก็พบว่าสิ่งเริ่มใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    “ตึก!”

     

    สายตาของทุกคนมองไปที่มุมบันไดด้วยความกระตือรือร้น

     

    จู่ ๆ เสียงเท้าที่ได้ยินก็หยุดเดิน

     

    ทุกอย่างเงียบสงบไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาได้อย่างชัดเจน

     

    “ตึก ๆ ...”

     

    แม้ว่าร่างกายจะนิ่งไม่ไหวติง แต่เสียงเต้นของหัวใจของพวกเขากลับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

     

    เต้นเร็วเสียจนแทบจะหลุดออกมาจากอก แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาพลวงตาแต่มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกประหม่าได้เป็นอย่างมาก

     

    ตึก ๆ ...

     

    ในที่สุดเฉียนตัวตัวก็ไม่สามารถยืนอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป เขาก้าวเท้าเดินไปด้านหน้าท่ามกลางความเงียบ

     

    เขาคงอยากพิสูจน์ว่าสิ่งสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่!

     

    เฉียนตัวตัวสาวเท้าไปด้านหน้าด้วยความสงสัย เขาก้าวข้ามบันไดครั้งละหลายชั้นเพื่อขึ้นไปด้านบน

     

    ใบหน้าของเฉียนตัวตัวเริ่มเคร่งขรึม ดูเหมือนว่าเขาคงเตรียมตัวที่จะกลายร่างทุกเมื่อหากเจอสิ่งลึกลับที่อยู่ตรงหน้า

     

    ร่างที่กลายเป็นมังกรจะทำให้ผิวหนังของเขาหนาและหยาบขึ้น แน่นอนว่าผิวหนังของเขาสามารถรับการโจมตีได้จนกว่าคนอื่น ๆ จะตั้งหลักได้

     

    บันไดที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้สูงชันเพราะมีทั้งหมดสิบสามขั้น ตอนที่เฉียนตัวตัวเดินขึ้นไปถึงขั้นที่สิบเอ็ด

     

    ตอนที่เหลือระยะห่างจากทางโค้งอีกแค่สองก้าว จู่ ๆ เขาก็หยุดเดิน

     

    แผ่นหลังของเขาเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ภายในใจของเขาสั่งให้ก้าวขา แต่ร่างกายของเขากลับไม่สามารถทำอะไรได้

     

    ร่างกายของเขากำลังกระซิบเตือนถึงอะไรบางอย่างที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่

     

    ชั่วร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

     

    เฉียนตัวตัวก้มมองขาตัวเองราวกับถูกอะไรบางอย่างหลอกจนชะงักงันอยู่กับที่ ร่างกายของเขาแข็งทื่อและไร้สติอย่างสมบูรณ์

     

    ขยับสิวะ!

     

    เฉียนตัวตัวกำหมัดแน่นและแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน

     

    เขารู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ห่างจากเขาไม่ไกล และมันก็กำลังจ้องมองเขาอยู่บริเวณทางโค้งหักมุมของบันได

     

    ดวงตาที่แสนเย็นชาทำให้ร่างของเขาแข็งทื่อราวกับถูกความเย็นจากน้ำแข็งห่อหุ้มรอบตัวไว้

     

    ไม่ทันแล้วเหรอ?

     

    เฉียนตัวตัวแอบรู้สึกโศกเศร้าภายในใจ ทั้ง ๆ ที่เขาเตรียมตัวไว้แล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสให้เขาได้กลายร่างได้ทันเวลา และเขากำลังยืนแข็งทื่อภายใต้การควบคุมของสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้น

     

    “ตึก...ตึก...”

     

    กำลังจะเดินลงมาแล้ว!

     

    เฉียนตัวตัวถลึงตามองสิ่งที่กำลังเดินมาตรงทางโค้งหักศอกของบันได สิ่งสิ่งนั้นกำลังจะลงมาถึงตัวเขาแล้ว

     

    “เจ้าอ้วน เกิดอะไรขึ้น?”

     

    หลี่เหมยเห็นเฉียนตัวตัวหยุดชะงักไป เธอก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงรีบตะโกนถาม

     

    “ฉันขยับตัวไม่ได้ มันกำลังจะลงมาแล้ว”

     

    “อะไรนะ ลงมาแล้ว?”

     

    “พวกเธอไม่ได้ยินเหรอ?”

     

    เฉียนตัวตัวยังคงถลึงตามองไปด้านหน้าและไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองพวกเขาที่ยืนอยู่ด้านล่าง

     

    เขาได้ยินเสียงฝีเท้าอย่างชัดเจนเต็มสองรูหู เป็นเสียงเท้าเหมือนกับเด็กที่กำลังกระโดดลงมาจากบันไดด้วยความซุกซน

     

    “ได้ยินอะไร นายพูดบ้าอะไรของนายเนี่ยเจ้าอ้วน”

     

    หลี่เหมยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แต่เธอกลับไม่ได้ยินในสิ่งที่เฉียนตัวตัวพูด

     

    ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าสิ่งประหลาดบางอย่างอยู่ตรงทางโค้งหักฉากตรงนั้น หมอนั่นมัวยืนพิรี้พิไรทำอะไรอยู่ที่นั่นอีก

     

    หลี่เหมยพูดกับเฉียนตัวตัวด้วยความโกรธ

     

    “มาแล้ว!”

     

    เฉียนตัวตัวไม่ได้ตอบคำถามของหลี่เหมย เขาตอบกลับมาแค่สองพยางค์สั้น ๆ พร้อมกับเบิกตาโต

     

    หัวของอะไรบางอย่างโผล่ออกมาให้เขาเห็นแล้ว

     

    หัวของกระต่ายที่เพิ่งถูกตัดได้ไม่นาน หัวของมันเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงสด

     

    ราวกับถูกใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านบนที่สูงโยนลงมา หลังจากนั้นก็เด้งลงมาตามขั้นบันไดทีละขั้น

     

    บนขั้นบันไดแต่ละขั้นมีเลือดเปื้อนอยู่เป็นทางยาว

     

    “ตึง!”

     

    ตอนที่หัวของกระต่ายอยู่ห่างจากเฉียนตัวตัวอีกเพียงแค่สองขั้น หัวกระต่ายก็ดีดขึ้นจากพื้นอย่างแรงก่อนจะกระแทกลงบนบันไดขั้นที่เขายืนอยู่อย่างสุดแรง

     

    เลือดสาดกระจายไปทั่วตัวเฉียนตัวตัว

     

    เป็นเพราะเขาอยู่ใกล้กับมันระยะประชิด ดังนั้นเลือดจึงกระเด็นใส่หน้าของเขาด้วย

     

    เลือดเหล่านั้นไหลซึมเข้าไปในปากของเขาพอดิบพอดี แม้ว่าจะไม่สามารถขยับตัวได้ แต่เขายังรู้สึกและรับรู้ทุกอย่าง

     

    เลือดที่อยู่บนริมฝีปากของเขา ทำให้เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวที่ยากเกินกว่าจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้

     

    ยังไม่ทันที่เฉียนตัวตัวจะมีเวลาได้แยกแยะถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

     

    วินาทีต่อมาหัวกระต่ายตัวนั้นก็เด้งขึ้นจากพื้นอีกครั้ง

     

    ช่างไร้เหตุและผลอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่มันตกลงมาถึงด้านล่างและหยุดนิ่งไปราว ๆ 5 วินาทีแล้วแท้ ๆ

     

    โดยปกติแล้วถ้าหากมีของตกลงมาจากด้านบนและหยุดนิ่งสนิท มันจะไม่สามารถเด้งกลับขึ้นมาได้อีก

     

    แต่หัวของกระต่ายตัวนี้กลับเด้งกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง

     

    มันเป็นเพียงแค่หัวของกระต่ายที่ถูกตัดขาดออกจากร่าง แต่มันกลับเด้งขึ้นมาอัตโนมัติราวกับยังสามารถรับรู้ทุกอย่างได้ปกติ

     

    และมันก็กระโดดได้สูงมากด้วย

     

    หัวกระต่ายลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นมันก็เตรียมตัวทุ่มลงบนศีรษะของเฉียนตัวตัวอย่างเต็มกำลัง

     

    “เชี้ยเอ้ย!”

     

    เมื่อเห็นดวงตาสีแดงโลหิตของหัวกระต่าย เฉียนตัวตัวก็รู้สึกได้ว่ามันยังมีชีวิตอยู่

     

    เขาเห็นหัวของมันขยับใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เขาเริ่มเกิดความวิตกกังวลถึงขั้นสุดแล้ว

     

    “ชิ้ง!”

     

    ตอนที่เห็นว่าหัวกระต่ายกำลังจะทุ่มใส่ศีรษะของเฉียนตัวตัว เขาก็ได้แต่ปลงในใจว่าหายนะครั้งนี้คงยากเกินกว่าที่จะหนีเอาชีวิตรอดได้

     

    เสียงดาบสายหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ

     

    เฉียนตัวตัวได้ยินแค่เสียง และรู้สึกได้ถึงเสียงของลมที่พัดผ่านเข้ามา

     

    วินาทีต่อมาเขาก็พบว่าหัวกระต่ายที่กำลังจะกระแทกเข้าใส่ศีรษะของตัวเอง ถูกใบมีดวายุผ่าจนแยกออกเป็นสองสั่น

     

    “ตุบ! ตุบ!”

     

    หัวของกระต่ายที่ถูกผ่าครึ่งออกเป็นสองส่วนกระแทกลงบนขั้นบันไดจนเกิดเสียงดังติดต่อกันสองครั้ง

     

    “ฟู่!”

     

    ตอนที่หัวของกระต่ายถูกผ่าครึ่ง เฉียนตัวตัวก็พบว่าตัวเองสามารถควบคุมร่างกายได้อีกครั้งแล้ว

     

    เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อีกทั้งยังแอบปาดหน้าผากตัวเอง แต่กลับพบว่าไม่มีเหงื่อซึมอยู่บนนั้น

     

    เขาหันกลับไปมองหลี่เหมยที่ยังอยู่ในท่าโจมตีด้วยดาบ

     

    ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มที่ตื้นตันออกมา “ขอบใจนะเหมยเหมย ไม่ได้เธอช่วยฉันตายแน่ ๆ”

     

    “เจ้าอ้วน เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

     

    หลี่เหมยเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ เฉียนตัวตัว จากนั้นก็ใช้ปลายดาบเขี่ยหัวของกระต่ายที่อยู่ข้าง ๆ

     

    “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อยู่ดี ๆ ร่างกายก็ขยับไม่ได้”

     

    เฉียนตัวตัวยักไหล่ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงชะงักไปแบบนั้น

     

    “ด้านนอกดูเหมือนหัวกระต่ายธรรมดา ๆ โดยทั่วไปเลยนะ”

     

    เซี่ยฮุยย่อตัวลงข้าง ๆ หัวของกระต่ายที่ถูกผ่าครึ่ง จากนั้นก็ใช้ไม้เขี่ยหัวของมันเพื่อตรวจสอบ

     

    “แต่ทุกคนดูนี่สิ...ทั้ง ๆ ที่เพิ่งถูกฆ่าไปแท้ ๆ แต่ด้านในของมันกลับเน่าเปื่อยได้อย่างรวดเร็ว”

     

    เขาหักไม้ออกเป็นสองส่วน จากนั้นก็คีบหัวของกระต่ายขึ้นมา

     

    “อี๋!”

     

    เจี่ยปิงอวี่ถอยหลังออกไปหลายก้าวด้วยสีหน้ารังเกียจ และเธอก็อยู่ห่างจากของเหล่านี้มาโดยตลอด

     

    หลี่เหมยแตกต่างจากผู้หญิงโดยทั่วไป เธอหันไปมองหัวของกระต่ายอีกซีกหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ดาบในมือหั่นออกเป็นส่วน ๆ

     

    “ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว”

     

    หลี่เหมยมองด้านในกะโหลกของมันก็พบว่าทุกอย่างแทบจะแห้งสนิท

     

    ความสงสัยผุดขึ้นมาในหัว “แต่เมื่อกี้ยังมีเลือดอยู่เลยนะ ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีล่ะ”

     

    “น่าเสียดายเหมือนกันนะเนี่ย”

     

    เฉียนตั๋วตั่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองหัวของกระต่ายที่อยู่ในมือเซี่ยฮุย

     

    เธอส่ายหน้าและพูด “ได้ยินมาว่าที่ภาคใต้มีอาหารชื่อว่า “หัวกระต่ายตุ๋นซอส” ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยด้วยล่ะ”

     

    “เธอนี่เห็นแก่กินจริง ๆ เลยนะ”

     

    หลี่เหมยเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้ม “ตอนนี้พวกเรายังอยู่ในอันตราย แต่เธอกลับอยากกินหัวกระต่ายตุ๋นซอส เอาเป็นว่าออกไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่พี่สาวคนนี้จะเลี้ยงเมนูนี้เอง”

     

    “พูดจริงนะ!”

     

    เฉียนตั๋วตั่วมองหลี่เหมยด้วยความหวัง ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายด้วยความหวัง

     

    “จริงสิ”

     

    หลี่เหมยมองเธอ จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยฮุยที่โยนหัวของกระต่ายลงไปกองอยู่ที่พื้น

     

    เธอถาม “แล้วตอนนี้จะเอาไงกันต่อ? ฉันว่าสิ่งที่นายรู้สึกได้ต้องไม่ใช่แค่หัวกระต่ายตัวนี้แน่ ๆ”

     

    “อื้อ”

     

    เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขารู้สึกก่อนหน้านี้ เซี่ยฮุยก็พยักหน้าตอบรับกลับไป

     

    “ตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกถึงสิ่งนั้นอยู่ และมันก็อยู่ด้านบนด้วย”

     

    จากตำแหน่งที่เซี่ยฮุยชี้ บรรยากาศตึงเครียดจากตอนที่เฉียนตัวตัวแข็งทื่อไปก่อนหน้านี้ มันได้สร้างแรงกดดันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว

     

    “อันที่จริงพวกเราไม่ต้องขึ้นไปหรอก”

     

    ทุกคนหันมามองเซี่ยฮุยด้วยความสงสัย

     

    เขาหันไปพูดกับเฉียนตัวตัวว่า “ครั้งนี้นายกลายร่างแล้วเข้าไปทุบจุดนั้นได้เลย”

     

    เซี่ยฮุยชี้ไปที่จุดหักมุมของบันไดที่อยู่ด้านบน

     

    “นายหมายความว่า...”

     

    เซี่ยฮุยพยักหน้าให้เจี่ยปิงอวี่ “ใช่แล้ว ในเมื่ออาจจะมีโอกาสที่จะถูกลอบโจมตีถ้าหากขึ้นไปด้านบน งั้นเราก็ไม่ต้องขึ้นไป”

     

    “ในเมื่อมั่นใจได้ว่ารอบตัวของเราเป็นภาพมายา และเราก็ยังไม่รู้ตำแหน่งของตัวเองว่าอยู่ที่ไหน สิ่งเดียวที่เรารู้ก็คืออย่างน้อย ๆ บันไดเหล่านี้เป็นของจริง”

     

    “ถ้าหากเราทำลายมันได้ สิ่งที่อยู่ด้านบนบันไดก็อาจจะได้รับผลกระทบและตกลงมาด้านล่าง”

     

    “ถ้างั้น พวกเราก็ต้องเป็นคนบีบบังคับให้มันออกมา”

     

    เฉียนตัวตัวพูดแทรกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน ฉันถนัดทุบทำลายบ้านอยู่แล้ว”

     

    พูดจบเฉียนตัวตัวก็กลายร่างทันที

     

    เพียงชั่วพริบตาเขาก็เปลี่ยนเป็นมังกรอ้วนตัวใหญ่

     

    ร่างกายใหญ่โตของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบน ส่วนเซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ต่างก็พากันถอยหลังออกมาและมองดูผลงานของเฉียนตัวตัวอยู่ด้านล่าง

     

    “ตึง! ตึง! ตึง!”

     

    หางมังกรขนาดใหญ่ของเฉียนตัวตัวฟาดเข้าใส่บันไดติดต่อกันสามครั้ง จนเกิดเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่ว

     

    หลังจากนั้นบันไดที่อยู่ด้านบนก็แตกเป็นผุยผงอีกทั้งยังถล่มลงมาอย่างฉับพลัน

     

    ในเวลานี้เอง เฉียนตัวตัวก็กลับเข้าสู่ร่างเดิม ร่างอวบอ้วนของเขากระโดดลงมายืนอยู่ตรงทางเดินอย่างคล่องแคล่ว

     

    “เป็นไง ผลงานฉันไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”

     

    เฉียนตัวตัวหันมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง จากนั้นก็คุยโวโอ้อวดว่า “เรื่องทำลายข้าวของแบบนี้ ถ้าฉันถูกจัดเป็นอันดับสอง คงไม่มีใครกล้าครองตำแหน่งอันดับหนึ่งแล้วล่ะ”

     

    “ใช่ ๆ ๆ ...”

     

    “นี่...พวกเธออย่าทำเป็นตอบกลับแบบขอไปทีได้ไหม ฉันจะบอกอะไรให้นะ...”

     

    “ชู่!”

     

    หลี่เหมยถลึงตามองเขาอีกทั้งยังส่งเสียงให้เขาเงียบ จากนั้นสายตาของเธอก็มองไปทางฝั่งบันไดที่ถูกถล่มลงมาเมื่อสักครู่

     

    เฉียนตัวตัวเงียบเสียง จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นราวกับลูกปิงปองที่กระทบลงบนพื้น และมันก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    เสียงอะไร?

     

    เฉียนตัวตัวหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เสียงที่เขาได้ยินเหมือนกับเสียงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

     

    คงไม่ใช่...

     

    เขาใจเต้นตึกตักอีกครั้ง สายตาของเขาหันไปถลึงตามองตามต้นตอของเสียงที่ใกล้เข้ามา

     

    วินาทีต่อมาก็มีหัวของกระต่ายกลิ้งตกลงมาและกระแทกลงบนพื้นจนพื้นบันไดแยกออกจากกัน

     

    หัวของกระต่ายกลิ้งลงมาเป็นจำนวนมากท่ามกลางสายตาของทุกคน

     

    จำนวนของมันเยอะเกินกว่าที่จะนับได้

     

    “ทุกคนระวัง”

     

    เฉียนตัวตัวกลายร่างอีกครั้ง จากนั้นเขาก็แหงนมองหัวกระต่ายที่ตกลงมาจากเบื้องบน

     

    “ถ้าหากปล่อยให้พวกมันขยับเข้ามาใกล้ พวกเราจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้”

     

    อันที่จริงไม่ต้องรอให้เขาบอก ทุกคนก็เตรียมตัวเพื่อป้องกันไม่ให้หัวกระต่ายเหล่านั้นเข้ามาใกล้อยู่แล้ว

     

    วินาทีนั้นแสงสว่างจากสกิลของแต่ละคนก็สว่างวาบขึ้น!

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน