แคว้นเจียง รัชศกต้าหลิวปีที่สาม
ราชวงศ์หยางสถาปนามาได้กว่าร้อยปีแล้ว ปัจจุบันผู้สามารถขึ้นครองบัลลังค์ได้ขณะนี้มีเพียงผู้เดียว
หวงไท่จื่อหยางเยว่ซิน
หยางเยว่ซินยามนั้นอายุเพียงสิบปี เขาเติบโตขึ้นโดยเรียนรู้มาตลอดว่าตนคือรัชทายาท เนื่องจากเสด็จพ่อของเขาหรือองค์กษัตริย์นั้น จนบัดนี้มีพระโอรสเพียงคนเดียว ท่ามกลางพระธิดานับสิบ
เด็กชายสวมชุดหรูหรา นั่งเขียนตำราตามที่เสด็จแม่สั่ง แม้อากาศยามนี้จะน่านอนเพียงใด เขาก็ไม่อาจทำได้
หยางเยว่ซินลอบถอนหายใจ ทั้ง ๆ ที่ตักของมารดาอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทั้ง ๆ ที่อากาศช่างเป็ใจ ทำไมเขาถึงต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งเช่นนี้กัน
“ตำราพิชัยาเล่มนี้ ลูกคัดลอกเสร็จแล้วพะยะค่ะ”
ฮองเฮาพยักหน้า เอื้อมมือมาลูบหัวลูกชายอย่างเอ็นดู “พอแค่นี้แล้วกัน รัชทายาทกลับไปพักผ่อนเถอะ”
เขายิ้มกว้าง ใจนึกอยากโถมกอดผู้เป็แม่ของแผ่นดิน แต่ก็ต้องสำรวมไว้ เด็กชายแสร้งกระแอม
“เสด็จแม่ อากาศช่างเย็นนัก ก่อนลูกกลับตำหนักขอหนึ่งกอดได้หรือไม่”
ตำหนักบูรพาหลังรัชทายาทกลับมาช่างอึมครึมนัก เ้าของตำหนักแม้ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจน แต่ขันทีและนางกำนัลต่างรู้ว่าเ้านายของตนคงอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่
หยางเยว่ซินนั่งหน้าบึ้งบนเก้าอี้ในสวน ปากพึมพำ “ไม่รักเสด็จแม่แล้ว” ซ้ำไปซ้ำมาจนขันทีข้างกายได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น ทำเป็ไม่เห็นไม่ได้ยิน
ทันใดนั้นปรากฏเสียงสวบสาบในพุ่มไม้ เด็กหนุ่มหลุดจากภวังค์ มองไปยังต้นทางเสียงแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใด จึงใช้ให้คนข้างกายไปตรวจดู
“ทูลรัชทายาท เป็แมวดำตัวหนึ่งพะยะค่ะ”
“อุ้มมาได้หรือไม่”
จบคำไม่นาน ในพุ่มไม้ปรากฏเสียงอีกครั้ง ไม่ทันตั้งตัวในสายตาของรัชทายาทน้อยก็เห็นก้อนดำ ๆ ผ่านสายตา ก่อนพบว่าบนตักของตนมีแมวตัวหนึ่งมานอนเสียแล้ว
“เ้าแมวนี่!”
“ไม่เป็ไร” หยางเยว่ซินยกมือปรามขันที มองก้อนขนบนตักตนอย่างพินิจก่อนวางมือด้วยคิดอยากจะลูบหัว ในใจเขาอดจะกลัวไม่ได้ว่าคงโดนข่วนแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีเพียงเสียงครางเครือในคอแมวที่หลุดออกมาเท่านั้น
เขาอมยิ้ม ค่อย ๆ เลื่อนมือไปเกาคางเ้าตัวน้อย “เ้ามาจากไหน มีเ้าของหรือไม่”
คำตอบรับมีเพียงเสียงร้องของแมว รัชทายาทน้อยถามต่อแม้รู้อยู่แก่ใจว่าเ้าตัวเล็กนี้ไม่สามารถพูดคุยด้วยได้
“หากไร้เ้าของ งั้นมาอยู่กับข้าดีไหม”
“เหมียว”
หยางเยว่ซินทึกทักว่ามันแปลได้ว่า ‘ตกลง’
//
talk , สวัสดีค่ะ ขอฝากตัวกับนักอ่านทุกท่านและขอฝากน้องเยว่กับเ้าแมวด้วยนะคะ สามารถติชมได้ enjoy reading ค่ะ :--)