“หนูไหวไหมคะ ให้พี่พาไปหาหมอไหม” เสียงทุ้มเจือความกังวลถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยังคงซีดเซียว กินอะไรก็แทบไม่ลง คิณณ์มองร่างบางที่นอนซบอยู่บนเตียงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย มือหนาลูบไปตามเส้นผมนุ่มของเธอเบาๆ ราวกับปลอบโยนหญิงสาว
“พี่ไปทำงานเถอะค่ะ หนูไม่ได้เป็นอะไรมาก”
เสียงแหบแห้งดังขึ้น ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มกลับแตกระแหงจนเขายิ่งสงสารจับใจ คิณณ์ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะจับมือเล็กขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างอ่อนโยน ดวงตาคมฉายแววอ่อนลง แต่ยังเต็มไปด้วยความกังวล
“แบบนี้ไม่เป็นอะไรมากที่ไหน มันอาการหนักแล้วนะ” เขาพูดเสียงเข้ม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงไม่ยอมไปไหน
“เดี๋ยวพี่ก็ลาออกแล้วนะคะ หยุดบ่อยคงไม่ดี”
“แล้วพี่จะปล่อยให้เมียพี่เป็นแบบนี้งั้นเรอะ”
“หนูแค่ท้องนะคะ ไม่ได้จะตาย” คนน้องหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือหนาของเขาไว้ พร้อมส่งยิ้มให้เขาอย่างเอ็นดูเมื่อใบหน้าคมยังฉายแววเป็นห่วงไม่คลาย
“แต่พี่ว่าหนู... หนูว่าอะไรนะ ท้องงั้นเหรอ?” คิณณ์ชะงักไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วแน่นราวกับจับสังเกตบางอย่างได้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาคมเบิกกว้างราวกับยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่ค่ะคุณพ่อ ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ” ทันทีที่คำว่า คุณพ่อ หลุดออกจากปากของหญิงสาว หัวใจของคิณณ์ก็เต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ความตกใจ ความดีใจ และความตื้นตันประดังเข้ามาจนเขาพูดอะไรไม่ออก
“หนูรู้นานหรือยังคะ” ผ่านไปชั่วครู่กว่าเขาจะหาเสียงของตนเองเจอจึงเอ่ยปากถามคนบนเตียงอย่างสงสัย
“รู้ก่อนแต่งไม่กี่อาทิตย์ค่ะ”
“แล้วทำหนูไม่บอกอะไรพี่เลยล่ะ”
“หนูตั้งใจจะบอกพี่เป็นของขวัญวันเกิดไงคะ” ลัลน์ยิ้มบาง ก่อนจะเอื้อมมือหยิบกล่องของขวัญสีดำขนาดเล็กที่วางอยู่บนหัวเตียง แล้วยื่นให้คนรักที่ยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
คิณณ์รับกล่องนั้นมาด้วยมือสั่นเทา เปิดฝาออกช้า ๆ และทันทีที่เห็นที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดสีแดงชัดเจน ดวงตาคมก็สะท้อนความสั่นไหว เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวที่มองมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ชายหนุ่มกอบกุมมือบางขึ้นมาแนบแก้ม สูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับต้องการให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝันหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นเสียงจริงจัง
“หนูเป็นโควิดทำไมไม่บอกพี่ล่ะ ถึงว่าอาการหนัก”
“อย่ามาตลกหน้าตายนะคะ” ลัลน์แหวเสียงดุ พร้อมฟาดมือใส่ต้นแขนแกร่งเสียงดัง เพี๊ยะ! คิณณ์แกล้งร้องโอดโอย ทำหน้าตาตื่นตกใจแต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะรวบร่างบางเข้ามากอดแน่นอย่างมีความสุข
“หนูไปฝากครรภ์ยังคะ”
“ยังค่ะ รอพ่อของลูกพาไปอยู่”
“งั้นเดี๋ยวพี่เลิกงานพี่มารับนะคะ ตัวเล็กอย่าดื้อกับแม่เขามากนะรู้ไหม”
ชายหนุ่มก้มลงจูบหน้าผากมนอย่างแสนรัก ก่อนจะเลื่อนใบหน้าลงไปจุมพิตหน้าท้องแบนราบของเธอเบา ๆ ก่อนจะกระซิบกับลูกในท้องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความรักและความตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“ไปทำงานได้แล้วค่ะท่าน ลงบัลลังก์ช้าแบบนี้ระวังโดนร้องเรียนนะคะ”
“ครับๆ พี่ไปแล้วนะ กับข้าวอยู่บนโต๊ะนะคะ”
“ค่าๆๆ” หญิงสาวตอบรับเสียงใส มองตามแผ่นหลังกว้างในชุดสูทที่เดินออกจากห้องไปด้วยสายตาอบอุ่น หัวใจพองโตอย่างมีความสุข เธอค่อย ๆ ทิ้งตัวลงบนเตียง หลับตาพริ้มพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปาก
“ยินดีกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ ตอนนี้น้องมีอายุครรภ์สามเดือนแล้วค่ะ พักนี้คุณพ่อกับคุณแม่ช่วยงดกิจกรรมไปก่อนจนกว่าจะครบห้าเดือนนะคะ” คุณหมอสูตินารีสาวเอ่ยบอกข้อห้ามและเตือนคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้ระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง
“แต่ว่าภรรยาผมแพ้ท้องหนักมากกินอะไรไม่ค่อยได้จะไม่เป็นอะไรหรือครับ”
“เดี๋ยวหมอให้ยาไปทานนะคะ น่าจะช่วยคุณแม่ลดอาการอาเจียนได้บ้าง อีกไม่กี่เดือนก็หายแล้วค่ะ” คุณหมอสาวว่าพร้อมส่งยิ้มให้กำลังใจคนทั้งสอง
“ขอบคุณนะคะ” ลัลน์กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ คิณณ์รีบเข้ามาประคองเธออย่างห่วงใยพาเดินออกจากห้องตรวจไปยังรถ เมื่อเขาจัดแจงให้เธอนั่งเรียบร้อยแล้วจึงออกรถ แต่ไม่นานนัก เสียงหวานของหญิงสาวก็ดังขึ้น
“พี่คิณณ์คะ”
“หืม ว่าไงคะ” คิณณ์เหลือบมองหญิงสาวข้างกายขณะขับรถ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอทำท่าลังเลเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับเงียบไป
“ทำไมตอนนั้นพี่ถึงกลับมาหาหนูหรือคะ” หญิงสาวเม้มปากแน่น ก่อนตัดสินใจเอ่ยถามออกไป คำถามนั้นทำให้คิณณ์ชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“สรุปหนูจำพี่ไม่ได้จริงๆหรือ”
“นอกจากผับวันนั้นหนูว่าก็ไม่เคยเจอพี่ที่ไหนนะคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองเขาด้วยความสงสัย
“น่าน้อยใจจังเมียจำผัวไม่ได้ ไหนว่าจองพี่ไง”
“หนูเคยทำแบบนั้นด้วยหรือคะ” ลัลน์ขมวดคิ้ว เสียงใสเอ่ยถามอย่างงุนงง ยิ่งเขาพูด เธอยิ่งไม่เข้าใจ
“ตอนเด็กๆ ใครสอนการบ้านให้”
“อืมม เหมือนมีพี่ชายแถวบ้านคนหนึ่งมาช่วยสอน อ๊ะ อย่าบอกนะว่าคนนั้นคือพี่”
“กว่าจะนึกออกนะเรา” มือหนาวางบนศีรษะคนตัวเล็กพลางโยกไปมาอย่างเอ็นดู
“แล้วพี่ยังจำคำพูดน่าอายแบบนั้นได้อีกนะคะ” คนตัวเล็กแหวเสียงหลง หน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงความอับอายในวัยเด็กของตัวเอง“ฮ่าๆ น่ารักดีออกนะ”
“คนโรคจิตชอบเด็กนี่นะคะ”
“พี่ถึงไม่ติดต่อเราแล้วไปมีแฟนใหม่ไง กลัวหนูว่าโรคจิตแบบนี้”
“แล้วพี่จำหนูได้ยังไงคะตอนเด็กหนูออกจะอ้วนกลมออกแบบนั้น”
“พี่เจอเราก็ว่าคุ้นๆ มาเห็นรูปที่เจษมันส่งมาเลยมั่นใจ” พลางเปิดรูปที่เจษฎาส่งมาให้เขาเมื่อครั้งก่อนให้คนตัวเล็กได้ดู
เป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าจอโน้ตบุ๊กทำให้ลัลน์ถึงกับอ้าปากค้าง มันเป็นภาพเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายชันขาข้างหนึ่ง ย่อตัวให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กสาวรูปร่างตุ้ยนุ้ยที่ยืนยิ้มแฉ่งให้กล้อง โดยมีพ่อแม่ของทั้งสองยืนอยู่ด้านหลัง
เธอจำได้ว่าตั้งค่าให้ภาพรันไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่ามีรูปนี้อยู่ในเครื่องของเธอ ถ้าเธอสังเกตดี ๆ แต่แรก ก็คงรู้ไปแล้วว่าเด็กหนุ่มในภาพก็คือคนรักของเธอในวันนี้
“หนูเด็กขนาดนี้แล้วพี่ยังชอบอีก หนูว่าพี่ต้องโรคจิตแน่ๆ”
“แล้วเราไม่ชอบพี่รึไง ตัวติดหนึบกับพี่เชียว”
“หนูเด็กไหมคะ ต้องชอบคนหน้าตาดีอยู่แล้ว” หญิงสาวย่นจมูกใส่ ก่อนจะยกแขนกอดอกอย่างขี้เล่น
“ก็พี่ว่าพี่ไม่ปกตินี่แหละ พอไปคบคนรุ่นราวคราวเดียวกันเลยรู้สึกปกติ” ชายหนุ่มยักไหล่เอ่ยตอบคนรักไป
“งั้นเหรือคะ” ลัลน์ลากเสียงสูง ยิ้มกริ่มอย่างหยอกล้อ
“ตอนนั้นพี่ก็แค่เอ็นดูหนูนั่นล่ะ ไม่ถึงกับชอบในทางชู้สาวหรอก แหมได้ทีว่าพี่เชียว”
“เชอะ ไม่ฟังแล้ว” ลัลน์เบือนหน้าหนี กอดอกแน่น มองออกไปยังท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถติด
“อย่าพึ่งงอนกันสิเด็กน้อย ตอนนี้พี่รักหนูจริงๆนะ”
“ขับรถไปเลยค่ะ หนูหิวข้าวแย่แล้ว”
“ฮึๆ ครับๆ อย่าพึ่งโมโหหิวล่ะ” คิณณ์หัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของเธอ ก่อนจะเร่งเครื่องมุ่งหน้าไปตามท้องถนน
แสงไฟสีส้มทอดยาวตลอดสองข้างทางท่ามกลางความมืดมิด ตัดกับแสงไฟท้ายสีแดงที่ส่องวาบเป็นสายราวกับสายตาปีศาจที่จับจ้องอยู่ แต่บรรยากาศภายในรถกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ้อมกอดของค่ำคืนค่อย ๆ กล่อมคุณแม่ตัวน้อยให้ผล็อยหลับไปอย่างเงียบงัน