บทที่5 ตอนที่24 : ชายผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุด แรงค์เอของอักขระแห่งความมืด
“ให้ฉันตามไปช่วยอลันออกมาไหม?” มีสท์พูดแทรกขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพื่อน “ไม่ต้อง.. พลังของเธอสำคัญกับอีกแผนการของเรามาก และถ้าเราแผนการนั้นทำสำเร็จความได้เปรียบจะกลับมาอยู่ฝั่งเราทันที ส่วนเรื่องของอลันฉันกับมิทาจิจะเป็นคนไปช่วยเอง แล้วก็จะพาเกษมที่น่าจะเป็นเป้าของพวกมันไปด้วย” พลเอกแห่งกองทัพสหัรัฐเริ่มแสดงทักษะการแก้สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง “ส่วนโสตจะให้อยู่กับเธอ เพราะภารกิจครั้งนี้การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากและฉันจะเป็นคนสั่งการเอง แล้วอีกอย่างถ้าเกิดมีการผิดแผนขึ้นมา โสตจะสามารถรู้ที่อยู่ของพวกฉันและพาพวกเรากลับมารวมกันได้อีกครั้ง” มาดความเป็นผู้นำของสตีฟดูโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด “ฝากเพิ่มคีย์เวิร์ดคำว่าว่า ‘สั่งการ’ ไปด้วยนะ” เขาหันไปพูดกับชายร่างท้วมต่อ ดวงตาสีน้ำข้าวคู่สวยมองกลับมามองที่มีสท์อีกครั้ง “และพวกเธอทั้งสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ห้ามแยกกันเด็ดขาด!” สตีฟกำชับ “เอาอย่างนี้มันจะดีแน่เหรอ? ขนาดอลันที่นายบอกว่าแข็งแรงขึ้นมากระดับนั้นยังสู้เจ้านั่นไม่ได้เลย” ม่านหมอกแย้งขึ้นด้วยความเป็นห่วง “อลันแข็งแกร่งมากก็จริง แต่การต่อสู้มันไม่ได้วัดกันที่กำลังอย่างเดียวหรอกนะ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย แล้วถ้านับเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์การต่อสู้ด้วยแล้ว เจ้านั่นยังถือว่าอยู่ในระดับมือใหม่มาก ๆ หากจะพลาดท่าก็ไม่แปลก แล้วอีกอย่างตอนนี้พวกเราก็รู้เกี่ยวกับอวัยวะพิเศษของโอ๊บแล้ว และด้วยประสบการณ์ของฉันและมิทาจิก็คงจะหาวิธีรับมือได้” สตีฟให้เหตุผล “เอาล่ะทุกคนฟังนะ! แผนยังคงเหมือนเดิมคือชิงตัวแล้วหลบหนี เปลี่ยนแปลงแค่ภารกิจในครั้งนี้จะไม่มีคนคอยสนับสนุนอยู่ด้านนอก” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐเรียกทุกคนมาล้อมวงประชุมด่วนอีกครั้ง “เธอยังจำทางเข้าลับได้อยู่ใช่ไหมมีสท์?” เขาหันไปถามมีสท์และโสต แต่ใบหน้าของทั้งคู่กลับดูลังเลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “เพื่อความแน่ใจ นายลองทวนอีกรอบน่าจะดีกว่า” จนเป็นทางด้านของมีสท์ที่เอ่ยปากออกมาในขณะที่โสตินทรีย์กำลังอ้ำอั้ง “ได้..” สตีฟพูดพลางเปิดตำราออแกเนียนประกอบการอธิบาย “เธอต้องไปเข้าจากทางด้านหลังตรงบริเวณส้นเท้า ณ ตำแหน่งนั้นจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือทางเข้าลับ วิธีเข้าก็แค่พวกเธอต้องใช้พลังของอวัยวะพิเศษอยู่ ณ ขณะนั้น จึงจะสามารถเดินทะลุเข้าไปด้านในได้ จากนั้นก็จะเจอบันได.. ให้ปีนขึ้นไปจนสุดแล้วจะเห็นทางเลี้ยว เดินตรงไปก็จะพบกับส่วนของกระดูกสันหลังที่ทำงานเป็นเหมือนลิฟท์ ขึ้นไปจนถึงชั้นT7 ซึ่งมันจะเป็นบริเวณที่มีห้องรับรองทั้งสี่ห้อง โดยคาดการณ์ว่าหนึ่งในสี่นั้นจะเป็นห้องที่คุณเวิร์ดโดนกักตัวอยู่ จากตรงนี้ก็อยู่ที่ไหวพริบของเธอแล้วล่ะ.. แต่ขอย้ำว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ทำทุกวิถีทางให้หนีรอดออกมาให้ได้ และห้ามแยกกันเด็ดขาด!” ท่านนายพลอธิบายรวดเดียวโดยละเอียด “ฉันรู้ว่ามันจะต้องยากและอันตรายกว่าเดิมแน่ แต่ฉันเชื่อพวกเราว่าทำได้!” เจ้าของสมญานามดิอินสเปคเตอร์ปลุกใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปปฎิบัติหน้าที่ของตัวเอง ณ ด้านหน้าหอพักนักศึกษา.. เวลาก็ได้ผ่านไปพักใหญ่ ๆ แล้วหลังจากที่อลันโดนบดกระดูกขา เขายังคงนอนกองอยู่กับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก น้ำตาของเขาค่อย ๆ ซึมออกมาช้า ๆ แววตาเลื่อนลอยไร้สติโดยสิ้นเชิง “นี่แกจะนอนโง่อยู่อย่างนี้อีกนานมั้ย? ลากสังขารกลับไปบอกเพื่อนของแกซะ!” โอ๊บเดินเข้ามาที่อลันก่อนจะกระชากตัวให้ลุกขึ้น แต่ทันใดนั้นเอง! “เฮ้ย! แกทำอะไรอลันน่ะ ปล่อยหมอนั่นลงเดี๋ยวนี้!!” สตีฟผู้สะพายเป้ที่มีเจ้าปั๊กกี้อยู่ด้านหลัง ก็โพล่งเข้ามาห้ามเดอะเจ็นเทิลแมนแบ็คเอาไว้ด้วยตัวคนเดียว “อ้าว.. ว่าไงครับพลเอกสตีฟ เทรเซอร์ ลูกชายที่สุดแสนจะภาคภูมิใจของ พลเอกโทนี่ เทรเซอร์ ( Tony Tracer ) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐ ฉันล่ะต้องขอขอบคุณพ่อแกมาก ๆ เลยนะเนี่ย” โอ๊บจ้องไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวน “ทำไมถึงต้องขอบคุณ เขาไปทำอะไรให้แก?” ดิอินสเปคเตอร์ตอบกลับด้วยคำถาม “เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะ แต่ถ้าอยากให้ฉันปล่อยไอ้กระจอกนี่ก็ได้..” ฟั่บ.. เขาเหวี่ยงอลันเขาไปหาสตีฟราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า โดยที่หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่ก็ได้รับและโอบอุ้มเพื่อนของเขาไว้ในอ้อมกอด “สะ..สตีฟ.. ฉันมันอ่อนแอเกินไป.. พลังมันต่างกันลิบลับเลย ฉันสู้มันไม่ได้.. ขอโทษนะที่ทำให้พวกนายต้องเดือดร้อนไปด้วย..” อลันพยายามฝืนพูดเสียงระส่ำ “นายไม่ได้อ่อนแอหรอกอลัน นายแค่ไม่รู้ข้อมูลของมันเลยพลาดท่า ฉันจะโค่นมันเอง” สตีฟเอ่ยในขณะที่กำลังวางร่างชายผู้บาดเจ็บลงอย่างถนุถนอม “นายรู้หรอว่าพลังของมันคืออะไร?” ชายหัวเห็ดถามต่อด้วยสายตาอ้อนวอน “อวัยวะพิเศษของไอ้หมอนั่นคือหลัง มันสามารถรับพลังงานจากการโจมตีได้อย่างมหาศาลด้วยแผ่นหลัง และเปลี่ยนแรงกระแทกที่ได้รับมาจากการโจมตีนั้น มาเพิ่มพลังทางกายภาพให้กับส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้” สตีฟนั่งยองลงพลางอธิบายทุกอย่าง ซึ่งทางฝั่งของอลันเองก็พยักหน้าตอบรับ เขารู้ทันทีว่าข้อมูลนั้นได้มาจากตำราออแกเนียน “นายพักก่อนเถอะ ตรงนี้ฉันจะจัดการเอง” ทหารหนุ่มก้มลงไปตบไหล่ชายหนุ่มก็ที่จะลุกยืนอย่างช้า ๆ “กระซิบกระซาบอะไรกัน? ถ้าจะมาเพื่อพาตัวไอ้คนที่อยู่ในหอนี้กลับไปก็ใช้กติกาเดิม.. ไม่เอาไอ้แว่นมาแลก ก็โค่นฉันให้ได้!” โอ๊บลั่นวาจาของเขาออกมาอย่างมั่นใจ โดยที่สตีฟก็พลันหลับตาลงและปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดจนเหลือไว้เพียงจมูกของเขา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการจินตนาการภาพรอบตัวของดิอินสเปคเตอร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว “ฉันเลือกทางที่สอง” เขาเอ่ย “อยากจะเป็นเหมือนเพื่อนแกนักหรือไง? ไอ้จมูกหมาหน้าโง่!” เจ้าของฉายาแผ่นหลังลูกผู้ชายพูดพลางเดินเข้าพุ่งตรงเข้าใส่สตีฟด้วยความไม่สบอารมณ์ ก็ที่จะมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่โอ๊บจะเป็นฝ่ายหมดความอดทน “นี่แกจะยืนหลับตาอย่างนี้อีกนานมั้ยเนี่ย? ถ้างั้นฉันเปิดก่อนล่ะนะ!” หลังจากนั้นเขาก็ทำการรัวหมัดเข้าใส่ชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าชุดใหญ่อย่างไร้ความปรานี! แต่ด้วยการที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก จึงทำให้ประสาทรับกลิ่นเพื่อจำลองเป็นรูปภาพเสมือนจริงของสตีฟนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เพียงแค่จังหวะเหวี่ยงไหล่เพื่อจะทำการชกของโอ๊บ ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถอ่านและคาดการณ์การเคลื่อนไหวนั้นออกทั้งหมดราวกับเห็นอนาคต ฟึ่บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กำปั้นที่โอ๊บรัวใส่มานั้นช่างไร้ค่า.. สตีฟสามารถเอี้ยวตัวหลบมันได้ทั้งหมดอย่างไม่สบาย ๆ โดยที่ชายร่างใหญ่ก็ได้รออย่างใจเย็นจนได้จังหวะสวนกลับ ผั่วะ! ผั่วะ! เขาสวนหมัดอัปเปอร์คัตเข้าไปที่หน้าท้อง แล้วต่อด้วยฮุคขวาเข้าไปที่บริเวณใบหน้าของโอ๊บ ซึ่งทั้งสองหมัดก็พุ่งตรงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ และถึงแม้จะไม่มีพลังพิเศษใดเสริมให้กับการชกในครั้งนี้ แต่ด้วยพลังกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนและการออกกำลังกายมาอย่างดีก็ทำให้มันเป็นหมัดที่หนักพอดูอยู่เช่นกัน “หึ! แกรู้สินะว่าพลังพิเศษของฉันคืออะไร แต่ก็ต้องขอบใจเพื่อนแกที่ให้พลังฉันมาซะเต็มที่เลยทีเดียวล่ะ!” ซึ่งถึงแม้จะโดนอัดเข้าไปจัง ๆ ถึงสองหมัด แต่ด้วยพลังของอลันที่เขาดูดซึมมาด้วยอวัยวะพิเศษ โอ๊บจึงไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด และทันใดนั้น ทายาทของตระกูล ซี ทาวาสซ์ ก็ได้เผยยิ้มมุมปากออกมาอย่างมีเลศนัย “อ้อ.. จำได้แล้ว จุดอ่อนของแกน่ะ หึ ๆ ..” เขาเอ่ย “จะเป็นยังไงถ้าฉันเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตี จากแกไปที่ไอ้หมาหน้าย่นที่อยู่เป้สะพายหลังนั่น” โอ๊บจงใจพูดให้สตีฟได้ยินเพื่อทำลายสมาธิ ซึ่งมันก็ได้ผลจริง ๆ เสียด้วย “เฮือกกก..” พลเอกสะดุ้งขึ้นมาอย่างร้อนรน พลางลืมตาขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงแค่ได้ยินว่าปั๊กกี้กำลังจะถูกทำร้าย เขายังฝึกฝนในการอยู่โดยที่ไม่มีเจ้าหมาน้อยไม่สำเร็จ.. “เสร็จฉันล่ะ!” หนุ่มผิวกร้านง้างหมัดที่รวบรวมพลังอันมหาศาลที่ได้มาจากการโจมตีของอลันเอาไว้หวังปิดบัญชีให้ได้ภายในหมัดเดียว และในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ บริเวณพุ่มไม้ระแวกเดียวกับที่มีการปะทะ ซึ่งเป็นที่ซุ่มของเกษมและนินจาสาวผู้มาด้วยกันกับสตีฟ “มิทาจิจะออกไปช่วยสตีฟซังค่ะ!” เดอะชูริเคนเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่เธอประเมินสถานการณ์แล้วว่าสตีฟต้องเสียท่าแน่ ๆ “อย่านะมิทาจิ! รอทำหน้าที่ของตัวเองตามที่สตีฟได้วางแผนเถอะ!” เกษมที่ซุ่มอยู่ด้วยกันรั้งเด็กสาวชาวญี่ปุ่นเอาไว้ แต่ในขณะที่ทั้งมิทาจิและเกษมยื้อกันด้วยเหตุผลอยูนั้นเอง.. เปรี้ยง!!!! เสียงของหมัดพิฆาตที่โอ๊ปได้เหวี่ยงออกไปกระทบเข้ากับอะไรบางอย่าง.. แต่ทว่า.. กำปั้นที่มีเป้าหมายคือใบหน้าของสตีฟนั้น กลับไม่ได้กระทบโดนสิ่งที่คาดหวังแต่อย่างใด เพราะในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นเอง! อลันผู้เหลือขาที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียวก็ได้ตัดสินใจใช้พลังของขาข้างนั้น พุ่งเอาตัวเข้าไปขวางหมัดอันน่าสะพรึงของโอ๊บด้วยความเด็ดเดี่ยว! โคร่ม!!! ตัวของชายหัวเห็ดกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง ในขณะที่สตีฟกำลังยืนช็อคอยู่ “...” และความใจเด็ดของอลันนั้นก็ทำให้ทุกคนในระแวกการปะทะต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน “อะไรกันไอ้หมอนี่?..” โอ๊บถึงกับหลุดปากออกมาหลังจากเห็นการตัดสินใจอันบ้าบิ่นของอลัน “ชิ.. แต่แล้วยังไงล่ะ!?” หลังจากทึ่งกับความดีเดือดของอลันได้ชั่วขณะ เขาก็ง้างหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังขึ้นมา และเล็งไปที่สตีฟที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอีกครั้งเพื่อหวังจะจบเรื่องวุ่นวายนี้! แต่ก็เหมือนกับภาพเก่ามันย้อนเข้ามา เปรี้ยง!! อลันใช้กำลังกายที่เหลืออยู่น้อยนิดกระโจนเข้าไปขวางหมัดให้สตีฟอีกครั้ง ก่อนที่ชายหัวเห็ดร่วงลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น “...” โอ๊บชะงักไปอีกครึ่งจังหวะก่อนจะเหลือบมองไปยังร่างอันเกือบจะไร้สติด้วยอารมณ์เดือดดาล “แส่นักหรอ.. พระเอกมากนักใช่มั้ย.. ไอกระจอกเอ๊ย!!” เขาเปลี่ยนเป้าหมายจากสตีฟแล้วไปขึ้นคร่อมบนตัวของอลันด้วยความโกรธ เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! ปั้ง! ผลั่วะ! ผลั่วะ! ผลั่ก!.. ด้วยโทสะอันล้นเอ่อ เขาอัดกำปั้นอันผสานด้วยพลังที่ดึงมาใช้ชกใส่อลันที่นอนแน่นิ่งชุดใหญ่ จนพลังที่เขาได้สะสมไว้ที่แผ่นหลังลดลงเรื่อย ๆ ก่อนที่หมดลง ประจวบเหมาะกับทางฝั่งของสตีฟซึ่งสามารถดึงสติที่หลุดไปเพราะเจ้าหมาน้อยกลับมาได้พอดี เขาผลักโอ๊บจนกระเด็นออกไป ก่อนโน้มตัวลงมาดูอลันที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าในทันที “อลัน!! ทำไ..” เขาพยายามจะพูดกับชายผู้ที่อาการกำลังสาหัส แต่ยังไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงอันแผ่วเบาสวนขึ้นมา “นั่น.. มันเป็นพลังของฉันที่มอบให้กับมันไป ดังนั้น.. มันก็เป็นความรับผิดชอบของฉันที่จะต้องรับมันเอาไว้..” อลันพูดเสียงอ่อยแต่แฝงไปด้วยพลังอันแรงกล้าก่อนที่เขาจะวูบหมดสติลง “เข้าใจแล้ว” สตีฟเอ่ยด้วยเสียงที่แสดงถึงความนับถือในจิตใจของเดอะเลกออฟมิราเคิล พลางยืนขึ้นและมองไปที่ชายผู้ทำร้ายเพื่อนของเขาจนปางตาย “หยะ.. อย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามาฉันจะฆ่าหมาแกจริง ๆ ด้วย!” โอ๊บผู้ที่ได้ใช้จากพลังจากการแปรสภาพมาจนหมดไปแล้วขู่สตีฟพลางเดินถอยหลังด้วยความกลัว “สภาพแกตอนนี้น่ะ แค่วิ่งหนียังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ขอลองเช็กหน่อยแล้วกันนะว่าพลังที่ขโมยของคนอื่นมามันหมดไปหรือยัง” ดิอินสเปคเตอร์พูดพลางเดินเข้าไปหาโอ๊บอย่างไม่รีบร้อน และด้วยความความ ชายชาวแคนนาเดียนจึงรีบมุดกลับไปอยู่ในท่าเต่าหดกระดองของเขาอีกครั้ง “แกน่ะยังไม่เหมาะกับการใช้ฉายาว่าแผ่นหลังลูกผู้ชายเลยสักนิด” สตีฟระชากคอเสื้อและหิ้วโอ๊บขึ้นมาด้วยแขนเพียงข้างเดียว ก่อนที่เขาจะต่อยงัดไปยังหน้าท้องของชายผู้หมดทางสู้! “อั้ก..” แรงค์บีแห่งองค์กรอักขระแห่งความมืดกระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวด “หมดแล้วสินะ” สตีฟพูดอย่างสุขุมพลางส่งสัญญาณบางอย่างไปยังพุ่มไม้ที่มิทาจิและเกษมซุ่มอยู่ “โอเคค่ะ” มิทาจิตอบรับสัญญาณ ก่อนที่เด็กสาวจะยิงดาวกระจายเล็บของเธอเข้าไปปักบนร่างของโอ๊บในทันที “ฮึ่ก!!..” พลันที่โดนอาวุธลับโอ๊บก็ถึงกับร้องสะดุ้ง “นี่มันอะไรกันเนี่ย.. แขนขาเราเริ่มชาไปหมดแล้ว” ก่อนที่เขาจะตัดสินใจสื่อสารไปยังผู้เชื่อมการติดต่อของกลุ่มในทันที “เจ! ขอกำลังเสริมด่วน!” “โดนพิษชนิดนี้เข้าไปอีกไม่นานก็จะเป็นอัมพาตไปทั้งตัวแล้วล่ะค่ะ ฤทธิ์สามารถอยู่ได้หกชั่วโมง รีบไปชวนโจเซฟกลับมากันเถอะนะคะ” นินจาสาวอธิบายถึงสรรพคุณของยาพิษที่นำมาทาเคลือบอยู่บนเล็บของเธอ พลางลุกขึ้นทำท่าเหมือนกับจะเผยตัวออกมาจากพุ่มไม้ แต่ก็ได้ถูกสตีฟห้ามเอาไว้เสียก่อน “เธอกับเกษมแอบอยู่ตรงนั้นแหละ เมื่อกี้ฉันได้ยินแว่ว ๆ ว่ามันขอความช่วยเหลือ เดี๋ยวฉันจะพาอลันเข้าไปเอง พวกนั้นคงใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางมาถึง พวกเราจะรีบไปรีบกลับ” เขาพูดพลางอุ้มชายหนุ่มผู้บาดเจ็บขึ้นอย่างระมัดระวัง และที่ต้องพาชายหัวเห็ดไปด้วยก็เพราะต้องการลายนิ้วมือของเขาเพื่อเป็นกุญแจในการเปิดประตูห้องนั่นเอง หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่เดินมุ่งไปยังหอพักและกำลังจะเข้าไปด้านในได้อยู่แล้ว โดยเหลืออีกเพียงก้าวเดียว.. ก้าวเดียวเท่านั้น.. แต่ทันใดนั้น! ก็พลันบังเกิดลมพายุปริศนาพุ่งเข้าซัดกระหน่ำใส่พวกเขา! ซึ่งความรุนแรงของวาตภัยขนาดย่อมนั้นทำเอาทั้งสองกระเด็นหมุนเคว้งกลับไปกองลงกับพื้นในทันที หลังจากความมึนงง.. สตีฟสะบัดหัวไปมาก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาอย่างช้า ๆ พลางประคองตัวยืนขึ้น.. ดวงตาสีน้ำข้าวคู่สวยที่ยังเบิกกว้างได้ไม่มากนักก็มองไปเห็น บุคคลคนหนึ่งกำลังยืนก้มหน้ามองต่ำ เข่าของเขายกขึ้นเล็กน้อย ปลายเท้ายันอยู่ชิดติดพื้น ส้นเท้ายกขึ้นสัมผัสกับผนัง แผ่นหลังแนบอิงพิงประตูอยู่ด้านหน้าทางเข้าหอพัก เมื่อลืมตาได้เต็มที่ สิ่งที่พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐเห็นก็คือ ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ถึงแม้ตัวจะไม่ใหญ่นักแต่มัดกล้ามเนื้อของเขาก็เด่นชัดทะลุออกมาจากเสื้อเชิ้ตสีขาวอันบางเฉียบที่ปลดกระดุมสองเม็ดบนออก ผิวพรรณสีทองแดงสง่างามตามสไตล์หนุ่มชาวอเมริกาใต้ อีกทั้งตามเรือนร่างยังมีรอยสักศิลปะที่ดูยังไงก็ยากที่จะเบื่อ และลวดลายที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คงจะเป็นคำว่า ‘The wind never die’ ที่ลงอักษรด้วยตัวเขียนภาษาอังกฤษ พาดโค้งผ่านช่วงคอเริ่มต้นจากไหปลาร้าฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทรงผมด้านข้างถูกไถจนสั้นเตียนเหลือไว้เพียงด้านบนที่ปล่อยยาวเป็นสีควันบุหรี่ “เห้อ.. ต้องให้ถึงมือฉันจนได้ ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ นะแก แต่ว่า.. สู้กับพลังของฉันที่ให้เจ้าหมอนั่นไปได้เนี่ย ก็แสดงว่ามีตัวอันตรายอยู่ในกลุ่มพวกแกเหมือนกันน่ะสินะ” น้ำเสียงที่แหบแห้งแต่นุ่มลึกของชายผู้มากับพายุดังขึ้นในขณะที่มองไปยังร่างอันไร้ความรู้สึกของโอ๊บพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบก่อนจะจุดไฟ “ส่วนกติกาก็เหมือนเดิมนะ ถ้าอยากได้ตัวไอ้คนที่อยู่ในหอนั่นมากนักก็เอาไอ้ตาวิเศษมาแลก ฉันจะรออยู่ตรงนี้แหละ” ชายชาวอาเจนไตน์ขยับปากพูดทั้ง ๆ ที่บุหรี่ยังคาอยู่ และในขณะที่จิมมี่กำลังพูดเพลิน ๆ อยู่นั้นเอง! ฟิ่ว ๆ ! มิทาจิก็ได้ฉวยโอกาสปล่อยดาวกระจายเข้าใส่ หวังจะจบเรื่องการมารับตัวเพื่อนในครั้งนี้! แต่.. มุขเดิม ๆ แบบนี้มีหรือที่จะกินแรงค์เอแห่งกองกำลังเดอะดาร์คอัลฟาเบตได้ ฟู่ว.. เพียงเขาเป่าลมเบา ๆ ออกมาจากปากก็สามารถทำลายอาวุธลับของนินจาสาวได้ทั้งหมด “เกลียดจริง ๆ ไอ้พวกที่มาขัดจังหวะตอนฉันกำลังจะสูบบุหรี่เนี่ย..” จิมมี่ จามิกอส ดิไอรอนลัง ‘The Iron Lung’ ใช้มือคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้สูบออกจากปาก ก่อนจ้องเขม็งไปยังพุ่มไม้อันเป็นที่ซ่อนตัวของเกษมและมิทาจิ หลังจากถูกรู้ตำแหน่งแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องซุ่มอีกต่อไป “เดี๋ยวมิทาจิจะออกไปรับหน้าก่อน คาซาเมะซังแอบอยู่ในนี้นะคะ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามเผยตัวให้มันเห็นเด็ดขาด” เด็กสาวจากเมืองอิงะกำชับก่อนจะโผตัวออกไปเผชิญหน้า “มันมีกติกาเดิมอยู่สองข้อหนิ.. พวกฉันขอเลือกทางที่สอง” ด้วยความที่มีจำนวนมากกว่า และการต่อสู้ที่ไม่จำเป็นต้องชนะแบบราบคาบก็ได้ ขอเพียงแค่เล็บที่อาบยาพิษของมิทาจิสัมผัสโดนตัวเป้าหมายได้ทุกอย่างก็จบ จึงทำให้สตีฟตัดสินใจจะสู้ เขาแผ่ออแกเนียนออร่าที่กล้าแกร่งขึ้นหลังจากฝึกหนักอย่างจริงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาออกไป เพื่อข่มขวัญเสนาธิการขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต ซึ่งทางฝั่งของนินจาสาวแห่งตระกูลนามิคาชิเองก็ได้ร่วมแผ่ออแกเนียนออร่าออกไปด้วยเช่นกัน เพื่อเสริมความน่าเกรงขาม ออร่าของทั้งคู่ผสานพลังกันจนเกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และมุ่งตรงไปยังผู้เฝ้าประตู! แต่การตอบสนองของจิมมี่ดูจะผิดไปจากที่ทั้งคู่คาดการณ์ เขาทำเพียงแค่สูบบุหรี่เข้าไปหนึ่งลมหายใจก่อนเป่าควันอันเป็นสีเดียวกับผมออกมาคละคลุ้ง พลางใช้ดวงตาที่น่าขนลุกเงยขึ้นมองช้า ๆ และจับจ้องไปยังผู้ที่กล้ามาท้าทาย “จะเอาก็เข้ามา..” ดิไอรอนลังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความปรานีโดยสิ้นเชิง ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอักขระแห่งความมืดได้แผ่ออแกเนียนออร่าของตนเองข่มกลับในทันที! ออร่าของสตีฟและมิทาจิรวมกันว่ายิ่งใหญ่และแข็งแกร่งมาก ๆ แล้ว แต่กลับเทียบเคียงออร่าของจิมมี่ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย.. มันแผ่ออกมาอย่างมหาศาลจนกลืนกินออร่าของทั้งคู่จนหมดสิ้น สัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ไม่เว้นแม้นกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ก็บินหนีกันจ้าละหวั่น และเมื่อทั้งคู่สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงอันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาใส่ สตีฟก็ถึงกับหลุดปากสารภาพออกมาอย่างหมดรูป “มะ..ไม่ไหว.. แค่รอยขีดข่วนก็ไม่น่าจะสร้างให้มันได้แน่” เขาพูดเสียงสั่นด้วยความหวั่นเกรง “เห็นด้วยค่ะ ปะทะไปก็มีแต่แพ้กับแพ้” มิทาจิที่ว่าชินชากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยังออกอาการตื่นเล็ก ๆ ให้เห็น “พาอลันออกจากที่นี่เพื่อไปรักษาก่อนแล้วคอยวางแผนเรื่องนี้กันอีกทีเถอะ” นายพลเอกผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามใดพูดพลางอุ้มอลันขึ้นก่อนจะเดินออกจากตรงนั้นไปอย่างเงียบ ๆ “ที่เหลือเราทำได้เพียงภาวนาว่าอย่าให้โจเซฟออกมาจากห้องฝึกในตอนนี้ แค่นั้นแหละที่เราทำได้” เขาเอ่ยอย่างสิ้นหวัง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะย่างกรายออกมาจากตรงนั้น เสียงแหบแห้งอันทรงสเน่ห์เสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แล้วก็อย่าเล่นตุกติกล่ะ ที่หอนี้มันมีประตูทางเข้าออกแค่ทางเดียว และฉันก็จะยืนขวางมันอยู่ตรงนี้ ถ้าคิดว่าจะใช้แม่สาวที่หายตัวได้เข้าไปช่วยขอให้เลิกคิดซะ เพราะถ้าฉันรู้สึกว่ามีอะไรแปลกไป ฉันจะทำลายทั้งหอนี้ให้แหลกเป็นจุลเลย..” ชายหนุ่มชาวอาเจนไตน์ขู่ไล่หลังชายร่างใหญ่ “ชิ!..” ดิอินสเปคเตอร์ผู้ยอมจำนนกัดฟันแน่นก่อนจะเดินออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งสตีฟที่อุ้มอลันยู่ในอ้อมแขน มิทาจิ รวมถึงเกษมที่ซ่อนตัวอยู่ ก็ได้มุ่งไปยังจุดนัดพบเพื่อรอเจอกับโสตและมีสท์ที่แยกไปปฏิบัติภารกิจสำคัญ “อาการสาหัสมากเลยค่ะ.. ต้องรีบปฐมพยาบาลยื้อชีวิตด่วน ไม่งั้นอยู่ได้ไม่ถึงพรุ่งนี้แน่ ๆ ” มิทาจิประเมินอาการบาดเจ็บของอลันที่อยู่ในวงแขนของสตีฟ ซึ่งทุกคนก็ได้พยายามช่วยกันประคับประคองให้ร่างของชายหัวเห็ดเกิดการขยับเขยื้อนน้อยที่สุดเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม พร้อมกับหาท่อนไม้มาดามขาของเขาที่โดนบดขยี้..