หลังจากศาลมีคำสั่งควบคุมตัวเว่ยเฉิน เหอม่าน และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายราย
ข่าวพาดหัวใหญ่ะเืไปทั่วทั้งวงการธุรกิจ
“เื้ัความพังทลายของโครงการพลังงาน – ลี่ฮวาแฉขบวนการทุจริตจากแฟนเก่า”
แม้ความยุติธรรมจะเริ่มต้นขึ้น
แต่ราคาที่ต้องจ่าย... กลับสูงเกินกว่าที่ใครคาดคิด
ลี่ฮวาก้าวเข้าสู่ห้องประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ เธอไม่ได้มาเพื่อปกป้องตำแหน่งหรือแสดงแสนยานุภาพ
แต่เพื่อ รับผิดชอบ — ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท
“เราจะขายสำนักงานสาขาทั้ง 6 แห่ง และสินทรัพย์ที่ไม่ใช่แกนกลางทั้งหมด เพื่อระดมทุนมาชดใช้ความเสียหายค่ะ”
เสียงของเธอหนักแน่น แม้หัวใจจะหนักอึ้ง
“รวมถึงค่าชดเชยสำหรับพนักงานทุกคน ที่ต้องออกจากโครงการที่ล้มเหลว…”
เธอหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนจะย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“และ... ฉันจะเป็คนเซ็น ‘คำขอโทษ’ ด้วยตัวเองทุกฉบับ”
ห้องประชุมเงียบงัน ไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีเสียงปรบมือ
มีเพียงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองเธอด้วยหลากหลายอารมณ์
เพราะไม่มีใครรู้เลยว่า ลี่ฮวาในวันนี้ จะยังยืนหยัดอยู่ได้นานแค่ไหน
หลายสัปดาห์ผ่านไป
สำนักงานใหญ่อันเคยรุ่งเรืองใจกลางเมือง
กลายเป็ตึกเงียบ ๆ ไร้แสงไฟ
รถบรรทุกแล่นเข้า-ออกเพื่อขนเฟอร์นิเจอร์
ทรัพย์สินที่เคยมีมูลค่านับล้าน ถูกขายออกในราคาครึ่งเดียว
เพื่อเร่งปิดบัญชี และจ่ายชดเชยให้เสร็จสิ้น
พนักงานที่เคยมีหลายร้อยคน
วันนี้เหลือเพียง แม่บ้านหนึ่งคน และ ลี่ฮวา
เธอเดินอย่างเงียบงันไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง
หยิบกล่องกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมาใส่ของใช้ส่วนตัว
ภายในกล่องมีแค่โน้ตบุ๊ก ปากกาด้ามหนึ่ง และกรอบรูปเก่า ๆ ใบเดียว
รูปที่ถ่ายไว้ในวันที่ก่อตั้ง “ลี่ฮวา กรุ๊ป”
ภาพนั้น... เธออยู่ในชุดสูทสีครีม
ยืนข้างชายหนุ่มในชุดเรียบง่าย — เขายิ้มบาง ๆ
รอยยิ้มที่เธอเคยมองข้ามมันไป
เหยียนอี้เฉิง — คนที่เธอผลักไสไปด้วยคำพูดที่ไม่เคยถอยกลับมา
เธอหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู
นิ่งอยู่นานนับนาที
“นาย... หายไปเลยสินะ”
เสียงของเธอเบาจนแทบกลืนหายไปกับลมหายใจ
เขาไม่เคยกลับมา
ไม่แม้แต่คำบอกลา
ไม่มีข้อความ ไม่มีคำว่า “รออยู่”
และในวันที่เธอสูญเสียทุกอย่าง... เขาก็ไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว
คืนนั้น ลี่ฮวากลับมาที่ห้องพักเช่าเล็ก ๆ
ไม่มีผู้ช่วย ไม่มีทีมงาน
ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีบริษัทให้วิ่งวุ่น
มีแค่ความเงียบ และ เสียงในใจ
ที่ยังคงเรียกชื่อเดิม... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อี้เฉิง... ถ้าวันนั้นฉันมองนายให้ชัดกว่านี้...”
“ถ้าฉันไม่มัวแต่ยึดติดกับอดีต...”
หยดน้ำตาไหลรินลงบนหลังมือ
เธอเงยหน้าขึ้น — ไม่ใช่เพื่อท้าทายอะไรอีก
แต่เพื่อพยายามไม่ให้ตัวเองพังลงมากไปกว่านี้
และในที่สุด เธอก็เข้าใจ...
“การเหลืออยู่เพียงลำพัง”
ไม่ได้หมายความว่าเธอกำลังถูกลงโทษ
แต่มันคือ บทเรียน
ที่สอนให้เธอรู้ว่า...
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อาจไม่ใช่ “ความสำเร็จ” หรือ “ชัยชนะ”
แต่อาจเป็ใครบางคนที่เธอเคยผลักไส —
แล้ว เสียเขาไป...ตลอดกาล