ซูซานสะบัดหน้าไปเสียทางหนึ่งรู้สึกรุ่มร้อนไปทั่วสรรพางค์กาย เธอจะต้องคอยเตือนตัวเองไว้ว่าคนคนนี้ปากพล่อยขนาดไหนและจะต้องไม่ยอมให้คำหวานที่เขาเอามาหลอกล่อผ่านเข้าไปจารึกอยู่ในสมองได้เป็อันขาด
“นี่กรุณาอย่าได้พูดถึงฉันในทำนองนั้นหน่อยจะได้ไหม?” เธอขอร้องด้วยน้ำเสียงชาเย็นฝ่ามือกระชับอยู่กับกระเป๋าถือที่วางอยู่บนตักอย่างอึดอัดใจเป็ที่สุด
“นี่ก็แปลว่าคุณไม่ชอบให้ผมชมว่าคุณเป็คนสวยอย่างนั้นใช่ไหม?” เขากลับย้อนถามด้วยการเพิ่มเติมคำอภินันทนาการลงไว้ในประโยคอย่างไม่ขัดเขิน
“ก็ใช่น่ะสิ” เธอพยายามจะบังคับสติอารมณ์ของตัวเองไว้ให้มั่น
“ก็ได้” มิทช์ยอมคล้อยตามพร้อมกับยักไหล่เบาๆ
เขาและเธอขับรถมาด้วยกันเงียบ ๆ อีกเป็ครู่ แต่ความอึดอัดใจกลับยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอไม่อาจจะทำตัวตามสบายได้เลย ดูเหมือนประสาททุกส่วนในเรือนกายจะเครียดเขม็งด้วยความตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายใน
“คุณรู้อะไรอย่างหนึ่งหรือเปล่าซูซาน?” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด“ว่าคุณจะต้องเป็ผู้หญิงคนแรกที่ได้จูบผมในวันนี้?”
“เป็หลักฐานที่คุณคอยเก็บไว้สินะ”เมื่อตอบออกไปแล้วจึงนึกขึ้นมาได้ว่าเขาได้พูดอะไรออกมา หันขวับไปมองหน้าเขาด้วยดวงตาขุ่นเขียวทันที“ฉันยังไม่ได้จูบคุณสักหน่อย”
“อ้าว... ยังหรอกหรือ?” รอยยิ้มที่แฝงเลศนัยปรากฏขึ้นอีกแล้วเมื่อเขาตวัดสายตามามองหน้าเธอแวบหนึ่ง“งั้นก็ไม่เป็ไรหรอก ยังมีเวลาอีกถมไป”
“เห็นจะต้องรออีกนานแน่”เธอพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “เอาละ ถ้าคุณลืมไปแล้ว ฉันก็จะขอบอกซ้ำอีกสักครั้งให้เอาบุญนะว่า ฉันน่ะหมั้นแล้ว”
“แต่ก็ยังไม่ได้แต่งงานนี่”เขาพูดราวจะเตือนความทรงจำ “เออ...คุณคิดว่ายังไงนะที่คู่หมั้นของคุณมาบอกผมอย่างนั้นน่ะ?”
ความอึดอัดใจทำให้นวลแก้มของเธอแดงปลั่งขึ้นรีบเบือนหน้าหนีเสียจากเขา
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”เธอตอบห้วน ๆ
“บางที่อาจจะเป็เพราะว่าเขารู้สึกว่าไม่ใคร่จะปลอดภัยนักละมั้งถ้าบังเอิญมันจะเกิดมีคู่แข่งขึ้น?” มิทช์แสร้งทำเป็เสนอแนะขึ้น
“วอร์เรนน่ะเขารู้ดีหรอกว่าฉันรักเขามากแค่ไหนแล้วฉันก็ร้อนใจอยากจะแต่งงานกับเขามากเพียงใดด้วย” ซูซานตอบด้วยน้ำเสียงที่แทบจะไม่มีความมั่นใจเลย
“แต่สำหรับไอ้เื่ที่มาอ้างว่าคุณแต่งงานกับเขาแล้วล่ะ?” คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นอย่างโอหัง“มันก็เห็นชัด ๆ อยู่แล้วนี่ว่าถ้าจะบอกว่าคุณเป็คู่หมั้นมันก็พออยู่แล้ว”
“ก็น่าเสียดายอยู่หรอก ที่วอร์เรนเขาไม่อาจจะเดาได้ว่าคุณจะยอมรับนับถือเพียงแค่แหวนหมั้นวงเดียว”เธอตอบเสียงขุ่น
“เฮ้ ... ” มิทช์เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “นี่คุณตั้งใจจะชกให้ตรงเป้าเลยหรือไง?”
เธอเชิดหน้าขึ้นประหนึ่งจะท้าทาย
“ฉันก็เพียงแค่พูดความจริงเท่านั้นละ”
“นี่คุณไม่ได้คิดอะไรในตัวผมเลยอย่างนั้นหรือนี่?” มิทช์ทำเสียงคราง
“ถ้าจะให้พูดกันตามความจริงแล้วฉันไม่เคยนึกถึงคุณเลยด้วยซ้ำ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงชาเย็น
“โอ๊ะ โอ่ ... ”รอยยิ้มของเขาเหมือนจะแฝงความร้าวรานใจอยู่ “งั้นตอนนี้คุณก็กำลังพยายามจะทำลายความภาคภูมิใจของผมให้มากที่สุดสินะ”
“ฉันคิดว่ามันจะเป็การดีที่สุดที่จะไม่แตะต้องสิ่งที่เป็อันตรายกับตัวเอง” ซูซานทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่รถเริ่มเข้าเขตที่พักอาศัยมองเห็นบ้านเล็กเรือนน้อยตั้งอยู่สองฟากฝั่งถนนเป็ทิวแถว “บ้านของเราเป็บ้านสองชั้นหลังที่สอง เลยจากอาคารด้านหน้านั่นเข้าไป”
มิทช์ เบรเดนมิได้พูดอะไรออกมาอีกขณะที่เลี้ยวรถเข้าไปในทางวิ่ง และไปหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูบานคู่ของโรงรถ มือข้างหนึ่งของเธอเอื้อมไปแตะอยู่กับลูกบิดประตูแล้วตอนที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งถูกจับไว้
“นี่...คุณจะปล่อยให้ฉันลงเสียทีได้ไหม?” เธอมองเขาด้วยดวงตาขุ่นเขียว
“คุณนี่เตือนใจให้ผมนึกถึงรถแข่งเสียจริงๆ ” เขาพูดอย่างใช้ความคิด ขณะที่กวาดสายตาไปทั่วร่างอย่างชื่นชม “คือมีการออกแบบมาอย่างคลาสสิคที่สุดสวยจนสะดุดตา แต่ว่ามีความแรงร้อน ประจุพลังไว้อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึงเลย ประจุพลังอย่างนี้ความร้อนอย่างนี้ จะต้องใช้มือของคนขับที่ชำนาญเท่านั้นถึงจะบังคับได้”
ชีพจรของเธอเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมมันไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่จะนั่งอยู่นิ่ง ๆ เหมือนคนที่ไร้ความรู้สึกรู้สมเธอจึงขึ้นตัวไว้พยายามจะดึงข้อมือที่ถูกเขายุดไว้ออก แต่ดูเหมือนเพียงการเพิ่มแรงกระชับขึ้นน้อยนิดเขาก็สามารถจะรั้งร่างเธอเข้าไปใกล้ได้
ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาประคอง่ลำคอด้านหลังไว้เรือนผมที่อ่อนนุ่มปานเส้นไหมถูกรวบรัดอยู่ในอุ้งมือของเขา
“คุณลืมจูบผมแล้วละ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
แต่ที่ซูซานลืมจริง ๆ ก็คือการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนของเขายามที่ริมฝีปากคู่นั้นเลื่อนเข้ามาใกล้และแล้วก็ประทับลงบนเรียวปากของเธออย่างดูดดื่มเปลือกตาของเธอหรี่ลง ความเร่าร้อนเผาผลาญไปทั่วเรือนกาย ก่อนที่การจุมพิตจริง ๆ จะเริ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำที่เขาถอนริมฝีปากออกและถอยออกห่างจากเธอ
เธอได้แต่กะพริบตาถี่ ๆมองหน้าเขา ก่อนที่จะรีบสะบัดหน้า กระชากประตูรถให้เปิดออก ตั้งใจจะหนีไปเสียให้พ้นจากเขาในทันทีทันใดนั้นทันทีที่เธอลงมายืนอยู่บนพื้นถนนก็กระแทกประตูปิดใส่หน้าเขาปังใหญ่ นึกอยากจะตบหน้าเขาเสียด้วยซ้ำที่มากระทำตามอำเภอใจเช่นนี้ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอมีคู่หมั้นหมายแล้ว
มีเสียงประตูเปิดและปิดตามมาซูซานรีบเบือนหน้ากลับไปมอง และแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเองเลยที่เห็น มิทช์ เบรเดนกำลังเดินอ้อมรถเข้ามายืนอยู่เคียงข้าง
“เวลานี้ฉันก็ถึงบ้านเรียบร้อยแล้วเชิญคุณกลับไปได้” เธอไล่เอาตรง ๆ
แต่รอยยิ้มตรงมุมปากของเขากลับกดลึกลง จะเรียกว่ามันเป็ยิ้มก็ไม่เชิงนัก
“ผมสัญญากับเกร๊กไว้ว่าผมจะมารอ ที่บ้านจนกว่าเขาจะกลับมาถึง ผมคิดว่าเขาคงอยากจะชวนผมทานอาหารค่ำที่นี่ด้วยละมั้งซึ่งก็เป็ธรรมดาที่ผมจะต้องตอบรับคำเชิญอยู่แล้ว”
ซูซานสูดลมหายใจลึก พยายามข่มใจไว้กำลังตั้งท่าจะสั่งให้เขากลับไปเสียในเดี๋ยวนั้น ก็พอดีกับที่เห็นรถคันหนึ่งขับเข้ามาใกล้เพียงชำเลืองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็รถพ่อ และสีหน้าของพ่อทันทีที่เห็นมิทช์ เบรเดนก็สำแดงความยินดีออกมาและซูซานก็รู้ว่าความหวังที่้าจะไล่คนคนนี้ให้ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาก็สลายลงแล้ว
คำอธิบายที่ว่า ทำไมมิทช์เบรเดนจะต้องมาส่งซูซานที่บ้านด้วยเป็สิ่งจำเป็อย่างยิ่งสำหรับพ่อ พร้อมกับการแนะนำให้บุคคลทั้งสองรู้จักกันหลังจากนั้น ซูซานก็ยังต้องอธิบายเื่ราวทำนองเดียวกันให้แม่ฟัง พร้อมกับเสริมเื่ที่เกร๊กได้เชื้อเชิญเขาให้อยู่ก่อนจนกว่าจะกลับมาด้วยและทันทีนั้นเอง เบธ เมบรีก็เชื้อเชิญให้เขาร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วย เช่นที่มิทช์ได้คาดหมายไว้ั้แ่แรก
แววเยาะในดวงตาคู่สีฟ้าพราวขึ้นเมื่อเห็นซูซานยืนกัดริมฝีปากแน่น ขณะเดียวกันมิทช์ก็ตอบคำเชิญไปตามมรรยาทว่าเขาไม่้าจะมารบกวนให้เป็การยุ่งยากก่อนที่จะยอมอนุญาตให้ตัวเองรับคำเชิญนั้น เมื่อได้รับการคะยั้นคะยอหนักขึ้น
ซึ่งมันเป็สิ่งที่สร้างความหงุดหงิดให้กับซูซานอย่างที่สุดโดยเฉพาะกับการที่แม่ปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็แขกคนสำคัญเอมี่ก็เช่นเดียวกันแทบจะหมอบราบกราบกรานอยู่กับเท้าเขาราวกับมิทช์เป็ดาราภาพยนตร์ผู้มีชื่อเสียงฉะนั้นพ่อของเธอ ดูจะเป็เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่มีกิริยาอาการปกติธรรมดาที่สุด แต่ก็ยังอดสำแดงความตื่นเต้นไม่ได้
แต่สำหรับซูซานแล้ว เธอรีบหลบหน้าหลบตาอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่มรรยาทจะอนุญาตให้กระทำได้โดยรีบกลับขึ้นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดทำงาน หยิบเสื้อคลุมสีแดงเข้มมาสวมทับไว้ ภาวนาอยู่ในใจขอให้การพบปะระหว่างวอร์เรนกับพ่อของเขาอย่าให้ถึงกับต้องยกเลิกการนัดหมายในตอนค่ำวันนี้เลยเข็มนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงหัวเตียงก็ดูจะเคลื่อนช้าเสียเหลือเกิน