ฉีหวังโม่รีบรุดเดินไปเรือนของจ้าวจิ่นยี่ด้วยความไม่สบอารมณ์หลังจากพบกับโหลวอี้หยาง เขากำลังนั่งปลอบใจหญิงสาวที่เขาเป็นเจ้าของแล้ว
"นายน้อยฉี ข้าทำเสียเรื่องข้าผิดเองเจ้าค่ะที่ไม่ระมัดระวังตนเช่นนี้ ทานอาหารไม่ดูให้ดี ข้าเสียใจยิ่งนัก"
"เจ้าอย่ากล่าวโทษตนเองเลย ช่วงนี้ก็พักผ่อนดูแลตนเองให้มากเล่า"
"แต่ข้าอยากดูแลนายน้อยเช่นกัน"
"ร่างกายเป็นถึงเพียงนี้ยังดูแลอันใดข้าได้อีกเล่า"
จ้าวจิ่นยี่ก้มหน้าลงมองเตียงที่ตนนั่งอยู่ สายตาของนางบ่งบอกว่าเสียใจอย่างหาที่สุดมิได้
"แล้วเจ้าได้บอกท่านแม่หรือไม่ว่าสาวใช้คนใดที่นำอาหารผิดสำแดงพวกนั้นมาให้เจ้าทานกัน จัดการให้ท่านแม่ไล่ออกไปเสีย "
"ข้าบอกฮูหยินใหญ่แล้วเจ้าค่ะ แต่เรื่องก็ยังเงียบไม่คืบหน้าใด ฮูหยินใหญ่กล่าวว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นเด็กใหม่ที่พึ่งรับเข้ามาจึงทำงานผิดพลาดไป ฮูหยินใหญ่ไม่อาจไร้เมตตาทำการไล่นางออกได้ เพียงแต่ให้สาวใช้ผู้นั้นอยู่ต่อเพียงไปเรือนครัวโดยไม่ให้ออกมาให้ ข้าเห็นหน้าอีกเจ้าค่ะ"
ฉีหวังโม่ฟังคำจ้าวจิ่นยี่ก็รู้สึกว่าเหตุใดครั้งนี้มารดาจึงตัดสินโทษเบาบางนักทั้งที่ทำให้อนุนางหนึ่งถึงขั้นท้องเสียอย่างหนักในวันรับตัวอนุถึงแม้จะมีความไม่เห็นด้วยเล็กน้อยแต่ก็ยังยอมรับในการตัดสินของมารดา
"เช่นนั้นก็ถือว่าแล้วกันไปเถิด มารดาข้าเป็นคนมีเมตตาต่อบ่าวไพร่เช่นนี้เจ้าจงปล่อยวางเรื่องนี้เสีย"
"เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ารับรู้มาทำให้ข้ารู้สึกสงสัยจนกลัดกลุ้มยิ่งนัก ไม่รู้ว่าข้าจะกล่าวออกไปได้หรือไม่"
"เจ้าต้องการกล่าวสิ่งใดหรือ"
"คือว่า บ่าวรับใช้ของข้าผู้หนึ่งเคยเห็น สาวใช้นางนั้นที่นำอาหารผิดสำแดงมาให้ข้าเป็นสาวใช้ของอนุไป๋เจ้าค่ะ ข้าไม่คิดที่จะใส่ร้ายนางนะเจ้าคะ ข้าเพียงฟังคำบ่าวรับใช้ข้างกายข้าเห็นมาเท่านั้น ไม่เชื่อท่านถามนางก็ได้เจ้าค่ะ ข้าไม่มีเจตนาร้ายใดเลยกับอนุไป๋"
"ไหนล่ะ สาวใช้ที่เห็นเหตุการณ์"
"หน่าลู่ เจ้าเล่าเหตุการณ์ที่เจ้าพบเจอให้นายน้อยฉีฟังสิ "
"เจ้าค่ะ คืนก่อนวันที่จะถึงวันรับตัวอนุ บ่าวเดินไปยังเรือนครัวแต่บ่าวเห็นว่ามีคนทำท่าทางลับๆล่อๆก็เลยลองเดินตามไปจนถึงด้านหลังของเรือนครัวบ่าวพบเห็นสาวใช้ส่วนตัวของอนุไป๋กำลังสนทนาบางอย่างกับสาวใช้ที่ทำตัวลับๆล่อๆผู้นั้นทั้งยังให้ของบางอย่างกับคนผู้นั้นด้วย หลังจากวันนั้นบ่าวก็ไม่ได้คิดอะไรมากจนในวันรับตัวอนุมาถึงบ่าวกลับได้พบ สาวใช้ที่ทำตัวลับๆล่อๆนางนั้นมาส่งอาหารที่เรือนของอนุจ้าวจิ่นยี่ ตอนแรกบ่าวไม่แน่ใจจนในที่สุดหลังจับตัวนางมาสอบสวนโดยฮูหยินใหญ่ บ่าวพึ่งกลับเข้ามาตอนที่การสอบสวนจบลงแล้วจึงไม่กล้าเอ่ยอันใด"
"แล้วเหตุใดเจ้าถึงพึ่งมีความกล้ายามนี้"
"ข้าน้อยเป็นเพียงสาวใช้ของอนุจ้าว ยามนั้นพึ่งกระจ่างแจ้งทั้งยังเป็นห่วงนายหญิงของบ่าวอีกด้วยจึงทำอะไรไม่ถูก ขออภัยอนุจ้าวและนายน้อยฉีด้วยนะเจ้าคะ แต่ถึงอย่างไรข้าน้อยขอยืนยันด้วยตาทั้งสองของข้าน้อยว่า สาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของอนุไป๋แน่นอนเจ้าค่ะ นี่คือถุงเงินจากแคว้นตี้ นายน้อยฉีโปรดพิจารณาด้วยเถิด"
"เจ้าไปเอามาจากที่ใด"
"ข้าน้อยข้าอภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยยามรู้ความจริงจึงแอบไปเรือนพักของนางเพียงทวงความเป็นธรรมให้อนุจ้าวจิ่นยี่ ข้าจึงแอบเข้าไปค้นหาหลักฐานจึงพบถุงเงินนี้ ข้าน้อยจึงยิ่งมั่นใจว่านางเป็นคนของอนุไป๋เจ้าค่ะ"
หน่าลู่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจยิ่งว่าสิ่งที่นางกล่าวล้วนเป็นความจริง จ้าวจิ่นยี่ลอบส่งสายตาให้หน่าลู่เป็นนัยว่าให้ใส่ไฟต่อ
ฉีหวังโม่มองดูถุงเงินนั้นมาพิจารณาแล้วเปิดดูเบี้ยอัดในถุงเงินนั้น สิ่งนั้นเป็นเงินที่สร้างจากแคว้นตี้จริงๆเนื่องจากเขาเคยไปเยือนที่แคว้นตี้มาก่อนจึงได้พบเห็นเงินพวกนี้ผ่านตามาบ้าง
"นายน้อยฉีเจ้าคะ อนุจ้าวจิ่นยี่เป็นเพียงหญิงสาวบอบบางไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมใดของผู้อื่น หากเป็นข้าน้อยเข้าใจผิดพลาดไปเป็นเหตุไปล่วงเกินอนุไป๋ ข้าน้อยขอเป็นผู้รับโทษเพียงผู้เดียวเองเจ้าค่ะ"
"หน่าลู่ เจ้าอย่ากล่าวเช่นนี้ เจ้าเพียงเป็นห่วงข้าเท่านั้น เรื่องนี้ในเมื่อฮูหยินใหญ่ตัดสินไปแล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ มิเช่นนั้นนายน้อยฉีจะต้องมากังวลเรื่องของข้าเช่นนี้ข้ารู้สึกไม่ดีเลย ข้าไม่เป็นไร "
เมื่อได้ฟังสองนายบ่าวกล่าวโต้ตอบกันด้วยความจำต้องทนเช่นนี้ ฉีหวังโม่ก็เริ่มรู้สึกเอนเอียงเชื่อนางบ้างแต่ยังไม่ตรวจสอบด้วยตนเองก็มิอาจจะเชื่อได้ทั้งหมด แต่ยามนี้เขารู้สึกใจอ่อนกับหญิงตรงหน้าที่เปราะบางเสียเพียงนี้ คงจะฝืนทนเข้มแข็งไม่ให้เขาเป็นห่วงไม่อยากสร้างปัญหาใดให้เขา
"ข้ารับรู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน ข้าจะอยู่กับนายหญิงเจ้าตามลำพัง"
"เจ้าค่ะ"
สาวใช้ทุกคนในห้องของจ้าวจิ่นยี่ออกไปหมดแล้วเหลือเพียงฉีหวังโม่ที่เคลื่อนย้ายตนเองมานั่งข้างกายนางบนเตียงพร้อมกับโอบเอวบางร่างเล็กมาแนบอกของเขา
"นายน้อยฉี"
"ไหนว่าเวลาอยู่กับตามลำพังจะเรียกข้าว่าท่านพี่"
"ท่านพี่ "
จ้าวจิ่นยี่กล่าวออกมาด้วยท่าทางเอียงอายยิ่งแต่น้ำเสียงดังกังวานจนฉีหวังโม่รู้สึกคันยุกยิกในหัวใจ เพราะมือน้อยของสาวในอ้อมกอดกำลังไต่ขึ้นมาช้าๆคล้ายแมงมุมตัวน้อยมาอยู่บริเวณกลางอกของเขา
"ข้าไม่อยากให้ท่านหนักใจกับเรื่องของข้า ข้ารู้ว่าอนุไป๋มีฐานะในใจของท่านสำคัญยิ่ง ข้าไม่ได้ต้องการแย่งท่านกับนาง ข้าเพียงมิรู้ว่าจะไปพึ่งใครอีกแล้ว ท่านน้าก็ไม่มีอำนาจใดในจวน ข้าจึงเหลือเพียงแต่ท่านเท่านั้น"
กล่าวจบก็ซบหน้าบีบน้ำตาใส่อกแกร่งของฉีหวังโม่ ดวงตาใสของนางแดงระเรื่อ ฉีหวังโม่รู้สึกเอ็นดูนางนักอดไม่ได้ที่จะใช้มือเชยหน้านางแล้วเช็ดน้ำตาให้กับมือตนเอง
"เจ้าก็มีฐานะในใจของข้า อย่ากล่าวว่าตนต้อยต่ำกว่าผู้ใด เข้าใจหรือไม่ "
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
ฉีหวังโม่อยู่ปลอบโยนจ้าวจิ่นยี่จนสุดท้ายเขาก็ค้างเรือนนอนของนางจนได้ แม้ว่าจ้าวจิ่นยี่จะป่วยแต่ว่าแรงปรารถนาของนางนั้นแรงกล้าทั้งฉีหวังโม่ก็ไม่ได้ขัดถึงคราแรกเขาจะอยากจากไปเพราะต้องการให้จ้าวจิ่นยี่ได้พักผ่อนแต่หญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องก็รั้งเขาไว้จนเขามิอาจต้านทาน
แม้จะค้างคืนอยู่ที่เรือนของจ้าวจิ่นยี่แต่เขาก็ไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกับนาง เพียงนอนโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนแม้ภาพในหัวบางคราจะแวบเข้ามาถึงยามที่นางผายลมบ้างก็ตามเมื่อนึกขึ้นได้เขาก็ขยับตัวออกห่างเล็กน้อยแล้วจึงหลับตาลงหลับใหลไปในที่สุด