ที่บริษัทแอตลัสรีสอร์ตแอนด์สปา...ชยันต์ยังคงปลื้มใจกับดีลหมื่นล้านที่เขาเพิ่งได้รับเสนอมาไม่บ่อยนักที่นักลงทุนกระเป๋าหนักจะเลือกจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ทำงานด้านโรงแรมและสปาแบบนี้แต่เท่าที่ดูไปแล้ว สารัชซึ่งเป็นนักลงทุนคนนี้ก็ดูน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อยแม้ชายหนุ่มจะสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมเขาถึงมีเงินมากมายขนาดนี้
“นายเรียกผมหรือครับ” ศิรธรแง้มประตูเข้ามาถาม
“ใช่ เข้ามาสิ”
เมื่อชายหนุ่มนั่งลงตรงหน้าของชยันต์แล้วเขาก็ยื่นเอกสารที่ถือติดตัวมาด้วยให้กับเจ้านายได้ดูถึงแม้ว่าสารัชจะดูน่าเชื่อถือก็จริง แต่ชยันต์ก็อดไม่ได้ที่จะให้คนสนิทไปสืบดูว่าฝ่ายคนถือเงินนั้นเป็นใครมาจากไหน
“ผมให้คนไปสืบมาแล้วครับแล้วก็เป็นอย่างที่นายคิดไว้เลยว่าเขาจะเอาเงินที่ได้จากการทำผิดกฎหมายมาฟอกเงินโดยลงทุนกับเรา”
“นายแน่ใจนะ”
“แน่ใจครับ คุณสารัชมีธุรกิจหลายอย่างก็จริง แต่จริงๆแล้วรายได้ส่วนใหญ่มาจากบ่อนและการค้ายา”
“แปลกนะที่เขาเลือกมาลงทุนกับเรา”
“ตอนแรกผมก็สงสัยครับแต่พอสืบไปสืบมาก็เลยรู้ว่าทางคุณสารัชกำลังจะหาทำเลแห่งใหม่เพื่อเปิดคาสิโนและผมเชื่อว่าเขาคงต้องการจะให้คาสิโนของเขาอยู่ที่รีสอร์ตใหม่ของเราบนเกาะ”
“อ่า...นั่นสินะ เกาะนั่นไกลหูไกลตาตำรวจมิน่าล่ะถึงได้ลงเงินไม่อั้นแบบนั้น”
“นายครับ แล้วนายจะทำยังไงต่อครับ”
ชยันต์ไม่ตอบแต่ใช้นิ้วมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะพลางคิดว่าจะหาทางแก้ปัญหาอย่างไรดีเพราะหากเขายอมให้สารัชลงทุนพร้อมกับเงินก้อนใหญ่นั่นก็หมายความว่าธุรกิจของเขาจะกลายเป็นสีเทาหม่นแทนที่ความใสสะอาดที่ชายหนุ่มยึดมั่นมาตลอดแต่ดูเหมือนว่าทางเจ้าของเงินอย่างสารัชจะกระตือรือร้นกับการลงทุนสร้างรีสอร์ตแห่งนี้มากจนเขายากจะปฏิเสธ
แต่การที่ชยันต์จะทำอะไรลงไปนั้นเขาจะต้องแน่ใจว่าไม่กระทบกับทางบริษัทด้วยเพราะดูเหมือนสารัชจะรู้จักคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจพอจะสร้างความวุ่นวายให้กับธุรกิจของเขาได้ไม่ยาก
ทางด้านของพิญญา...หลังจากที่รู้ว่าสุรดิษฐ์จะมาที่กรุงเทพเธอก็ติดต่อกับเขาแม้จะไม่ได้พบเจอหรือคุยกันมานานแล้วแต่ความเป็นเพื่อนทำให้พิญญาที่ค่อนข้างเงียบขรึมกลายเป็นคนช่างคุยไปในทันทีความรู้สึกอบอุ่นในใจแบบเดิมกลับมาอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อนตอนที่เรียนหนังสือด้วยกัน
“เป็นไงบ้าง ไม่เจอกันตั้งนาน”หญิงสาวโผกอดเพื่อนรักหลังจากที่ไม่ได้เจอกันหลายปี
“ก็สบายดี แต่เธอดูผอมไปนะญ่า แล้วตอนนี้รักษาตัวเป็นไงบ้างหมอว่าจะหายไหม แล้วนี่...ลูกสาวเธอล่ะ ไม่เห็นพามาด้วยคงโตแล้วล่ะมั้งเพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นยังแบเบาะอยู่เลย”ชายหนุ่มถามรวดเดียวด้วยสำเนียงทองแดงที่คุ้นปากถ้าไม่ติดว่าหญิงสาวไม่สันทัดภาษาท้องถิ่นเขาก็คงจะแหลงใต้กับเธอไปแล้ว
พิญญากลั้นขำเพราะไม่รู้จะตอบคำถามไหนของเขาก่อนดีอันที่จริงสำหรับเธอแล้วถ้าจะมีเพื่อนสักคนที่รู้จักรู้ใจกันที่สุดคนคนนั้นก็คงเป็นสุรดิษฐ์นี่แหละเขาเป็นคนใต้เช่นเดียวกับเธอเพียงแต่ว่าอยู่คนละจังหวัดแถมที่บ้านของหญิงสาวก็ไม่ใช่คนใต้โดยกำเนิดทำให้สุรดิษฐ์ล้อเลียนเธออยู่บ่อยๆว่าเป็นคนใต้เทียมไม่ใช่แค่กับตัวของพิญญาเท่านั้นที่เขาคุ้นเคยแต่สุรดิษฐ์ยังคุ้นกับพ่อและแม่ของพิญญาด้วยแม้กระทั่งตอนที่หญิงสาวอุ้มท้องอ่อนๆ กลับบ้านก็มีชายหนุ่มนี่แหละที่พาเธอไปส่งถึงที่จนพ่อของหญิงสาวเข้าใจผิดว่าสุรดิษฐ์เป็นพ่อของเด็กในท้อง
แม้ว่าจะรู้มาตลอดว่าพิญญาได้เงินมาใช้จ่ายประจำวันได้อย่างไรแต่เขาก็ไม่ถือเนื่องจากลึกๆแล้วเขาหลงรักหญิงสาวตั้งแต่รู้จักกันวันแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้นไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรในสายตาคนอื่นแต่สำหรับเขาพิญญาก็ยังเป็นสาวน้อยใบหน้ากลมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง
“เธอถามเราเยอะแยะไปหมด จะตอบอะไรก่อนดีเอาเป็นว่าหมอบอกเราว่ายังรักษาได้แต่ต้องใช้เวลาแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของเรารับการรักษาได้ดีไหม ส่วนลูกของเราน่ะปีนี้อายุห้าขวบแล้ว”
“เร็วจังนะ เหมือนเพิ่งเห็นเป็นเด็กตัวแดงๆที่เธออุ้มในงานศพของพ่อแม่เธออยู่เลย”
ชายหนุ่มรีบหุบปากนิ่งเพราะรู้ว่าพูดในสิ่งไม่สมควรไปเสียแล้ว นานแล้ว...พิญญาพาจิตใจที่บอบช้ำกลับไปยังบ้านการตัดสินใจผิดพลาดในครั้งนั้นนำมาซึ่งความอับอายแก่คนเป็นพ่อเป็นแม่เมื่อรู้ว่าลูกสาวอุ้มท้องกลับมาทั้งที่ควรเป็นใบปริญญาสักใบให้ชื่นใจ แต่เมื่อเรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้พวกเขาสองคนจะทำอย่างไรได้ยังดีที่ลูกสาวกัดฟันเรียนจนจบพอได้วุฒิปริญญาตรีไปทำมาหากิน ถึงแม้จะท้องกับใครก็ไม่รู้กลับมาบ้านก็ตาม
เมื่อเด็กคลอดออกมาก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเด็กหญิงอลินเลยต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักตั้งแต่แรกคลอดแต่เหมือนฟ้ายังเมตตาชีวิตน้อยๆเพราะเจ้าตัวเล็กอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักได้ไม่นานก็ย้ายออกมาอยู่ห้องปกติพร้อมกับภาวะการติดเชื้อที่ดีขึ้นเรื่อยๆพิญญาเลือกรักษากับหมอที่เก่งที่สุดเพื่อให้ลูกน้อยของเธอปลอดภัยแม้ว่าจะหมดเงินไปมากแต่เธอก็ยินดี
ดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีแต่แล้ววันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของพิญญาก็มาถึงเมื่อคนที่รักและเข้าใจเธอมากที่สุดได้จากเธอไปตลอดกาลรถชนประสานงาทำให้พ่อและแม่ของพิญญาเสียชีวิตคาที่ หลังจากงานศพเสร็จสิ้น โชคร้ายก็ดูเหมือนจะเกาะติดพิญญาเป็นเงาตามตัวเพราะหญิงสาวเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าพ่อและแม่ของเธอได้ไปกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัวและลงทุนทำมาหากินแต่มาตอนนี้เมื่อเจ้าหนี้รู้ว่าลูกหนี้ทั้งสองลาโลกไปแล้ว เขาจึงต้องการทั้งต้นและดอกคืนแต่เมื่อพิญญาไม่มีให้เพราะตัวเธอก็เพิ่งคลอดลูกและไม่มีงานทำทำให้เจ้าหนี้ยึดบ้านที่ไปจำนองไว้แล้วเฉดหัวสองแม่ลูกออกจากบ้านทันที
หญิงสาวอุ้มลูกอ่อนออกจากบ้านพร้อมน้ำตานองหน้าแม้จะมีญาติพี่น้องแต่ก็ไร้คนเหลียวแล แม้กระทั่งเงินทองที่จะเอาติดตัวเพื่อไปตายเอาดาบหน้าก็ยังไม่มีใครหน้าไหนหยิบยื่นให้เป็นทานจากนั้นมาสองคนแม่ลูกก็ไร้ญาติขาดมิตรและมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพอีกครั้งเพื่อตั้งหลัก