บทที่ 7
ในวันรุ่งขึ้น ณ สำนักหยุนหลง ชายหนุ่มทั้งสองนาย และบ่าวตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรตามปกติ และอาหารมื้อนี้ยังคงเป็นเนื้อตุ๋นแสนอร่อยเช่นเดิม แม้เมนูจะเหมือนเดิม แต่พวกเขาก็ไม่เบื่อเลยสักนิด เพราะนานๆทีจะได้กินของดีแบบนี้สักครั้ง และเมื่อถึงเวลาเปิดสำนักก็เป็นจางซานที่เป็นคนไปเปิดประตูเลื่อนที่หน้าร้าน แต่หลังจากที่บัณฑิตหนุ่มเลื่อนประตูไม้ไผ่นั้นออกตัวเขาก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น เมื่อหญิงสาวผู้หนึ่งพร้อมด้วยเด็กชายหนึ่ง และเด็กหญิงอีกหนึ่งกำลังยืนมองจางซานอยู่ที่น่าประตู“เอิ่ม...อรุณสวัสดิ์ขอรับคุณหนูกวง วันนี้พวกท่านมาแต่เช้าเลยนะขอรับ” บัณฑิตหนุ่มประสานมือทักทายหญิงสาวตรงหน้าอย่างเป็นกันเอง“พี่ซาน! ข้าก็บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนู เรียกข้าหลันฮวาสิ” หญิงสาวกล่าวกับชายหนุ่มอย่างสนิทสนม“เอ่อ...เชิญพวกท่านเข้ามาด้านในก่อนเถอะ” จางซานที่สีหน้าลำบากใจรีบเปลี่ยนเรื่องแล้วชวนทั้งสามเข้ามานั่งที่ห้องรับแขกด้านในแทน“ขอรบกวนด้วยขอรับ/เจ้าค่ะ บัณฑิตจาง” เป็นเด็กน้อยทั้งสองกล่าวตอบรับคำเชิญนั้นอย่างมีมารยาทแทน แม้หญิงสาวจะมีสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนักที่ชายหนุ่มแสดงความห่างเหิน แต่นางก็เดินตามหลังเข้ามาโดยไม่กล่าวอะไร จางซานพาทั้งสามคนไปยังห้องรับรอง พวกเขาทั้งสี่นั่งคุกเข่าลงบนเบาะล้อมรอบโต๊ะรับแขกสี่เหลี่ยมตัวใหญ่ ด้วยท่าทางสุภาพสำรวม โดยที่ฝั่งตรงข้ามของจางซานก็มีหญิงสาวนามว่ากวงหลันฮวานั่งจ้องหน้าชายหนุ่มตาไม่กะพริบ ด้านซ้ายของบัณฑิตหนุ่มคือเด็กชายวัย 10 ขวบนามว่ากวงชุนเทียน ส่วนด้านขวาคือเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ นามว่ากวงลี่ฮวา ที่ก็นั่งจดจ้องไปที่จางซานอย่างคาดหวังบางสิ่งเช่นกัน แต่ชายหนุ่มก็รู้จุดประสงค์ของทั้งสามอยู่แล้วจึงได้กล่าวออกไปเพื่อขัดจังหวะพวกเขาเสียเล็กน้อย“นี่ พวกเจ้าทั้งสามไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นก็ได้ รอน้ำชามาก่อนข้าถึงจะเริ่มเล่านิทานให้ฟัง อะแฮ่ม! อย่างไรตอนนี้คุณหนูกวงทางสำนักของเราคงต้องเก็บค่าบริการก่อนนะขอรับ” จางซานกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มสุภาพกับหญิงสาวตรงหน้า“โธ่! พี่ซานท่านนี่ขี้งกจังเลย” หญิงสาวบ่นออกมาสีหน้าบูดบึ้ง แต่นางก็ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อหยิบเหรียญเงินออกมาจำนวนหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ“ขอบพระคุณขอรับ ว่าแต่พวกเจ้าทำไมวันนี้ถึงมาเช้านัก ไม่ทำงานบ้านกันหรือไง?” จางซานเก็บเงินไปพร้อมกับกล่าวถาม“ตอนนี้ที่บ้านข้ามีคนรับใช้แล้วตั้งสองคน อีกอย่างท่านแม่ก็ดูแลควบคุมพวกเขาอยู่แล้ว พวกข้าจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรสักหน่อย หน้าที่ของข้าก็เหลือเพียงเลี้ยงน้อง และข้าก็พาพวกเขามาฟังนิทานจากท่านยังไงล่ะ” กวงหลันฮวาตอบอย่างตรงไปตรงมากับชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มร่าเริง“เฮ้อ! พ่อกับแม่ของเจ้าทะเลาะกันอีกแล้วสินะ” เหมือนรู้ ชายหนุ่มกล่าวกลับไปตามตรงเช่นกัน“นี่ท่านรู้?” หลันฮวาโพล่งตกใจที่จางซานกล่าวออกมาอย่างถูกต้อง“ช่างเถอะ จิบน้ำชากันก่อน” บัณฑิตหนุ่มกล่าวพร้อมกับทำมาดขรึมกลบเกลื่อน เมื่อหลี่ซื่อยกชุดน้ำชามาเสิร์ฟพอดี เรื่องราวของครอบครัวตระกูลกวงนั้นบัณฑิตหนุ่มรู้มานานแล้ว จากคำบอกเล่าอ้อมๆของหญิงสาวที่มักจะพาน้องๆมาที่สำนักหยุนหลงอยู่บ่อยครั้ง เพื่อฟังนิทานแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือหลี่ซื่อไม่ค่อยชอบทั้งสามเท่าไรที่มาเบียดบังเวลางานของบัณฑิตเช่นนี้ ซึ่งสายตาของคนรับใช้ผิวคล้ำที่มองมายังบัณฑิตหนุ่มนั้นยังคงบ่งบอกอย่างชัดเจน ว่างานเล่านิทานของจางซานนั้นได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย แต่ด้วยมารยาทหลี่ซื่อก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา เพียงแต่เขาก็รีบออกจากห้องรับรองไปโดยไม่กล่าวอะไร จางซานก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรกับทั้งสามคนดี เพราะด้วยความสงสารจึงเล่านิทานแลกเศษเงินมาโดยตลอด เรื่องที่ว่าบิดาของพวกเขา เจ้าหน้าที่มือปราบกวงหยาง ผู้เป็นขุนนางตงฉินซื่อสัตย์มีคุณธรรมน้ำใจดีแต่ยากจน ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจคิดเงินแพงกว่านี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งจางซาน และหลี่ซื่อรู้สึกลำบากใจมากที่สุดก็คือ ทั้งสามพี่น้องจะอยู่ฟังนิทานที่นี่ทั้งวันไม่ไปไหนจนกว่าจะเย็น โดยจ่ายเงินในราคาที่รู้สึกไม่คุ้มค่าเลยสักนิดเดียว จางซานจึงคิดหาวิธีการที่จะได้อะไรบางอย่างจากพวกเขาบ้างนอกเหนือจากเงิน นั่นก็คือข่าวสาร ซึ่งต้องใช้วิธีหลอกถามเอา“ชุนเทียน วันนี้เจ้าอยากฟังนิทานเรื่องอะไรดีล่ะ?” บัณฑิตหนุ่มกล่าวถามเด็กชายก่อน“อ่า...ขอเป็นเรื่องใหม่นะขอรับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับจอมยุทธออกท่องยุทธจักรปราบปรามคนชั่ว ผดุงคุณธรรม” สีหน้าของเด็กชายดูตื่นเต้นมีความสุขที่จะได้ลุ้นไปกับเรื่องราวตรงหน้า แต่...“ไม่นะ! พี่รองคราวที่แล้วท่านก็ฟังเรื่องแบบนี้ไปแล้ว คราวนี้ข้าก็มีเรื่องที่อยากฟังเหมือนกัน ข้าอยากฟังเรื่องที่คนรับใช้ได้กลายเป็นเจ้าหญิงรองเท้าแก้ว ที่ท่านบัณฑิตเคยบอกไว้วันก่อนเจ้าค่ะ” เด็กหญิงทวงสัญญาที่จางซานเคยให้ไว้กับนาง“ไม่ว่าเรื่องอะไรข้าก็จะฟังทั้งนั้น ท่านเล่ามาเร็วๆเถอะ” อยู่ๆพี่สาวคนโตก็โพล่งตัดบทเด็กน้อยทั้งสอง ด้วยสีหน้าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้องๆของนางเสียอีก เมื่อผู้ฟังทั้งสามพร้อมแล้ว จางซานก็นึกอยู่สักพักว่าจะเรื่องไหนดี แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เด็กน้อยทั้งสองคนบอกมาเมื่อครู่ เขาก็สรุปออกมาได้ทันที“เอาล่ะ เรื่องที่ข้าจะเล่าในวันนี้ก็คือ ฮัวมู่หลาน ขุนศึกหญิงสะท้านแผ่นดิน” จางซานกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจว่าเด็กๆจะต้องตื่นเต้นเป็นแน่“ผู้หญิงเป็นขุนศึกได้ด้วยเหรอขอรับ?” กวงชุนเทียนสงสัย และพยายามคิดตาม“แล้วทำไมนางต้องไปออกรบด้วยล่ะเจ้าคะ?” กวงลี่ฮวาก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน“เดี๋ยวพวกเจ้าก็จะรู้เอง ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ! กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง...” บัณฑิตหนุ่มเริ่มเล่าเรื่องราวของวีรสตรีผู้เป็นตำนานที่เขาเคยเรียนมาตอนเป็นเด็ก แม้นักวิชาการมากมายจะบอกว่าวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเพียงแค่นิทาน แต่สิ่งนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงมากมายให้กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งเพื่อคนที่ตนรัก และครอบครัว สองชั่วยามผ่านไปไวเหมือนโกหก จางซานต้องเล่านิทาน และตอบคำถามผู้ฟังทั้งสามจนคอแห้ง หมดน้ำชาไปหลายกา นอกจากเรื่องฮัวมู่หลาน ยังมีเรื่องราวจากวรรณกรรมของต่างชาติอีกหลายเรื่อง ทั้งราชาโจรสลัด สาวน้อยเวทมนตร์ ราชันย์วานรนอกพิภพ ดินแดนผู้ฝึกสัตว์อสูร และเหมือนว่าวันนี้จะโชคดีที่พี่น้องตระกูลกวงจะมีธุระต่อ จึงขอตัวกลับในเวลาเที่ยงวันพอดิบพอดี บัณฑิตหนุ่มจึงได้พักผ่อนเสียที แต่พักได้เพียงชั่วครู่บ่าวรับใช้ก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดดูเหมือนว่าจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ“จางซาน! พวกนั้นฟังเจ้าเล่านิทานอยู่ตั้งสองชั่วยาม แต่เจ้าไม่เก็บเงินเพิ่มเลยอย่างนั้นรึ” อารมณ์พลุ่งพล่านของหลี่ซื่อออกมาพร้อมกับเสียงตะโกนของเขา“เฮ้อ! ถึงพวกเราจะต้องการเงินแล้วอย่างไร พวกเขาก็ไม่ได้มีเงินมากมายเช่นกัน เจ้าก็รู้นี่ว่าบิดามารดาของสามคนนั้นทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน พวกเขาจึงต้องหาที่หลบภัยจากความวุ่นวายใจนั้น จะไปสำนักบัณฑิตอื่นค่าบริการก็แพง สุดท้ายก็มีแต่สำนักหยุนหลงของเราเท่านั้นที่ช่วยเหลือ” จางซานจำต้องกล่าวเหตุผลนี้ออกมาอ้างด้วยความเห็นใจทั้งสาม“หึ! แต่มันก็หลายครั้งเกินไปนะ พวกนั้นน่าจะมีความเกรงใจเสียบ้าง พวกเรายังมีงานที่ต้องหาลูกศิษย์จริงๆมาเข้าสำนักให้ได้ ถ้ามัวแต่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ เมื่อไหร่จะประสบความสำเร็จได้ล่ะ” หลี่ซื่อที่พยายามอย่างเต็มที่ในหน้าที่ของตนจำเป็นต้องย้ำเตือนบัณฑิตตรงหน้าให้ตั้งใจกับหน้าที่ตนเองเช่นกัน“เมตตา! ความเมตตาต่อผู้อื่นเป็นสิ่งแรกที่อาจารย์สอนพวกเรา เป็นสิ่งที่สำนักผิงจิ้งเต๋อยึดถือ เจ้าอย่าลืมสิ่งนี้ไปสิ มันก็เหมือนกับที่เจ้าช่วยชีวิตเจ้าสำนักศิลาเหลืองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั่นแหละ นี่แค่เล่านิทานข้าจำเป็นต้องเก็บเงิน เพราะถือว่าเป็นงานในนามของสำนักเท่านั้น” บัดนี้จางซานก็ถึงกับโมโหขึ้นมา เพราะเขาก็ไม่เคยลืมเป้าหมายของตัวเองเช่นกัน