ในเมื่อรับมาแล้ว ต่อไปก็ปู้ตานชินจึงจูงแขนเด็กน้อยทั้งสองยังสะพานชมจันทร์ซึ่งครั้งหนึ่งที่ตรงนี้.
“ข้ามีเื่สำคัญจะพูดกับเ้า หยางหว่าน"
“อาจารย์มีเื่ใดจะบอกกล่าวกับศิษย์เชิญอาจารย์ว่ามาได้เลย”น้ำเสียงเรียบเฉยบ่งบอกอารมณ์
“ข้า ข้า..ข้า…. ปีนี้เ้าก็สิบเจ็ดปีแล้ว จะพูดอย่างไรกับเ้าดี ในเมื่อเราล้วนเป็ศิษย์อาจารย์ ความปรารถนาในตัวเ้าข้าไม่อาจปิดบัง”
“อาจารย์!! อาจารย์ได้โปรด สิทธิ์ต่ำต้อยไม่อาจเทียบเคียงอาจารย์”
“เอื้อมมือกุมมือหยางหว่านไว้” หยางหว่านเบี่ยงตัวหลบ จะว่าไม่รังเกียจก็ไม่ใช่ นางแสดงออกซึ่งความรังเกียจในตัวเขา ปูตันชินจ้องมองใบหน้างดงาม
“เ้าไม่ได้มีใคร ข้ารู้”
“อาจารย์ข้ากับจี้โม่เติบใหญ่มาพร้อมกัน เพียงแค่ข้าไม่พูดเขาไม่พูด จึงไม่มีใครรู้ แต่ในใจข้ารู้ดี ว่าข้าไม่อาจชอบใครได้ นอกจากเขา “
“หยางหว่านแต่ในใจข้ามีแต่เ้า”
“อาจารย์ ในใจข้ามีแต่เขาอาจารย์ได้โปรดอย่าบังคับข้าเลย”
“หากไม่แต่งกับข้าข้าจะฆ่าเขาเสีย”
“เช่นนั้นอาจารย์ก็ฆ่าข้าด้วย”
“หยางหว่านเ้าเป็ดั่งดวงใจของข้า อย่ากดดันข้าเลย เพียงเ้าบอกว่าจะแต่งกับข้าข้าจะละเว้นชื่อจี้โม่ และถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่เขา้า สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก” หยางหว่านหลับตาไหลหยาดน้ำตาช้าๆ
“เ้าก็รู้ดีว่าจี้โม่้าตำแหน่งเ้าสำนักเพียงใดถึงตอนนั้น เขาจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เขา้า แต่ข้า้ามีเพียงเ้า ให้เ้าเลือกเอาระหว่างชีวิตเขากับความรุ่งเรืองของจี้โม่”
“ทำไมต้องเป็ชีวิตเขาด้วย อาจารย์เอาชีวิตข้าไปเถอะ”
“หากเขาตาย ข้าจะได้เ้าและยังเป็เ้าสำนักดังเดิม”
“อาจารย์ข้ายินดีแต่งงานกับท่านแล้ว” เช่นไรเขาจะไม่รู้ ในเมื่อเขามีเคล็ดวิชาอ่านใจนางกับจี้โม่ก็ไม่ต่างกัน จี้โม่กระหายในอำนาจและตัวของหยางหวานเช่นเดียวกับเขา มีเพียงสิ่งเดียวที่เขา้าก็คือหยางหว่าน
“เ้าสองคนต่อไปนี้ต้องเชื่อฟังอาจารย์ ข้าตั้งใจนำเ้าทั้งสองมาดูแลอย่างดีเพื่อถ่ายทอดเคล็ดวิชา ที่ ส่งต่อยังรุ่นสู่รุ่น ไม่ให้สูญสลายหายไป” เด็กน้อยทั้งสอง จับมือเขาข้างละคนมือเล็กๆ นั้นยึดเกาะมือเขาไว้ดั่งที่พึ่งสุดท้าย บนดินแดนแห่งสำนักเกาซิ่ง
“จูจ้านรับเด็กน้อยสองคนไปดูแล”หนึ่งในศิษย์หญิงเพียงสองคนในแต่ละปีที่รับขึ้นเขามา เพื่อคนหนึ่งซักล้างคนหนึ่ง ทำอาหารแจกจ่าย
“เ้าค่ะอาจารย์”
“ดูแลเขาให้ดี ที่สุดคิดเสียว่าเด็กทั้งสองเป็ลูกของข้า”อยากจะบอกเหลือเกินว่าเอามาเลี้ยงตั้งกะตัวเท่านี้ พวกเขาจะกินอยู่หลับนอนอย่างไร หากจะเอามาช้าหน่อยก็กลัวว่าจะซ้ำรอยเดิมเด็กทั้งสองจะเกลียดชังเขา สิ่งเดียวที่้าคือจะเลี้ยงดูหยางหว่านอย่างไรให้ความเกลียดชังที่นางมีต่อเขาหายไปจูจ้านรับเอาหนูน้อยทั้งสองเดินผ่าน สะพานชมจันทร์จากไป
ค่ำคืนดึกสงัดปู้ตานซินหลับใหลอย่างเป็สุข ในรอบสามปีมานี้ด้วยมีหยางหว่านและจี้โม่ มาอยู่ใกล้การเก็บศัตรูไว้ข้างกาย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยเพียงแต่เขารู้สึกว่าที่ผ่านมา เคยมีทั้งสองคนข้างกาย
“อาจารย์….อาจารย์……”เสียงอึกทึกจากด้านนอก ปู้ตานซิน ขยับกายดึงเอา หมอนปิดหูไว้แน่นสนิท ยังไม่สว่างเ้าศิษย์เอก หวังต้าฉินเสียงดังโวยวายเื่ใดกัน
“อาจารย์”
“อืมข้ากำลังฝึกจิต ทำสมาธิยามย่ำรุ่งใครให้เ้าเอะอะโวยวาย”หวังต้าฉิน หัวหด
“อาจารย์ แต่ว่าศิษย์น้องหยางหว่านไม่ยอมหลับนอนร้องไห้โวยวายจะหา มารดาของนาง จูจ้านจนปัญญาจึงนำศิษย์น้องมาให้ข้าช่วยดูแลทว่านางกลับยิ่งร้องไห้ หนักกว่าเดิมคราวนี้เป็ศิษย์น้องจี้โม่ ที่เห็นศิษย์น้องหยางหว่านร้องก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้ตามกันทำเอาปั่นป่วนไปทั่วสำนัก อาจารย์ั้แ่หัวค่ำถึงตอนนี้ พวกเราหามีใครได้หลับนอนไม่ แต่หากอาจารย์กำลังฝึกจิตทำสมาธิเช่นนั้นต้าฉินไม่กวนแล้ว”
ปู้ตานซินส่ายหัวไปมายกหมอนที่อุดหูออกเสีย
หวังต้าฉินศิษย์เอกคนโตรุ่นแรก ที่ทุกคนในสำนักยกเว้นปู้ตานซิน ต้องเรียกว่าศิษย์พี่ใหญ่ เป็เพียงเด็กกำพร้าที่ดั้นด้นขึ้นเขามาอย่างยากลำบาก พอสำเร็จวิชาแล้วก็ไม่ลงเขา ปวารณาตัวรับใช้เขาั้แ่บัดนั้นจะว่าไปหวังต้าฉินหน่วยก้านไม่เลว อีกทั้งนิสัยใจคอ ดีกว่าศิษย์คนอื่นหากจะพูดอีกทีหวังต้าฉินโง่งมเป็ไม้กันหมาให้เขาได้อย่างดี คำพูดติดปากของหวังต้าฉินคือ ไม่ว่าอาจารย์จะตัดสินใจอย่างไรล้วนถูกต้องเสมอ
“พวกเ้าลำบากกันเพียงนี้ ข้ายุติการฝึกจิตไว้เพียงเท่านี้ก่อน นำเด็กน้อยทั้งสองมาที่นี่”
“ขอบคุณอาจารย์ ศิษยืซาบซึ้งใจยิ่งนัก”จูจ้านกับ เหมยกัว สองศิษย์หญิงอุ้มหยางหว่านกับจี้โม่มาที่ห้องของปู้ตานซิน
ปู้ตานซิน แสดงสีหน้าเรียบเฉยกอดอกเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เสียงสะอื้นไห้ ดังแว่วเข้ามา หยางหว่านตาแดงด้วยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก จี้โม่เมื่อเห็นปู้ตานซินกลับเงียบเสียงลง
“อาจารย์”
“อืม พวกเ้าไปพักเสียไม่ได้นอนกันทั้งคืนทิ้งพวกเขาไว้แล้วไปเสีย” รับเอาหยางหว่านมาอุ้มไว้
คนทั้งหมดประสานมืออกไป
“ใครกันหวั่นไหวใครกันมีน้ำตาก่อนกัน”หยางหว่านมองปู้ตานซินด้วยดวงตากลมโตทว่าแดงก่ำ
“จี้โม่น้อย ไปนอนที่นอนอาจารย์เสีย หยางหว่าน บอกข้ามาเ้าเช่นไรจึงร้องไห้”จี้โม่เดินไปปีนขึ้นแท่นนอนอย่างว่าง่าย นอนฟังคำสนทนา
“ข้า ข้าข้า ...คิดถึงท่านแม่ปกติท่านแม่จะตบตูดให้ข้านอนในยามค่ำคืน”
“อืมแล้วทำไมไม่บอกศิษย์พี่เ้าเอาแต่ร้องแล้วใครเขาจะรู้” หยางหว่าน ซุกใบหน้าน้อยลงบนอก
“อาจารย์ก็กล่อมข้าน้อย ท่านพ่อป้อก้านบอกข้าว่าอาจารย์ใจดีที่สุด”
“ท่านพ่อก็บอกข้าว่าอาจารย์ใจดีที่สุดอยู่ใกล้อาจารย์จึงดี เช่นนั้นอาจารย์ตบตูดให้ข้าหลับไปด้วยจะได้ไหม”จี้โม่พูดเจื้อยแจ้ว ปู้ตานซินถอนหายใจ
“เช่นนั้นอนเสียข้าตบตูดให้เ้าทั้งสองนอนหลับจะดีไหมต่อไปห้ามร้องโยเยขึ้นเขามาแล้วยากจะลงไปได้ หากไม่สำเร็จวิชาเช่นไรพวกเ้าจึงจะกลับลงไปได้”หยางหว่านยิ้มปาดน้ำตา ดวงตาใสซื่อจี้โม่เองก็กะตือรือล้นที่จะขยับตัวมาให้ ปู้ตานซินตบตูดให้หลับใหลไปด้วยความง่วงงุน จะไม่ง่วงได้อย่างไรก็นี่มันยามอิ๋นแล้ว
เผลอหลับไปพร้อมกับร่างนย้อยๆ ข้างกายสองร่าง ปู้ต้านซินกำลังคิดว่าเขาเหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ เพื่อสิ่งใดกันในเมื่อเขาเพียงแค่ปลิดชีพศิษยืพี่ทั้งสอง ปลิดชีพจี้โม่จะหาข้ออ้างร้อยแปดล่อหลวงปั้นน้ำเป็ตัวเพื่อให้หยางหว่านรักเขาหรือหลงรักเขาก็ไม่ยากแต่นี่เขาทำไปทั้งหมดเพื่อสิ่งใดกัน ยิ่งคิดวิ่งวนเวียนพันเกี่ยวกันวุ่นวาย
“อาจารย์ อาจารย์ขอรับ”เสียงดังเข้ามาข้างในอีกแล้ว เ้าซื่อบื้อหวังต้าฉิน นำเสียงรร้อนรนเื่ใดก้นอีกหรือว่ามีใครมาเผาสำนักยามไหนกันแล้วเขาเผลอหลับไปพร้อมเด็กน้อยทั้งสอง จนตะวันสายโด่ง
“อาจารย์ เกิดเื่ใหญ่แล้ว”เื่ใหญ่ เื่อะไรสำหรับหวังต้าฉินมักจะเป็เื่ใหญ่เสมอ
“เื่ใดกัน” ปรับเสียงให้เป็ปกติแม้จะงัวเงียเต็มทน เด็กน้อยสองคนพาลตื่นตามเขาไปด้วย
“อาจารย์สำนักหงซิ่งนำโดยจ้าวสำนักาุโ ผ่านค่ายกลขึ้นเขามาเพื่อชิงป้ายสำนักตอนนี้ศิษย์สำนักเราน้อยใหญ่ต่างพากัน รวมกำลังปกป้องป้ายสำนักาเ็กันจำนวนมากด้วย จ้าวสำนักาุโหงซิ่งฝีมือร้ายกาจ ตอนนี้จึงเข้าถึงป้ายสำนักเรียบร้อยแล้ว”ปู้ตานซินถอนหายใจลุกขึ้นหยิบเสื้อคุลม ทำสีหน้าเรียบเฉยหาได้ตื่นตระหนกไม่ ก้าวเดินออกจาหห้องไปหยางหว่านและจี้โม่ตามไปติดๆ
“ดูแล ศิษย์น้องของเ้าทั้งสองระวังจะเกิดอันตราย”สำทับหวังต้าฉิน ก่อนจะสาวเท้าด้วยท่าทีสง่างามยังด้านหน้าที่เป็ที่ติดตั้งป้ายสำนักที่ทำจากไม้แผ่นใหญ่ สลักคำว่า ดุจ์สร้าง..เกาซิ่ง
“อาจารย์”
เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ เหล่าผู้บุกรุกต่างหันมามองท่าทีองอาจผ่าเผยกับใบหน้าหล่อเหลาที่เดินออกจากช่องทางเดิน ที่ทอดยาวด้วยหิน สองข้างเป็แนวหินใหญ่ทอดยาวโอบล้อม ไม่บอกก็รู้ว่าต้องมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใดกันจึงสามารถเนรมิต ช่องทางเดินอลังการนี้ได้
การต่อสู้พันตูหน้าป้ายสำนักเกาซิ่งที่บ่งบอกว่าผู้ที่ มา้าจะได้มันไปส่วนผู้ที่ปกป้องก็สู้ยิบตา
“ปู้ตานซิน มอบป้ายสำนักมาให้ข้าเสียแต่โดยดี”ปู้ตานซินถอนหายใจ พยักหน้าให้กับหวังต้าฉิน
“อาจารย์ศิษย์โง่งมไม่เข้าใจความหมาย”
“ปลดป้าย สำนักลงมาให้ ท่านาุโ เง็กเต็กเสีย”
“อาจารย์ยยยยยยยย”เสียงทัดทานด้วยความใของเหล่าศิษย์ระงมไปทั่วบริเวณ
“ปลดลงมาให้เขา”ย่ำด้วยเสียงเข็มดุ หวังต้าฉินทะยานขึ้นไปปลดป้ายลง ยื่นส่งให้าุโเง็กเต็กไปถือไว้ อย่างนอบน้อม
“555 ข้าประเมินท่านสูงจนเกินไปแม้จะคิดไว้ล่วงหน้าว่าสำนักเกาซิ่งในเวลาสามปียิ่งใหญ่ได้เพียงนี้ก็เพียงแค่ราคาคุย เ้าสำนักที่เหล่าศิษย์หลายรุ่นเรียกว่าปรมาจารย์ก็ยังหนุ่มแน่น จะมีฝีมือเพียงใดกันข้ากำลังคิดว่าประมือกับท่านคงไม่ต้องออกแรง ส่งป้ายสำนักมาแต่โดยดีแบบนี้นับว่าทำถูกแล้ว จึงจะได้ไม่ต้องมีใคราเ็”ศิษย์หลายคนทิ้งกระบี่ทรุดกายลงด้วยความผิดหวัง บ้างก็ปาดน้ำตาและหยาดเหงื่อลงทุนปกป้องป้ายสำนักบ้างก็คิดว่าข้าเหตุใดถึงได้โง่้งมเสี่ยงตายฝ่าค่ายกลขึ้นมาบนเขาเพื่อมาคารวะปรมาจารย์โง่งม อย่างปู้ตานซินเป็อาจารย์ยังความผิดหวังเสียจริง มีเพียงหวังต้าฉินที่ยังมีสายตาเชื่อมั่นศรัทธาใน อาจารย์เหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน ปู้ตานซินเองยิ้มส่ายหน้าไปมาหาได้มีอาการ เสียขวัญไม่สีหน้ายังคงไม่แยแสก็คิดว่าตัวเองเป็ต่อ
“เดือนจิ่วเยว่ ปกติข้าไม่รับศิษย์เพราะ ปิดปรับปรุงค่ายกล ที่พวกท่านขึ้นมาได้ เพียงเพราะข้าปิดค่ายกลเสียครึ่งหนึ่งในเดือนนี้ อีกอย่างอยากจะได้ป้ายสำนักราคาถูกที่ข้า... ซื้อจากตลาดด้านล่างแล้วสั่งให้ช่างแกะสลักเพียงไม่ถึงชั่วยาม ก็บอกกันดีๆ ข้าสั่งให้ศิษย์ของข้าที่มีวรยุทธ์สูงส่งผ่าค่ายกลนำป้ายสำนักไปมอบให้กับท่านาุโเง็กเต็กไม่จำเป็ต้องแบกสังขารขึ้นมาเอง”
“เ้า…. ป้ายสำนักเป็ของสำคัญเช่นไรจึงพูดแบบนี้ ”ผู้าุโเง็กเต็กเืขึ้นหน้าเหมือนถูกตบหน้าด้วยวาจาเชือดเฉือน
“เฮ้อ ความจริงป้ายไม้อันนี้มองไปก็สวยดี ทรงคุณค่าไม่น้อย แต่ติดที่เก่าไปหน่อย หลายเดือนมานี้ข้าว่างจึงได้รังสรรค์หยกชั้นดีจากหุบเขาเซียน มาแกะป้ายสำนักเสียใหม่ งดงามยิ่งข้าเองรอวันที่จะปลดป้ายอันเก่าลงพอดี ในเมื่อมีคนฟันฝ่าค่ายกลขึ้นมารับมันนับว่าดีต่อใจข้าไม่น้อย หวังต้าฉินไปหยิบป้ายหยกที่ห้องอาจารย์มาแขวนแทนป้ายไม้สัปปะรังเคนั้นเสีย” ผู้าุโเง็กเต็ก กระอักเืสดๆ ออกมาด้วยความโมโหสุดขีดจะเป็ด้วย โดนค่ายกลเล่นงานหรืออาจเป็เพราะ เส้นโลหิตแตกไปแล้วก็ ไม่อาจคาดเดา เหล่าศิษย์ของหงซิ่งต่าง ช่วยกันพยุง
ป้ายหยกชื่อสำนักเกาซิ่งอันใหม่งดงามด้วยฝีมือแกะสลักของปู้ตานซิน งดงาม วิ้งวับ ในสายตาของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ปู้ตานซินรับมา มาไว้ในมือทะยานขึ้นไปบน หลังคา สูงแขวนป้ายหยกไว้เห็นเด่นเป็สง่า
“ปะปะ ไปชิงป้ายหยกอันนั้นมา”าุโเง็กเต็กยังไม่วาย
“หวังต้าฉินอาจารย์กระหายอยาสกจะดื่มชา”ท่ามกล่างสายตา งงงันของคนทั้งหลาย แต่ปู้ตานซินกลับเพียงว่าท่าให้สง่างาม เหมือนเทพ์มิได้ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง หวังต้าฉินไปยกจอกชามาก่อนจะนั่งลงบีบนวดให้กับปู้ตานซิน
เหล่าศิษย์หงซิ่งะโตามขึ้นไปหมายปลดป้าย แต่มีบางอย่างที่ผลักร่างของเหล่าศิษย์ที่ทะยานเข้าไปไม่แม้แต่จะเข้าใกล้
“ข้า ส่งพลังยุทธ์หมุนเวียนอยู่ในป้ายหยก หากข้าไม่อนุญาตใครก็ไม่บังอาจแตะต้องป้าย ชื่อสำนักพวกเ้าต่อไปก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาปกป้องป้ายสำนักให้วุ่นวายเอาเวลาไปฝึกปรือจะดีไม่น้อย”
เหล่าศิษย์ต่างยิ้มย่อง าุโเง็กเต็กหมดสติไปแล้ว ปู้ตานซิน กวักมือเรียกสองเด็กน้อยทั้งสอง
“จูจ้าน ยกอาหารสำหรับศิษย์น้องกับอาจารย์ข้าหิวเต็มทนแล้ว หวังต้าฉิน เปิดทางส่งคนลงเขาขึ้นมาก็สะบักสะบอม หากไม่ฝึกยุทธ์กับข้าเป็เวลาหนึ่งปีเกรงว่าจะผ่านค่ายกลของเกาซิ่งไปไม่ได้เกรงว่าาุโเง็กเต็กอานจสิ้นชื่อเช่นนั้นให้คนนำป้ายและเปิดทาง”หวังตาฉินยิ้ม ผายมือเชิญเหล่าศิษยานุศิษย์ของหงซิ่งที่ หันหน้าหันหลังเลิ่กลักหวาดกลัวและไม่แน่ใจบางคนถึงกับทรุดกายลง คุกเข่าตรงหน้าปู้ตานซิน
“ข้าน้อยคารวะอาจารย์”หลายคนเริ่มลังเลไม่ยอมลงเขายินดีคารวะปู้ตานซินเป็อาจารย์ทว่า
“เดือนจิ่วเยว่ข้าไม่รับศิษย์รอ เดือนต่อไปฝึกปรือตัวเองให้กล้าแกร่งค่อยขึ้นมาคารวะข้ายังไม่สาย” หวังต้าฉินผายมือเชิญอีกครั้ง
เหล่าศิษย์ของเกาซิ่งล้วนยืดอกด้วยความภาคภูมิ ที่ได้ เป็ศิษย์ของปรมาจารย์ปู้ตานซิน
นับแต่วันนั้นเื่การขึ้นเขาชิงป้าย ล้วนเป็เื่เล่าสุดฮา ใครบ้างไม่เคยได้บิน แล้วใครบ้างไม่อยากเล่าต่อ เื่เล่าเกินจริงยังไม่หมดแค่นั้นบางคนถึงกับบอกว่าาุโเง็กเต็กถึงกับกระอักเืเพียงแค่ปู้ตานซินยิ้ม ช่างเป็เื่เล่าที่ขจรไปไกล ต่างแคว้นต่างสำนักล้วน ได้ยินเื่เล่าขบขันนี้และยังจะกลายเป็เื่เล่าที่ต่อเติมเสริมแต่งให้ผู้ฟังสนุกสนานและ สร้างชื่อเสียงให้กับ ปู้ตานซินและสำนัก..เกาซิ่ง..