วันที่ 11 เดือน 7 ปี 2134
แสงอาทิตย์ในยามเช้าของวันใหม่สาดส่องลงมาบนผิวดิน ทหารมากมายและสมาชิกทุกคนของทีม Arcus กำลังยืนไว้อาลัยอยู่เบื้องหน้าหลุมฝังศพของนักบิน DEP ฮอร์น แม็คเนส ผู้ซึ่งเสียชีวิตลงในหน้าที่เพื่อปกป้อง The Unbash จากภัยคุกคามของเหล่า Kairyu บนป้ายหินของหลุมศพนั้นได้สลักคำพูดเอาไว้สั้นๆ ว่า 'นักเดินทางพเนจร'
“น่าเสียดายจริงๆ ที่เขาต้องมาอายุสั้นแบบนี้…. แต่เวลาสำหรับการอำลาของฉันมันหมดลงแล้ว เราทุกคนยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องจัดการให้เสร็จ” S-12 เอ่ยคำพูดเ่าั้ออกมาต่อหน้าหลุมศพ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
“แล้วเอสไม่มาด้วยงั้นเหรอ?” เรย์หันหน้าไปเอ่ยถามกับฮิมารุด้วยความสงสัย
“เธอไม่ยอมออกมาจากห้องเลยน่ะสิ จะพยายามเปิดเข้าไปก็ไม่ได้ด้วย…..คุณเคยเห็นเธอเป็แบบนี้มาก่อนบ้างไหม?” ฮิมารุตอบกลับด้วยคำถาม ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางอีกฝั่งของตัวเขา
“ไม่เลย ผมเองก็ไม่เคยเห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอยังสามารถร้องไห้ได้ ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายของเธอนั้นน่าจะไม่มีน้ำตาเหลืออยู่แล้วแท้ๆ” อดีตจอมพลผู้ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งเมือง Alterla (ชื่อเดิมคือเมือง A) เอ่ยตอบกลับคำถามของฮิมารุ
“หมดเวลาของพวกเราแล้วเหมือนกันค่ะ พวกเราเองก็ต้องเดินทางกลับกันแล้ว ฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของหัวหน้าพวกคุณด้วยนะคะ แต่ฉันเชื่อว่าเขาคงไม่อยากให้พวกเรามามัวนั่งเสียใจกับเขาหรอก อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้เขาก็ได้กลับไปหาลูกและภรรยาของเขาแล้ว” เลขาเมย์เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เธอมองหน้านายกรัฐมนตรีก่อนจะพยักหน้าให้กันเป็การส่งสัญญาณ แล้วพากันเดินกลับไปที่ยาน
หุ่นรบ DEP ทุกเครื่องส่งเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้น ก่อนที่พวกมันจะก้าวเดินออกไปพร้อมกับยานพาหนะขนส่ง ทหารหลายนายเริ่มถอนตัวออกจากพิธีฝังศพเพื่อมุ่งหน้าตรงกลับไปยังฐาน Apex บางคนกล่าวคำอำลาด้วยการวางช่อดอกไม้ บางคนอำลาด้วยการรินเหล้าลงบนพื้น และอีกหลายคนเลือกที่จะเดินจากไปด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิท เพราะต่างรู้ดีว่าการสูญเสียในานั้นเป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ฉันให้อภัยมันไม่ได้เด็ดขาด! ฉันจะต้องฆ่าแกให้ได้ คานาตะ ฮิมารุ!!” เสียงของนาโอะะโระบายความแค้นออกมาจนดังลั่นไปทั่วทั้งฐาน
The Unbash เมือง G ฉายา Golden Age | [03:00 PM]
เสียงกึกก้องของเครื่องจักรดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณฐาน ร่างของหุ่นรบ DEP สีเทาฟ้ากำลังรัวหมัดและพุ่งเข้าโจมตีหุ่นฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่ง มันใช้ทั้งมือ ดาบ ปืน โล่ รวมถึงลูกเตะ เข้าทำร้ายหุ่นโดรนเป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่สนใจความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น
“ฉันจะฆ่าแก! ฉันต้องทำมันให้ได้!!” หุ่นสีเทาฟ้าตัวนั้นขยับเขยื้อนด้วยท่วงท่าที่ดูผิดธรรมชาติ ทว่ากลับรวดเร็วและดุดันจนยากจะต้านทาน
เหล่านักวิจัยยืนสังเกตการณ์อยู่หลังกระจกบานใหญ่จากห้องควบคุมอีกด้าน พวกเขาต่างชื่นชมในผลงานอันยอดเยี่ยมของตนเอง ในขณะเดียวกัน ชายในชุดสูทสีทองก็กำลังยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นโบกสะบัดเพื่อเรียกตัวนักวิจัยคนหนึ่งให้เดินเข้ามาหา
“นายคนนั้นน่ะ เป็คนคอยดูแลเื่การประมวลผลใช่ไหม? ผมอยากจะทราบข้อมูลพลังขับเคลื่อนของเ้าหุ่นตัวนี้สักหน่อย” เธนท์ชี้นิ้วสั่งพร้อมกับเรียกให้นักวิจัยคนดังกล่าวเดินเข้ามาใกล้ๆ
นักวิจัยคนนั้นรีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นหน้าจอแท็บเล็ตแสดงผลข้อมูลให้เขาดู “นี่คือ ANX-099EX รหัส Biltz Neuron ครับ ด้วยระบบใหม่ที่ท่านเป็ผู้คิดค้นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่และเกราะพลังงานแบบพิเศษขึ้นมา มันจึงมีพละกำลังเหนือกว่าเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ใช้ M.T.I เป็พลังงาน
หลักอยู่อย่างมหาศาล ความเสี่ยงและอันตรายลดลง แต่ประสิทธิภาพกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ ที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปติดตั้งใช้งานกับยานรบขนาดเล็กได้อีกด้วย นี่ถือเป็นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และสุดยอดมากที่สุดในรอบพันปีเลยล่ะครับ”
“เอาล่ะๆ พอได้แล้ว ไม่เห็นจะต้องมาพูดยกยออวยยศอะไรให้ผมขนาดนั้นหรอก ที่สำคัญก็คือ เทคโนโลยีล้ำสมัยพวกนี้ ผมเองก็ไม่ได้เป็คนคิดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งหมดสักหน่อย” เธนท์ใช้มือดันหน้าจอและตัวของนักวิจัยคนนั้นออกไปให้พ้นทางอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังและเดินก้าวออกไปจากห้องควบคุม
ทางด้านของนาโอะ เขายังคงขับหุ่นะเิความแค้นใส่เป้าหมายอย่างไม่สนใจใคร ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขากลับััได้ถึงแสงสว่างประกายวาบอะไรบางอย่าง นาโอะหยุดการโจมตีลงในทันที และแสงประกายลึกลับนั้นก็อันตรธานหายไปพร้อมๆ กัน
“ความรู้สึกเมื่อกี้มันคืออะไรกัน?…” นาโอะนั่งสับสนและหอบหายใจอยู่ภายในห้องนักบิน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ บังคับพาหุ่น Neuron กลับเข้าไปจอดยังแท่นที่เตรียมไว้
เธนท์เดินก้าวออกมาสู่โลกภายนอก สถานที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้คือตึก Kryo Tech ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง G และยังถูกใช้เป็ค่ายทหารไปในตัว เธนท์ทอดสายตามองดูเมืองทองคำอันแสนหรูหราด้วยท่าทีสบายใจ ชีวิตและความเป็อยู่ของผู้คนในเมืองนี้นั้นเรียกได้ว่ามั่งคั่งอู้ฟู่เป็อย่างมาก เนื่องจากที่นี่คือเมืองศูนย์กลางที่เหล่านักการเมืองและมหาเศรษฐีเลือกที่จะเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุด ตัวเมืองตั้งอยู่ลึกลงไปมากกว่าเมืองอื่นๆ ทำให้มันมีความปลอดภัยสูงสุด และมีกฎเหล็กสั่งห้ามบุคคลที่มีทรัพย์สินไม่เพียงพอต่อเกณฑ์การอยู่อาศัยก้าวเท้าเข้ามาเหยียบอย่างเด็ดขาด นี่จึงเปรียบเสมือนเมือง์ในฝันของกลุ่มคนเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง
สองข้างทางเดินนั้นเต็มไปด้วยร้านอาหารหรูหราขนาดใหญ่และห้างสรรพสินค้าชั้นนำมากมาย ไม่มีร้านอาหารข้างทางหรือร้านค้าขนาดเล็กให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แสงสีเสียงตระการตา สถานคาสิโนการพนัน และแหล่งบันเทิงอีกสารพัดรูปแบบ ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคอยเอาอกเอาใจเหล่าผู้มีอำนาจและเม็ดเงินที่มากพอจะอาศัยอยู่ที่นี่
เธนท์เดินตรงเข้าไปยังร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตู พนักงานชายก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับเขาทันที “สวัสดีครับคุณเธนท์ วันนี้จะรับเป็เมนูอะไรดีครับ?” พนักงานฉีกยิ้มให้อย่างเป็มิตร ทว่าร่างกายของเขากลับมีอาการสั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัดและมีเหงื่อผุดซึมออกมาเล็กน้อย
“ฉันไม่เอาอะไรทั้งนั้น ไสหัวออกไปให้พ้นจากหน้าฉัน และอย่ามาเสนอหน้าขวางทางเดินฉันอีก ไอสวะ” เธนท์เอ่ยปากด่าทอตอบกลับไปอย่างไม่ไยดี แล้วเดินฝ่าไปข้างหน้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะอาหารตัวหนึ่ง ซึ่งมีชายอีกคนกำลังนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“กว่าจะยอมเสด็จมาได้ ปล่อยให้รอนานจริงๆ เลยนะ ท่านนักสังหารปีศาจ” เสียงของชายสูงอายุเอ่ยปากพูดทักทายขึ้น
เธนท์หยิบเมนูอาหารขึ้นมาเปิดดูแบบส่งๆ “ร้านนี้มันยังหรูหราไม่มากพอสำหรับคนอย่างผมเลยด้วยซ้ำ มันยังมีความมันวาวและเปล่งประกายน้อยเกินไป อาหารก็ราคาถูกเสียจนผมไม่อยากจะทนรับประทาน เราจะคุยเื่สำคัญกันมากแค่ไหนผมไม่สนหรอกนะ แต่การให้นั่งในที่แบบนี้มันคือการทรมานกันชัดๆ” เธนท์พูดตอบกลับไปพร้อมกับปล่อยเมนูอาหารทิ้งลงบนพื้นอย่างจงใจ “แกที่ยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ เอาไอ้เมนูขยะนี่ไปให้พ้นๆ หน้าฉันที” พนักงานหญิงคนหนึ่งรีบวิ่งลนลานเข้ามาเก็บเมนูที่ตกอยู่ แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่เอาน่า ภรรยาของผมเธอออกจะชอบร้านนี้จะตายไป ช่วยให้เกียรติคนตายกันหน่อยสิ” ชายสูงอายุแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ หลังจากที่พูดพาดพิงถึงภรรยาผู้ล่วงลับของตน
“มีธุระอะไรก็รีบๆ ว่ามาเลยดีกว่าครับ สมุหนายกรอง คานาตะ เรียวจิ” เธนท์จ้องมองหน้าชายสูงอายุด้วยแววตาที่คมกริบราวกับใบมีด “ไอ้เื่ลูกของคุณ กับไอ้หุ่นรบปริศนาที่ชื่อ Nuro นั้น...สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่”
เรียวจิยกแก้วขึ้นจิบน้ำชาอย่างใจเย็นก่อนจะค่อยๆ วางมันลง “ANX-001 มันคือเครื่องต้นแบบของระบบ Avenexis เป็หุ่นรบที่ไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจหลักการทำงานของมันได้มากที่สุด นั่นก็เพราะว่ากลไกด้านในของมันถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกของเรา ระบบการทำงานทุกอย่างของมันซับซ้อนเกินกว่าจะมีใครเข้าใจได้ทั้งหมด และยังมีเื่เล่าขานเกี่ยวกับิญญาของหญิงสาวผมสีม่วง ที่มักจะปรากฏตัวให้เห็นทุกครั้งที่ทีมช่างพยายามจะชำแหละแยกส่วนมัน ตัวหุ่นทั้งตัวถูกสร้างขึ้นมาจากแร่ธาตุที่พบได้บน Zainan แต่ทว่ามันกลับมีความแข็งแกร่งทนทานกว่าโลหะใดๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังมีร่องรอยหลักฐานว่ามันเคยมีตัวตน และถูกบูชาโดยพวก Kairyu มายาวนานเป็ล้านๆ ปีอีกด้วย” เรียวจิหยุดพักเพื่อสูดลมหายใจ ก่อนจะยกแก้วขึ้นมาจิบน้ำชาอีกครั้ง
เธนท์เอนตัวนั่งพิงพนักเก้าอี้ไปด้านหลัง พร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “คุณกำลังจะบอกว่า สาเหตุที่ทำให้ Nurp มีความเร็วทัดเทียมกับ Chryselot ได้เพราะไอ้ฮิมารุมันกำลังขับหุ่นยนต์ที่มาจากต่าง่เวลาอย่างนั้นเหรอ? อย่ามาพูดตลกกับผมเลยน่า เื่พรรค์นั้นน่ะ—”
“เื่พรรค์นั้นมันได้กลายเป็ความจริงไปแล้วล่ะ นายคิดว่าพวกเราสามารถผลิตเตาพลังงาน M.T.I ขึ้นมาได้เพราะอะไรกันล่ะ?” เรียวจิพูดแทรกตัดบทขึ้นมาทันที
“หน้าที่และตัวตนที่แท้จริงของตระกูลคานาตะ คือผู้ที่คอยสืบทอดเทคโนโลยีเหล่านี้จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเป็พลังให้ The Unbash สามารถก้าวเดินต่อไปได้ แต่ทว่าท่านตาของฉันไม่ได้มีความคิดแบบนั้น เขาได้เปลี่ยนเป้าหมายของตระกูลเราให้กลายเป็เพียงกองมรดก และใช้ความโลภเข้ายึดครอง Nuro เอาไว้ โดยหวังเพียงว่าจะใช้มันเพื่อสร้างผลกำไรอย่างมหาศาล และเจตนารมณ์นั้นก็ถูกส่งต่อมาจนถึงรุ่นของฉัน... จนกระทั่งอาร์ลิตัดสินใจขโมยมันไป ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกคำสั่งสังหารเธอทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เธอนำพิมพ์เขียวของหุ่นตัวนั้นไปส่งมอบให้กับพวกกองกำลังต่อต้านได้”
“นั่นก็หมายความว่า คานาตะ อาร์ลิ ได้ทำการขโมยทั้งตัวหุ่นและพิมพ์เขียวออกไป โดยจงใจแยกพวกมันออกเป็สองส่วนสินะ... ซึ่งก็แปลว่าตอนนี้คุณเองก็ยังมีพิมพ์เขียวส่วนนั้นเก็บเอาไว้อยู่ ถูกไหม? และในทางกลับกัน คนที่ได้ตัวหุ่น Nuro ไปก็คือ ไคย์เธียม จอมพลแห่งเมือง A…..ถ้าอย่างนั้น คำถามคือแล้วใครกันล่ะที่เป็คนขับหุ่นตัวนั้นไปส่งให้เขา?” เธนท์ทำหน้าครุ่นคิดด้วยความสงสัย ในขณะเดียวกันสายตาของเขาก็แอบเหลือบไปมองพนักงานสาวคนหนึ่งด้วยแววตาที่ดูโรคจิต
“และนั่นแหละคือจุดเดียวที่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะระบบของ Nuro จำเป็จะต้องมีนักบินที่ตัวหุ่นยอมรับให้ขึ้นขับเท่านั้น สิ่งเดียวที่ฉันพอจะคิดออกในตอนนี้ก็คือ…..ตัวหุ่นมันลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากฐานด้วยตัวของมันเอง…” เรียวจิเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งทื่อ ราวกับว่าตัวเขาเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อในคำพูดที่ฟังดูบ้าบอเกินจริงนี้เช่นกัน
เธนท์ขยับตัวเอนมาพิงกับขอบโต๊ะแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมประสานกันไว้ “มันก็เป็ไปได้นะ…ถ้าไปเล่าให้คนอื่นฟังก็คงจะไม่มีใครยอมเชื่อ แต่สำหรับผมที่เพิ่งจะได้เห็นพลังของมันมากับตาตัวเองแล้ว….”
เธนท์เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้เผชิญหน้ามา ในตอนนั้นที่จอมพลตัดสินใจใช้ปืนใหญ่พลังแรงกระแทกยิงอัดเข้าใส่เขา ในบริเวณนั้นยังมีหุ่น Nuro ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วย แต่ด้วยพลังอำนาจอะไรบางอย่าง แรงะเิมหาศาลที่ควรจะฉีกร่างของเขาให้แหลกเป็จุณกลับถูกลดทอนความรุนแรงลง จนทำให้เขาสามารถดีดตัวหนีรอดออกมาได้ทันท่วงที และใน่เสี้ยววินาทีอันแสนสั้นนั้น เขามองเห็นแสงสีม่วงทองลึกลับเปล่งประกายสว่างวาบออกมาจากตัวของ Nuro ในขณะที่มันกำลังเอาตัวเข้ากำบังเพื่อปกป้อง Aeronic และ McProton เอาไว้ มันคือสนามพลังงานที่เปล่งประกายเจิดจ้า และสามารถปกป้องเมืองทั้งเมืองให้รอดพ้นจากความรุนแรงของอาวุธทำลายล้างนั้นเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์
“พลังงานคลื่นนั้นมันมหาศาลมาก มากเสียจนถึงขั้นที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมกลับพบว่ามีหุ่น DEP อีกหนึ่งตัวที่สามารถทำเื่คล้ายๆ กันได้ ถึงแม้ว่าพลังของมันจะยังดูอ่อนแอกว่ามากก็ตามที” เธนท์หยิบรูปภาพบางอย่างยื่นส่งไปให้เรียวจิได้ดู “Biltz Neuron หุ่นรบที่ถูกสร้างขึ้นโดยถอดแบบมาจากพิมพ์เขียวที่คุณมอบให้ ด้วยขุมพลังของเตาพลังงานรูปแบบใหม่นี้ มันได้ส่งผลให้เจตจำนงของตัวนักบินเกิดความทรงพลังมากพอจนสามารถสร้างสนามพลังงานห่อหุ้มขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากในกลุ่มนักบินของผมยังไม่มีใครที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งมากพอ ผมจึงจำเป็ที่จะต้องไปปั้นคนแบบนั้นขึ้นมาด้วยมือของผมเอง”
“ถ้าอย่างนั้น สรุปว่าคนที่อยู่เื้ัการไปะเิทำลายเมือง V ก็คือนายสินะ” เรียวจิพูดแทงใจดำขึ้นมา
“ก็ไม่ได้เป็ฝีมือของผมโดยตรงหรอกครับ…พอดีว่ามีเทวดาจากบนฟ้าลงมาโปรด ช่วยทำให้งานของผมมันง่ายดายขึ้นเยอะเลยต่างหากล่ะ….” เธนท์แสยะยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “หมดธุระของผมแล้ว ขอบคุณมากก็แล้วกันที่ช่วยยืนยันข้อมูลจนทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น” เมื่อพูดจบ เธนท์ก็เดินผละออกจากโต๊ะ แล้วพุ่งตรงดิ่งไปหาพนักงานสาวคนที่เขาแอบจับจ้องมาได้สักพักแล้วทันที
“เธอน่ะ กำลังทำงานรับใช้ให้ใครอยู่?” เธนท์ก้มหน้าลงไปกระซิบถามเธอด้วยน้ำเสียงเ็า
พนักงานหญิงคนนั้นมีท่าทีอึกอักกระอักกระอ่วน เธอตัวสั่นงันงกและเลือกที่จะไม่ยอมตอบคำถามใดๆ
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็เก็บความลับนี้เอาไว้ ห้ามเอาไปบอกใครก็แล้วกัน” เธนท์ยกมือขึ้นดีดนิ้วเพียงหนึ่งที และในชั่วพริบตาเดียว หยาดน้ำสีแดงฉานก็สาดกระจายพุ่งออกมากลางอากาศ ผู้คนที่นั่งอยู่ภายในร้านต่างพากันกรีดร้องและแตกตื่นใกับภาพสยดสยองตรงหน้าทันที
เรียวจิรีบลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง “นี่นายทำบ้าอะไรของนายลงไป!?”
“อย่ามัวแต่ใไปเลยน่า ก็แค่พวกหน่วย Arcus มันแอบส่งนกเหยี่ยวมาคาบข่าวก็เท่านั้นเอง~” เธนท์พูดตอบด้วยน้ำเสียงระรื่นผิดกับสถานการณ์
กองเืสีข้นที่สาดกระจายพุ่งออกมาจากลำคอที่ถูกตัดขาดของพนักงานสาวนั้น ไม่ได้หยดกระเด็นมาโดนตัวของเธนท์เลยแม้แต่น้อย นั่นเป็เพราะเบื้องหน้าของเขามีร่างที่เคยมองไม่เห็นยืนขวางเอาไว้อยู่ และหยดเืเ่าั้ก็ได้ชโลมอาบจนเผยให้เห็นทรวดทรงของร่างปริศนานั้นอย่างชัดเจน
“พวกเอเอ็นเหรอ!?” เรียวจิเบิกตากว้างและอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
“เธอคือนักฆ่าส่วนตัวของผมเองแหละครับ พอดีว่าผมได้ลองฉีดสารทดลอง MCP เข้าไปในตัวเธอ ผลลัพธ์ที่ได้มันก็เลยออกมาเป็สุดยอดผลงานชิ้นนี้ยังไงล่ะ” เธนท์พูดแนะนำตัว ในขณะที่ร่างของ 'เอเลเซีย' ค่อยๆ ปรากฏร่างที่แท้จริงของเธอออกมาให้เห็นอย่างสมบูรณ์ “ขอแนะนำให้รู้จักนะครับ นี่คือตัวทดลองรุ่นใหม่ล่าสุด M-1 ครับ”
