บทที่ 1 การฝากฝังและร่างิญญาไร้ค่า
คอกวัว
ถังน้ำเย็นถูกสาดเข้ามา ซูฝานวัยสิบสองปีลุกพรวดขึ้นนั่ง จ้องมองหญิงอ้วนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว
“จ้องอะไร? ตะวันขึ้นแล้วยังนอนอยู่อีก รีบไปตัดฟืนที่เขาด้านหลังเดี๋ยวนี้!” หญิงอ้วนยืนเท้าสะเอว ด่าทออย่างหยาบคาย
“ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลยนะ!” ซูฝานกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“กิน ๆ ๆ รู้จักแต่กิน” หญิงอ้วนผู้น่ารังเกียจหยิบชามสุนัขที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งบรรจุเศษอาหารเน่าเหม็น แล้วโยนไปตรงหน้าซูฝาน พลางะโว่า “เอาไปกิน!”
ซูฝานหยิบพร้าตัดฟืนที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ข่มความโกรธเอาไว้ แล้ววิ่งมุ่งหน้าไปยังเขาด้านหลัง
เขาเป็เด็กกำพร้า ท่านปู่ใจดีเก็บเขามาเลี้ยงดู ท่านไม่มีบุตรสืบสกุล จึงรักและทะนุถนอมเขาประหนึ่งหลานแท้ ๆ
ทว่าเมื่อครึ่งปีก่อน ท่านปู่ได้สิ้นใจ ก่อนจากไป ท่านได้ฝากฝังเขาไว้กับคู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน
สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านผู้โลภมาก หลังจากได้บ้านและทรัพย์สินของท่านปู่แล้ว ก็พลิกจากหน้ามือเป็หลังเท้า ใช้เขาเยี่ยงทาส ให้นอนในคอกวัว กินอาหารสุนัข ทั้งยังทุบตีเขาเป็ประจำ
“สักวันข้าจะฆ่าพวกเ้าให้ตาย” ซูฝานคาบหญ้าหางม้าไว้ในปาก พลางบ่นพึมพำ พร้อมล้วงเอาจี้สร้อยคอออกมาจากเสื้อ
มันคือจี้เตาหลอมสามขาขนาดเล็ก ขนาดเพียงหัวแม่มือ มีคราบสนิมเกาะอยู่ทั่ว ประหนึ่งก้อนเหล็กธรรมดา
ท่านปู่มอบมันให้เขาก่อนสิ้นใจ มิได้บอกว่ามีประโยชน์อันใด เพียงแต่สั่งให้เขาเก็บรักษามันไว้ให้ดี
ครึ่งปีที่ผ่านมา เขาคอยสังเกตมันอยู่ตลอด แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
“สหายน้อย...”
ทันใดนั้น เสียงอ่อนแรงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา
บุรุษชุดดำโชกเืผู้หนึ่งเดินโซเซมาทางนี้ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มฟุบลงกับพื้น
ซูฝานถือพร้าตัดฟืนเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง
เขาใช้พร้าจิ้มลงไปอย่างแรง เห็นร่างนั้นสั่นเทาเล็กน้อย จึงพลิกร่างบุรุษชุดดำขึ้นมา เมื่อเห็นาแบนหน้าอกของเขา ซูฝานก็สะดุ้งเฮือกด้วยความใ
แผลจากกระบี่หลายแห่งลึกจนเห็นกระดูก เืสดไหลออกมาไม่หยุด
“สหายน้อย ในอกของข้ามีถุงใบหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าขอร้องเ้าช่วยส่งมอบให้แก่ผู้าุโสวี่ซานอินแห่งยอดเขาที่สิบของสำนักเมฆาเคลื่อนที เมื่อถึงยามนั้น เขาจะตอบสนองความ้าหนึ่งอย่างของเ้าโดยไร้เงื่อนไข”
“จำไว้ นอกจากเขาแล้ว ห้ามมอบให้ผู้ใดทั้งสิ้น...”
สิ้นเสียง นักพรตชุดดำก็สิ้นใจ
“ประตูเซียน! สำนักเมฆาเคลื่อน!”
ซูฝานตกตะลึง
คนตรงหน้านี้ ที่แท้ก็เป็เซียนจากสำนักเมฆาเคลื่อน!
ภายในอ้อมอกของนักพรตชุดดำ เขาพบถุงสีดำใบหนึ่งจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด เขาก็ไม่สามารถเปิดมันได้
สุดท้ายเขาจึงต้องยอมแพ้ด้วยความจนใจ ยัดถุงใบนั้นเข้าไปในอกเสื้อ แล้วขุดหลุมฝังร่างของนักพรตชุดดำ
“ข้าเคยได้ยินหญิงอ้วนผู้นั้นกล่าวว่า อีกสามวันสำนักเมฆาเคลื่อนจะมาที่หมู่บ้านเพื่อรับศิษย์ ถึงตอนนั้นข้าจะขอร้องให้สวี่ซานอินผู้นี้พาข้าไปยังสำนักเมฆาเคลื่อนได้หรือไม่?”
“ฮ่า ๆ”
“หลังจากนั้น ข้าก็จะกลายเป็เซียน”
“เมื่อกลายเป็เซียนแล้ว ข้าก็จะสามารถสังหารสุนัขสองตัวนั่นได้มิใช่หรือ?”
ซูฝานแสนยินดี แม้แต่การตัดฟืนก็ยังรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้น
ตกเย็น ซูฝานลากฟืนสองมัดกลับบ้าน หญิงอ้วนใจดีตบรางวัลเขาด้วยขนมปังแข็ง ๆ หนึ่งชิ้น
เช้าตรู่สามวันต่อมา
เสียงวิหคร้องแหลมสูงดังเจื้อยแจ้วมาจากขอบนภา
ซูฝานเด้งตัวขึ้นมาทันที รีบวิ่งไปยังทางเข้าหมู่บ้านอย่างเร่งรีบ
วิหคขนาดใหญ่สีแดงเพลิงตนหนึ่งบินผ่านน่านฟ้าพร้อมกับพลังอันน่าสะพรึงกลัว มันร่อนลงมาเหนือหมู่บ้าน คลื่นความร้อนพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
“ขอคารวะท่านเซียนผู้สูงส่ง!” เหล่าชาวบ้านหลายร้อยคนที่รออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านมาั้แ่แรกต่างพากันคุกเข่าลง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความคลั่งไคล้และเทิดทูนบูชา
บนหลังวิหค บุรุษสวมอาภรณ์สีฟ้าคนหนึ่งยืนประสานมือไว้ด้านหลัง อายุราวสามสิบกว่าปี ร่างกายตั้งตรงดั่งต้นสน ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม
ที่เอวของเขาคาดป้ายโลหะอันหนึ่ง บนนั้นสลักอักษรสามตัว
สำนักเมฆาเคลื่อน!
“พวกเ้าเตรียมพร้อมกันแล้วหรือไม่?”
บุรุษในอาภรณ์ฟ้ายืนอยู่บนที่สูง มองลงมาราวกับกำลังมองดูกลุ่มมดปลวกที่ต่ำต้อย
“ท่านเซียน พวกข้าเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว” หัวหน้าหมู่บ้านลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง แล้วะโว่า “ผู้ที่มีอายุั้แ่ห้าขวบถึงสิบหกปี ทั้งหมดออกมาเข้าแถว!”
เด็กหนุ่มสามสิบกว่าคนวิ่งออกมาอย่างตื่นเต้น
ทันใดนั้น หัวหน้าหมู่บ้านก็ยื่นมือออกไปคว้าตัวซูฝานที่วิ่งออกมาจากฝูงชน แล้วตวาดด้วยความโกรธว่า “เ้ามาร่วมวุ่นวายอะไรตรงนี้ ไปผ่าฟืนให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“เ้าคงมิได้คิดจะเข้าร่วมการทดสอบเพื่อเข้าสู่ประตูเซียนหรอกนะ? ไปส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อนว่าเ้ามีคุณสมบัติอะไรบ้าง”
หญิงอ้วนที่อยู่ข้าง ๆ กล่าววาจาเสียดสีอย่างร้ายกาจ
“แม้ข้าจะไม่มีคุณสมบัติอันใด แต่ก็ยังดีกว่าพวกเ้าสุนัขสองตัว!” ซูฝานแค่นเสียงอย่างเ็า
“เ้ายังกล้าเถียงอีกรึ! วันนี้พวกข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
ที่จริงแล้วในสายตาของคู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเขาได้มองว่าซูฝานเป็ทรัพย์สินส่วนตัวและแรงงานไร้ค่าใช้จ่ายมานานแล้ว
“หุบปาก!” บุรุษอาภรณ์ฟ้าแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ท่านเซียนผู้สูงศักดิ์ ขอประทานอภัยด้วย!”
สีหน้าของสามีภรรยาคู่นั้นเปลี่ยนไปทันที พวกเขารีบปล่อยซูฝานและคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “สำนักเมฆาเคลื่อนของข้ารับศิษย์เข้าสำนัก ผู้ใดที่มีอายุตรงตามเกณฑ์ล้วนสามารถเข้าร่วมได้ หากยังกล้าขัดขวาง อย่าโทษว่าข้าไร้ปรานี!”
บุรุษอาภรณ์ฟ้าแค่นเสียงเ็า ล้วงผลึกทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากอกเสื้อ แล้วทำให้มันลอยอยู่เบื้องหน้ากลุ่มเยาวชน
ดวงแก้วเผยิญญา!
มันมีสรรพคุณในการทำนายร่างิญญา เพียงแค่วางมือลงบนนั้น ก็สามารถตรวจสอบร่างิญญาที่มีอยู่ได้
“เริ่มการทดสอบ”
ในคราแรก เหล่าเยาวชนทุกคนต่างมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมและเชื่อมั่นในตนเองอย่างยิ่ง ทว่าในที่สุดแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่างก็ต้องก้มหน้าด้วยความผิดหวังและหันกลับไปหาบิดามารดาของตน
ในที่สุดก็เหลือเพียงซูฝานและเด็กสาวนางหนึ่ง
ซูฝานเดินไปที่เบื้องหน้าดวงแก้วเผยิญญา เงยหน้ามองบุรุษอาภรณ์ฟ้า แล้วถามอย่างขลาดกลัว “ท่านเซียน เอ่อ… ท่านคือสวี่ซานอินใช่หรือไม่?”
“เ้ารู้จักสวี่ซานอินหรือ?” บุรุษอาภรณ์ฟ้าสายตาเ็าลง
“ไม่ขอรับ ไม่รู้จัก เพียงแต่เคยได้ยินชื่อมาบ้างเท่านั้น”
ซูฝานรีบโบกมือปฏิเสธ
‘มิใช่สวี่ซานอินหรอกหรือ? แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?’
‘แววตาของคนผู้นี้ดูไม่ชอบมาพากล ราวกับว่าเคยมีเื่ขัดแย้งกับสวี่ซานอินมาก่อน หากข้านำถุงนั้นออกมา อาจจะนำภัยมาสู่ตัวเองก็เป็ได้’
‘นอกจากนี้ บุรุษชุดดำก็เคยกล่าวไว้ว่า นอกจากสวี่ซานอินแล้ว ไม่มีใครสามารถรับมันได้’
“ข้าจะทดสอบดูก่อนว่ามีร่างิญญาหรือไม่” ซูฝานยกมือขึ้น แล้วกดลงบนดวงแก้วเผยิญญา
เขากลั้นหายใจและทำจิตใจให้สงบนิ่ง
ดวงแก้วเผยิญญาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งแสงสีขาวอ่อน ๆ ออกมา
มีร่างิญญา!
ไม่จำเป็ต้องมีคนที่ชื่อสวี่ซานอิน เขาก็สามารถก้าวเข้าสู่ประตูเซียนได้
“แม้ว่าเ้าจะมีร่างิญญา แต่น่าเสียดายที่เป็ร่างิญญาไร้ค่า ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางคือขีดจำกัดของเ้า มิอาจเป็ศิษย์สายตรงได้ แต่ข้าอนุญาตให้เ้าเข้าสำนักเพื่อเป็ศิษย์ผู้รับใช้ได้” คำพูดของบุรุษอาภรณ์ฟ้าเหมือนน้ำเย็นเฉียบเสียดกระดูกที่สาดลงบนศีรษะของซูฝาน
“ที่แท้ก็เป็แค่ร่างิญญาไร้ค่า ทำเอาข้าใเสียหมด”
เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังซูฝานถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้อายุเพียงสิบสี่ปี นางก็มีรูปร่างอวบอิ่มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งยังมีรูปโฉมงดงาม ทว่าจิตใจอันชั่วร้ายของนางนั้นไม่แพ้บิดามารดาของนางเลย
นางผลักซูฝานออกไปอย่างแรง ก้าวไปข้างหน้าและกดมือลงบนดวงแก้วเผยิญญา
โครม!
พลังอัคคีอันร้อนแรงพุ่งออกมาจากดวงแก้วเผยิญญาอย่างดุดัน ในชั่วพริบตาดวงแก้วเผยิญญาก็เปลี่ยนเป็ลูกไฟขนาดใหญ่ ส่องสว่างไปทั่วครึ่งฟากฟ้า “ร่างิญญาอัคคี!”
บุรุษในอาภรณ์สีฟ้าเบิกตาโพลง มองหญิงสาวด้วยความตื่นเต้นยินดี แล้วถามว่า “เ้าชื่ออะไร?”
“ท่านเซียน นางคือธิดาของพวกข้า นามสวีเจียวเจียว” หัวหน้าหมู่บ้านและภรรยาวิ่งเข้าไปหาเด็กสาวด้วยความปีติยินดีสุดขีด พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าธิดาจะมีร่างิญญาอัคคี
“ไอ้ลูกอนุ ดูให้ดีสิ นี่แหละที่เรียกว่าอัจฉริยะ”
“ร่างิญญาไร้ค่าเช่นเ้า แม้แต่จะถือรองเท้าให้ลูกสาวข้าก็ยังไม่คู่ควร”
สีหน้าของสวีเจียวเจียวก็เผยแววภาคภูมิใจออกมาเช่นกัน
“ไม่คิดว่าในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ จะยังสามารถพบร่างิญญาอัคคีได้”
บุรุษอาภรณ์ฟ้าหัวเราะเสียงดัง มองไปที่สวีเจียวเจียวและซูฝานแล้วกล่าวว่า “สิ่งของเครื่องใช้ประจำวันของพวกเ้า สำนักมีให้ทั้งหมด จงกล่าวลาครอบครัวแล้วตามข้ากลับสำนักทันที”
สวีเจียวเจียวเดินไปเบื้องหน้าคู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน ทั้งสามคนกระซิบกระซาบกัน แล้วชำเลืองมองซูฝาน ในแววตาซ่อนความอาฆาตแค้นไว้
สวีเจียวเจียวกล่าวจบก็ลาบิดามารดา แล้วะโขึ้นหลังวิหคเพลิง*[1] อย่างภาคภูมิใจ
“เ้าจองหองกระไรนักหนา? วันนี้เ้าอาจดูแคลนข้า แต่วันหน้าข้าจะทำให้เ้าต้องเงยหน้ามองข้าอย่างนับถือ”
วิหคเพลิงทะยานขึ้นสู่ท้องนภา สายลมพัดกระโชก ซูฝานก้มมองูเาและแม่น้ำที่ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็วเบื้องล่าง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
‘เมื่อไปถึงสำนักเมฆาเคลื่อน ข้าจะต้องหาสวี่ซานอินผู้นั้นให้พบ สิ่งแรกที่จะทำคือให้เขาเลื่อนตำแหน่งข้าขึ้นเป็ศิษย์สายตรง’
‘ในฐานะผู้าุโ น่าจะมีอำนาจทำเช่นนั้นได้’
แต่ในขณะนั้นเอง สวีเจียวเจียวเหลือบมองบุรุษอาภรณ์ฟ้าที่กำลังจ้องมองไปข้างหน้า นางเอนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูซูฝานพลางหัวเราะเบา ๆ
“ข้าจำเป็ต้องพึ่งพาเ้าด้วยหรือ? ร่างิญญาไร้ค่าอย่างเ้า ตอนนี้ข้าจะส่งเ้าลงนรกเสียเลย” ก่อนที่ซูฝานจะทันได้ตอบสนอง สวีเจียวเจียวก็กดมือลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างแรง แล้วผลักเขาออกไป ทำให้ซูฝานร่วงหล่นลงมาจากที่สูงในทันที
[1] วิหคเพลิง (火烈鸟) คือ ฟลามิงโก้