ณรงค์: "อรุณสวัสดิ์ครับคุณ AI! เมื่อคืนผมฝันเห็นแต่เครื่องหมุนเหวี่ยงสีเงินๆ เต็มไปหมดเลย... เอาล่ะ วันนี้ผมพร้อมรบ! เรามีสารตั้งต้นเข้มข้น 90% จากตอนที่แล้วแล้วนะ ทีนี้ผมสงสัยว่า แค่เอาไอ้ยูเรเนียมเข้มข้นมาปั้นเป็ก้อน แล้วปาใส่ศัตรู มันจะะเิตู้มกลายเป็ดอกเห็ดเลยไหม?"
AI: "โอ้โฮ คุณณรงค์ครับ! ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ป่านนี้โลกเราคงกลายเป็สนามเด็กเล่นของพวกซูเปอร์ฮีโร่ไปแล้ว การปายูเรเนียมใส่กันน่ะ อย่างมากก็แค่ 'หัวแตก' หรือไม่ก็ 'ได้รับรังสี' นิดหน่อยครับ แต่มันจะไม่ะเิเด็ดขาด! เพราะการจะทำให้เกิด 'การะเิระดับนิวเคลียร์' มันต้องมีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะครับ"
ณรงค์: "อ้าว... แล้วเขามีสูตรลับยังไงล่ะ? ต้องมีตัวจุดชนวนเหมือนะเิไดนาไมต์ไหม?"
AI: "มีครับ แต่เป็ชนวนที่ล้ำกว่ามาก หลักการสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า 'มวลวิกฤต' (Critical Mass) ครับคุณณรงค์ ลองนึกภาพว่ายูเรเนียมเข้มข้นเหมือนฝูงผึ้งที่โกรธจัด ถ้าคุณมีผึ้งแค่ 2-3 ตัว มันก็แค่บินว่อน แต่ถ้าคุณเอาผึ้งนับล้านมาอัดรวมกันในพื้นที่แคบๆ จนพวกมันชนกันเอง... นั่นแหละครับ 'ะเิ' จะเกิดขึ้น!"
ณรงค์: "แล้วเราจะบีบอัดมันยังไงให้มันชนกันจนะเิล่ะครับ?"
AI: "ในหัวรบนิวเคลียร์ยุคแรก (แบบที่ทิ้งลงฮิโรชิมา) เขาใช้กลไกแบบ 'ปืน' (Gun-type) ครับ คือเอาปืนกระบอกใหญ่ๆ ใส่ยูเรเนียมไว้สองก้อนแยกกัน พอจะให้ะเิก็ยิงยูเรเนียมก้อนหนึ่งไปกระแทกกับอีกก้อนหนึ่งด้วยความเร็วสูงมาก พอชนกันปุ๊บ... มวลมันจะถึงจุดวิกฤต แล้วเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) ในเสี้ยววินาที!"
ณรงค์: "โห... ฟังดูเหมือนยิงปืนอัดลมเลยนะ แล้วยุคนี้เขายังใช้ปืนแบบนั้นอยู่ไหม?"
AI: "เชยไปแล้วครับคุณณรงค์! ยุคนี้เขาใช้แบบ 'การบีบอัดภายใน' (Implosion-type) ครับ เขาจะวางลูกบอลยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมไว้ตรงกลาง แล้วล้อมรอบด้วยะเิธรรมดา (High Explosives) หลายๆ จุด พอจุดชนวนะเิพร้อมกัน แรงอัดมหาศาลจะบีบก้อนนิวเคลียร์จากทุกทิศทางให้เล็กลงและหนาแน่นขึ้นจนมันทนไม่ไหว แล้วตู้มมม! พลังทำลายล้างมากกว่าแบบปืนหลายเท่าครับ"
ณรงค์: "บีบให้เล็กลงแต่พลังดันเพิ่มขึ้น... เข้าใจคิดนะเนี่ย! แล้วที่เขาพูดถึง 'ะเิไฮโดรเจน' ล่ะ? มันคืออันเดียวกันไหม?"
AI: "คนละชั้นเลยครับ! ะเิไฮโดรเจน (H-Bomb) หรือ 'เทอร์โมนิวเคลียร์' คือการเอา 'ะเินิวเคลียร์ธรรมดา' มาทำเป็แค่ 'ตัวจุดชนวน' ครับคุณณรงค์! คิดดูสิว่ามันร้ายกาจแค่ไหน ต้องใช้ะเิปรมาณูเพื่อไปจุดะเิไฮโดรเจนอีกที พลังของมันสามารถลบเมืองทั้งเมืองออกจากแผนที่ได้ในครั้งเดียวเลยล่ะ"
ณรงค์: "ฟังแล้วขนลุกเลย... แล้วเขาเก็บไอ้หัวรบพวกนี้ไว้ยังไงไม่ให้มัน 'ลั่น' เองล่ะครับ?"
AI: "เขามีระบบเซฟตี้ (Safety Lock) หลายชั้นมากครับคุณณรงค์ ทั้งรหัสลับที่ต้องกดพร้อมกันหลายคน ระบบเซนเซอร์วัดความดันอากาศ (เพื่อให้มันะเิเฉพาะตอนอยู่ในความสูงที่กำหนด) และวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อน ถ้าไม่มีคำสั่งยืนยันจากระดับสูงสุด มันก็เป็แค่ก้อนโลหะหนักๆ ที่วางโชว์อยู่ในคลังอาวุธเท่านั้นครับ"
[ทริคท้ายตอนที่ 2: ความลับในกระเป๋าเดินทาง]
ณรงค์: "คุณ AI ผมเคยเห็นในหนังที่เขามีกระเป๋าใบเดียวแล้วกดะเินิวเคลียร์ได้เลย เื่จริงมันเป็แบบนั้นไหม?"
AI: "นั่นคือ 'ตำนานรหัสลับ' ครับคุณณรงค์! กระเป๋าที่ประธานาธิบดีถือ (ที่เขาเรียกว่า Nuclear Football) จริงๆ แล้วข้างในไม่มีปุ่มสีแดงให้กดนะ แต่มันมี 'รหัสยืนยันตัวตน' และ 'แผนการโจมตี' ครับ ต่อให้ขโมยกระเป๋าไปได้ แต่ถ้าไม่มีรหัสจากเ้าตัวและระบบยืนยันจากเพนตากอน ก็ทำอะไรไม่ได้เลยครับ!"
[เกร็ดน่ารู้: ลูกบอลเล็กๆ ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์]
AI: "รู้ไหมครับคุณณรงค์ หัวใจของะเินิวเคลียร์จริงๆ มีขนาดแค่ประมาณ 'ผลส้ม' หรือ 'ลูกโบว์ลิ่ง' เท่านั้นเองนะ แต่พอมันะเิ ความร้อนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 'พื้นผิวดวงอาทิตย์' เสียอีกครับ!"
ณรงค์: "ใหญ่เท่าผลส้มแต่ร้อนกว่าดวงอาทิตย์... มิน่าล่ะ ถึงต้องเก็บรักษากันเข้มงวดขนาดนี้!"
สรุปปิดท้ายตอนที่ 2
ณรงค์: "วันนี้เราเห็นภาพชัดขึ้นเลยครับว่า การสร้างหัวรบไม่ใช่แค่เื่ของพลังงาน แต่มันคือวิศวกรรมที่แม่นยำระดับเสี้ยววินาที"
AI: "ใช่ครับ และในตอนหน้า... เราจะพาคุณลงไปดูว่า พลังทำลายล้างมหาศาลนี้ ถูกนำไปบรรจุไว้ในพื้นที่แคบๆ อย่าง 'เรือดำน้ำ' ได้อย่างไร และมันทำงานท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลใต้มหาสมุทรได้อย่างไร... ห้ามพลาดนะครับ!"
[ส่วนขยาย: สมรภูมิสมมติ... หาก "นิวเคลียร์" ถูกปลดล็อก]
ณรงค์: "คุณ AI ครับ ฟังเื่วิธีทำแล้วผมเสียวไส้จริงๆ ยิ่ง่นี้ข่าวความตึงเครียดระหว่าง อิหร่านกับสหรัฐฯ มีมาไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าสมมติว่า—แค่สมมตินะ—ถ้าความขัดแย้งนี้มันหลุดการควบคุมจนมีการนำหัวรบนิวเคลียร์ออกมาใช้จริงๆ โลกเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหนครับ?"
AI: "นี่คือคำถามที่นักยุทธศาสตร์ทั่วโลกไม่อยากให้เกิดขึ้นจริงที่สุดเลยครับคุณณรงค์ หากวันนั้นมาถึง สิ่งที่เรียกว่า 'ทฤษฎีโดมิโน' จะทำงานทันที ถ้ามีการเปิดฉากใช้จากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง พื้นที่จุดศูนย์กลางอย่าง ตะวันออกกลาง จะกลายเป็เตาหลอมพลังงานสูงทันทีครับ"
ณรงค์: "แล้วมันจะกระทบแค่สองประเทศนั้นไหม? หรือว่าเพื่อนบ้านรอบๆ จะโดนหางเลขไปด้วย?"
AI: "ไม่รอดแน่นอนครับ! ในแง่ภูมิศาสตร์ ประเทศอย่าง อิรัก, จอร์แดน, อิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะได้รับผลกระทบจาก 'ฝุ่นรังสี' (Radioactive Fallout) ตามทิศทางลมครับ และอย่าลืมว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกจะถูกปิดตายทันที เศรษฐกิจโลกจะพังพินาศในระดับที่เงินเฟ้อที่เราเจอตอนนี้กลายเป็เื่จิ๊บๆ ไปเลย"
ณรงค์: "โห... แล้วไกลออกมาหน่อยอย่างยุโรป หรือแม้แต่บ้านเราในเอเชียล่ะครับ? เราอยู่ห่างตั้งหลายพันกิโลเมตรนะ"
AI: "ถ้าเป็การรบเต็มรูปแบบ สิ่งที่จะตามมาคือ 'ฤดูหนาวนิวเคลียร์' (Nuclear Winter) ครับคุณณรงค์ ฝุ่นและเขม่าจากการะเิจะลอยขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศนานหลายปี อุณหภูมิโลกจะลดฮวบ การเกษตรล้มละลายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นาข้าวในไทยหรือไร่สาลีในอเมริกา ทุกคนจะเจอวิกฤตความอดอยากเหมือนกันหมดครับ"
ณรงค์: "ฟังดูแล้วไม่มีใครชนะเลยนะเนี่ยในาแบบนี้..."
AI: "ถูกต้องที่สุดครับคุณณรงค์ มันมีวาทะหนึ่งของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า 'ผมไม่รู้หรอกว่าาโลกครั้งที่ 3 จะรบกันด้วยอะไร แต่าโลกครั้งที่ 4 จะรบกันด้วยก้อนหินและไม้พลอง' เพราะนิวเคลียร์มันไม่ได้แค่ทำลายศัตรู แต่มันทำลายอารยธรรมมนุษย์ไปพร้อมๆ กันครับ"
[ทริคท้ายบทเสริม: ประเทศที่ 'ปลอดภัย' ที่สุดในโลกนิวเคลียร์?]
ณรงค์: "ถ้าเกิดเื่ขึ้นจริงๆ มีที่ไหนที่เราพอจะหนีไปหลบได้ไหมครับคุณ AI?"
AI: "นักวิเคราะห์มักจะชี้ไปที่ นิวซีแลนด์ หรือ ไอซ์แลนด์ ครับ เพราะเป็ประเทศเกาะที่อยู่ห่างไกลจากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และมีทรัพยากรอาหารของตัวเองเพียงพอ แต่ก็นั่นแหละครับคุณณรงค์ ต่อให้รอดจากแรงะเิ แต่เราคงไม่อยากอยู่ในโลกที่ท้องฟ้ามืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่นรังสีไปตลอดชีวิตหรอกจริงไหมครับ?"
ณรงค์: "จริงครับ... วันนี้ได้ข้อคิดเยอะเลย จากเื่เทคโนโลยี กลายเป็เื่จริยธรรมและการอยู่รอดของมนุษย์ด้วย"
AI: "นั่นคือเหตุผลที่บทต่อไปที่เราจะคุยกันเื่ 'พลังงานนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ' มันถึงน่าสนใจครับ เพราะมันคือการนำพลังงานมหาศาลนี้ไปซ่อนไว้ใต้สมุทร เพื่อเป็การ 'ป้องปราม' ไม่ให้ใครกล้ากดปุ่มะเิก่อนนั่นเองครับ!"