“หม่อมฉันแค่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ถูกต้องตามกฎระเบียบเพคะ”
“ดี...คงต้องยกความดีความชอบให้เสวี่ยจิ้งที่รู้จักขัดเกลาคน”
“กระหม่อมเป็ข้าในปกครองหากบกพร่อง ย่อมส่งผลให้นามพระองค์ต้องมัวหมอง”
“ตอบได้ดี” แล้วองค์จักรพรรดิก็รับสั่งกับจางกงกงให้คนยกถาดวางของเล่นพวกหยกแกะสลักเป็รูปสัตว์เพื่อพระราชทานให้พระโอรส “สำหรับเ้านะ เฉินเล่อ”
องค์ชายน้อยหยิบตัวม้าซึ่งสัดส่วนแทบไม่ต่างจากม้าไม้ที่เล่นทุกวันไว้ในมือ
“ของที่เหลือ ฝากเ้านำกลับไปให้เขาด้วยนะเสวี่ยจิ้ง”
“น้อมรับพระบัญชา”
องค์ชายน้อยเฉินเล่อนั่งเล่นม้าหยกข้างพระบิดาได้ครู่หนึ่งขันทีเ้าหน้าที่ก็เข้ามารายงานว่าพระมเหสีเสด็จฉวนลี่ถิงได้ยินดังนั้นก็เตรียมตัวถวายพระพร นอกจากนางกำนัลคนสนิทแล้ว ยังมีนางกำนัลสองคนถือถาดขนมเข้ามาด้วยพระมเหสีเก่อซีทอดพระเนตรหญิงสาวซึ่งน้อมกายทำความเคารพแล้วชะงักเล็กน้อย
อีกหนึ่งบุปผาแรกแย้มที่งดงาม...ห่างการพบหน้าเพียงไม่นาน มิคาดหญิงสาวจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้หากไม่เคยพบนางมาก่อนหน้า ทรงต้องเข้าพระทัยว่านางเป็บุตรีของข้าราชสำนักระดับสูงเป็แน่จากหญิงสาวธรรมดาเมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าไปกลับเผยความงดงามและความมีสง่าราศีได้อย่างเลิศล้ำยิ่ง
ก่อนเสด็จมาทรงสืบทราบแล้วว่านี่คือวันที่ฉวนลี่ถิงจะพาองค์ชายน้อยเข้าวัง
“ไม่นึกว่าจะพบเสวี่ยอ๋องที่นี่ด้วยเสวยขนมด้วยกันก่อนนะเพคะ”
“วันนี้กระหม่อมว่างจึงเข้าวังมาด้วยคราต่อไปคงต้องปล่อยให้ลี่ถิงมาเอง”
พระมเหสีพยักพักตร์แล้วประทับลงข้างองค์จักรพรรดิดัชนีเรียวยาวดั่งต้นหอมสลักจากหยกจัดแจงขนมใส่จานถวายแด่พระสวามีก่อนจะหยิบให้พระโอรสหนึ่งชิ้น เนตรหงส์มององค์ชายน้อยในชุดแบบชาววังส่งเสริมสง่าราศีให้เ้าของร่างน้อยเทียบเท่าโอรสธิดาที่เติบโตในกำแพงสูงยิ่งกว่าสง่าราศีที่มีคือความน่ารักน่าเอ็นดู จู่ๆ ริมฝีปากเล็กก็ส่งยิ้มให้พระองค์
“ช่วยชิมขนมหน่อยข้าคิดจะทำสำหรับคืนงานชมบุปผา”
เื่โดดเด่นของนางแต่ไหนแต่ไรก็คือการทำขนมและอาหาร เสวี่ยอ๋องทรงรับรู้มาั้แ่สมัยมเหสีเก่อซียังคงเป็แค่ชายาของพระเชษฐานางกำนัลจัดขนมใส่จานและนำมาวางบนโต๊ะเล็กคั่นกลางที่ประทับทั้งสองจึงหยิบขนมเพื่อช่วยชิมรสชาติตามมารยาท
“อร่อยเพคะ” ฉวนลี่ถิงตอบเ้าของขนม แล้วมองหลานชายที่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ จนแก้มป่อง
“กระหม่อมกำลังจะพาลี่ถิงไปเข้าเฝ้าพระองค์พอดี”
“มีธุระใดกับซีเอ๋อร์กระนั้นหรือ”
ยังมิได้คำตอบจังหวะนั้นขันทีผู้หนึ่งเข้ามารายงานราชกิจสำคัญจักรพรรดิจึงทรงชวนพระอนุชาให้ออกไปพร้อมกันปล่อยให้ฉวนลี่ถิงกับโอรสน้อยอยู่คุยกับพระมเหสี
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงตกลงกับฉวนลี่ถิงก่อนออกจากตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์แล้วว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่พาอาเฉินมาเข้าเฝ้าธรรมดาแต่เป็การเริ่มหาลู่ทางที่จะผูกสัมพันธ์กับพระมเหสี
“เ้าจะพบข้าด้วยเื่อันใดรึ”
“หม่อมฉันประสงค์จะถวายผ้าที่ทอขึ้นแด่พระองค์เพคะ”นางยกห่อผ้าที่วางไว้ใกล้ตัวขึ้น เมื่อทรงพยักพักตร์นางกำนัลก็เข้ามารับห่อผ้าส่งต่อพระมเหสีเก่อซี
นางหงส์แห่งวังหลังทรงคลี่ผ้าทอผืนนั้นออกชมผ้าทั้งผืนมองระยะใกล้เห็นเพียงสีขาว แต่ถ้าแสงกระทบถูกจึงปรากฏลวดลายเล็กๆของเส้นไหมสีเขียวอ่อนที่สอดแทรกไว้ อีกทั้งชายของผ้ายังปักดอกหมู่ตานสีม่วงหลายเฉด
“เป็ผ้าที่งดงามชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว”
“หม่อมฉันตั้งใจทำขึ้นเพื่อพระองค์โดยเฉพาะเพคะ”
“เหมือนเ้าจะรู้ว่าข้าชอบสีม่วง”
“ครั้งก่อนที่มาเข้าเฝ้าทรงสิริโฉมงดงามยิ่งในฉลองพระองค์ชุดนั้น หม่อมฉันจึงคิดอยากทำถวายให้สักพับแล้วแต่จะโปรด เสียแต่ว่าหมู่ตานพวกนี้ยังงดงามได้ไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์”
ผู้ฟังแย้มพระโอษฐ์
“เ้าก็ช่างพูดเอาใจข้าอืม...หอม กลิ่นพวกนี้ไม่ค่อยคุ้นเลย”
“หม่อมฉันอบด้วยสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมมากกว่าเน้นกลิ่นดอกไม้เพคะหลักๆ ก็มีรากต้นเซี่ยงฉ่าว ซานซานน้าย เจียงฮวง เฉินเซียง ฝอโสว่[1] ล้วนมีสรรพคุณหลักช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกผ่อนคลาย”
พระมเหสีสกุลอู๋ทรงสูดดมผืนผ้าและชื่นชมอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่งให้นางกำนัลรับไปเก็บ
“ข้าชอบนะ” ทรงอยากรู้ว่าเหตุใดฉวนลี่ถิงถึงมาประจบเอาใจพิศมองโอรสของพระสวามีซึ่งย้ายไปนั่งอยู่ข้างน้าสาวแล้วก็ทรงกวักพระหัตถ์เรียกเขา
“ให้ข้าดูหน้าใกล้ๆอีกสักหนซิ ครั้งก่อนยังไม่ทันได้คุยกัน เพราะข้ารู้สึกไม่สบายเสียก่อน”
“อาเฉินคนดีไปหาพระมเหสีหน่อยนะ” ฉวนลี่ถิงบอกหลาน ค่อยๆ จูงเข้ามาใกล้จึงปล่อยมืออาเฉินก้าวได้เพียงสามก้าวก็สะดุดทำท่าจะล้มคนเป็น้าเห็นถึงปฏิกิริยาของสตรีสูงศักดิ์เบื้องหน้าทันที ทรงทำท่าจะลุกขึ้นแต่ก็ช้ากว่านางกำนัลคนหนึ่งที่รับตัวเด็กน้อยไว้ได้ก่อน
“ขออภัยที่อาเฉินทำตกพระทัยเพคะ”
“ไม่เป็ไรเขาไม่เจ็บก็ดีแล้ว” พระหัตถ์เรียวจับมือเล็กของเขาแล้วตรัส “เจ็บหรือไม่”
อาเฉินส่ายหน้าตอบสั้นๆ “ไม่”
เมื่อทรงวางพระหัตถ์อีกข้างบนหลังมือน้อยอาเฉินก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้พระองค์...รอยยิ้มหนสองที่ทรงได้รับหัวใจคนใช่เหล็กใช่หิน แม้ทรงริษยาหญิงอื่นที่มีวาสนากำเนิดบุตรให้สวามีแต่ทรงมิใช่สตรีใจชั่วที่จะไม่นึกเอ็นดูเด็กไร้เดียงสาน่ารักน่าชังผู้นี้ได้
“นั่งตรงนี้เถอะ”
อาเฉินขยับตัวขึ้นนั่งด้วยการประคับประคองของพระมเหสีเก่อซีในสายตาของฉวนลี่ถิงนั้น ช่างคล้ายคู่แม่ลูกไม่มีผิดเพี้ยน
“กินขนมอีกไหม” ในหัตถาเรียวมีชิ้นขนม
อาเฉินพยักหน้า
“ก่อนจะรับขนมต้องทำยังไงรู้หรือไม่”
อาเฉินที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วผงกศีรษะพร้อมกล่าวคำขอบคุณเท่าที่เขาจะออกเสียงได้ยังความเอ็นดูในพระทัยสตรีที่นั่งเคียงข้าง ทรงวางขนมในมือเด็กน้อยที่แบรออยู่เมื่อทรงเห็นท่าทางเขากินอย่างเอร็ดอร่อยก็แย้มสรวล
“เห็นเ้ากินอย่างอร่อยข้าคนทำก็รู้สึกเหมือนถูกเอาอกเอาใจอย่างไรไม่รู้” ทรงลูบเรือนผมของเด็กชายทุกกิริยาของคนทั้งสองตกอยู่ภายใต้การจับจ้องของฉวนลี่ถิง
“ขนมอร่อยจริงๆ เพคะเกิดมาหม่อมฉันก็เพิ่งเคยกินขนมอร่อยมากขนาดนี้ อาเฉินก็เช่นกัน”
“ข้าจะให้นางกำนัลห่อให้อาเฉินกลับไปกิน”
“ขอบพระทัยเพคะ”
หลังจากนั้นนอกจากเื่ขนม ดินฟ้าอากาศพระมเหสีไม่ได้ถามถึงฉวนเหลียนเจวียนหรือเื่ราวแต่หนหลังขององค์ชายน้อยเฉินเล่อทรงถามไถ่เฉพาะความเป็อยู่ของสองน้าหลานที่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เท่านั้น
[1] เซี่ยงฉ่าว คือหญ้าแฝกหอม กลิ่นมีสรรพคุณกล่อมประสาท ทำให้ดวงจิตชุ่มชื่น
ซานซานน้ายคือหญ้าเปราะหอม กลิ่นมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด
เจียงฮวงคือขมิ้นชัน สามารถดับกลิ่นตัวหรือกลิ่นของเสียที่ร่างกายขับออกมาได้
เฉินเซียงคือไม้กฤษณา กลิ่นบำรุงหัวใจ ผ่อนคลายความตึงเครียด
ฝอโสว่คือส้มโอมือ กลิ่นของผิวส้มบำรุงหัวใจ ดับกลิ่นกาย