ตอนที่18 จริงหรือลวง
“ท่าน!”
หยางน่าคิดที่จะเดินก้าวเข้าไปแต่กลับถูกคุณหนูหลิวคว้าตัวเอาไว้เสียก่อนแล้วกระซิบอย่างแ่เบาว่า “พี่หยางน่า ท่านใจเย็นลงก่อนเถิดนะท่านหญิงก็แค่หยอกล้อท่านเล่นก็เท่านั้น”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสียอาการถึงเพียงนี้ท่านหญิงเจียงต๋านจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและหันไปเอ่ยชมคุณหนูหลินแทน “ข้าว่าท่าทางของคุณหนูหลินไม่เลวเลยนะนางดูสงบนิ่งวางตัวเหมาะสมที่จะเป็พระชายามากกว่าเ้าเสียอีกอืม...ไม่แน่ว่าซางฉีกลับมาครั้งนี้ข้าอาจจะบอกให้เขาลองพิจารณานางดู”
พอได้ยินอย่างนั้นดวงตาคู่งามของโฉมสะคราญก็พลันวาวโรจน์ขึ้นมาทันทีหากไม่ใช่เพราะตำแหน่งว่าที่พระชายาที่กำลังจะเข้าพิธีสมรสอีกไม่กี่วันนี้นางคงจะเข้าไปสั่งสอนท่านหญิงปากร้ายคนนี้แล้ว แววตาคู่งามทอประกายเหี้ยมโหดอยู่เลือนรางจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ
ท่านหญิงเจียงต๋านไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหญิงสาวผู้นี้เลยสักนิดตรงกันข้ามกลับมีความสุขมากเสียด้วยซ้ำไป ทั้งยังเอ่ยอย่างยียวนต่อไปอีกว่า “เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเื่ของข้าหรอกห่วงตัวเ้าเองจะดีกว่าสกุลมู่หลงของพวกเราหาใช่สกุลที่คนโง่เขลาเบาปัญญาจะเข้ามาได้ง่ายๆหากเ้าขาดสติเพียงเพราะคำพูดเล็กน้อยแค่นี้ ข้าเกรงว่าหางที่เ้าเก็บเอาไว้มันจะเก็บไม่อยู่เอานะ ถือเสียว่าวันนี้พี่สาวต้อนรับเ้าก็แล้วกันวันหน้าคงได้เจอกันอีก เอ๊ะ...หรือว่าจะไม่เจอนะ... หึ”
ท่านหญิงเจียงต๋านปรายตามองดูโฉมงามที่โกรธจนเสียอาการผู้นั้นั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามอย่างเปิดเผยก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะอย่างเ็าคำหนึ่ง แล้วเดินจากไปด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นสตรีสูงศักดิ์เย่อหยิ่งไม่เห็นหัวผู้ใด
คุณหนูหลินและสาวใช้ค้อมกายให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพจวบจนเมื่อแผ่นหลังนั้นจากไปแล้ว นางจึงยืดตัวขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างามสุภาพอ่อนหวานดังเดิม
“พี่หยางน่า อย่าคิดมากกับคำพูดของท่านหญิงเลยนะนางไม่ชอบท่านเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว วันนี้มาเจอนางก็ถือเสียว่าเป็โชคร้ายของพวกเรายามนี้เื่มันผ่านไปแล้ว ท่านทำใจให้สบายเถิด ไม่ต้องคิดอะไรอีก”
“เหตุใดข้าถึงต้องทนกับท่านหญิงหยาบช้าผู้นั้นด้วยเป็แค่เชื้อพระวงศ์ปลายแถวอยู่เฝ้าชายแดนแร้นแค้นมาตั้งนานหากไม่ใช่เพราะบิดาของนางพ่ายแพ้ในสนามรบ แคว้นของพวกเราจะวุ่นวายถึงเพียงนี้รึกลายเป็คนพิการเช่นนั้นก็ถือว่าสมควรแล้ว หากไม่ใช่เพราะฮ่องเต้ทรงเอ็นดูสงสารรับบิดานางกลับมาเมืองหลวงนางจะได้ยืนเชิดหน้าชูคอใส่ข้าผู้เป็ว่าที่พระชายาอย่างนั้นรึ ใครกันแน่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคอยดูเถิดหากข้าได้เป็ฮองเฮาเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการนางเป็คนแรก”
“กล้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับนังดอกบัวขาวชั้นต่ำพวกนั้น หึหากข้าเป็นังดอกบัวขาว นางก็คงเป็นังดอกเบญจามาศ[1]ต่ำช้าคาวโลกีย์!”
“ได้ยินมาว่าตอนอยู่ชายแดนนางเอาทหารมาเป็ชายบำเรอด้วยนะ เหอะ ช่างหน้าไม่อายยิ่งนักชั้นต่ำถึงเพียงนี้ยังมีหน้ามาว่าข้า”
เมื่อคุณหนูหลินเห็นอีกฝ่ายพูดจาดูถูกท่านหญิงผู้นั้นไม่ยอมหยุดนางก็รีบดึงแขนหยางน่าเอาไว้ ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาแวบหนึ่งราวกับหวาดกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามรุนแรงนี่เสียก่อน
หลังจากเห็นว่าไม่มีใครนางจึงเอ่ยออกมาเสียงเบาราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “พี่หยางน่านี่ท่านเป็อะไรไป เหตุใดถึงเสียอาการเช่นนี้เื่ส่วนตัวของท่านหญิงไม่ใช่เื่ที่เราจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้นะเ้าคะแล้วอีกอย่างชินอ๋องก็เสียสละตัวเพื่อปกป้องแคว้นของพวกเรามาตั้งหลายสิบปีท่านดูิ่ชินอ๋องเช่นนั้น ข้าคิดว่ามันไม่ถูกต้อง...”
หญิงสาวเอ่ยประโยคสุดท้ายอ้อมแอ้มในลำคอพลางชำเลืองสายตามองดูใบหน้างดงามที่เดือดดาลนั้นด้วยความหวาดกลัว นางเป็แค่บุตรสาวของขุนนางเล็กๆไหนเลยจะกล้าสั่งสอนว่าที่พระชายาได้
ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้หยางน่าได้สติกลับมาก่อนจะคลี่รอยยิ้มที่งดงามแทนแม้แต่น้ำเสียงก็ยังฟังดูอ่อนโยนลงไม่น้อย “ข้าก็แค่บ่นไปเท่านั้นเองเพราะข้ารู้อย่างไรเล่าว่าข้าสามารถเชื่อใจสหายรักของน้องสาวได้ หลินเฟยพวกเราอย่าเหินห่างกันเช่นนี้อีกเลย เรียกข้าว่าหยางน่าก็พอ สหายของน้องสาวข้าก็เท่ากับสหายของข้าเช่นกัน”
“นี่มัน...หลินเฟยมิกล้า ท่านคือว่าที่พระชายา ข้ามิบังอาจหรอก” คุณหนูหลินหลุบสายตาลงต่ำไม่กล้าคิดเสมอตัวกับอีกฝ่าย
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางแล้วหยางน่าก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจแต่แล้วก็มีประโยคหนึ่งที่ท่านหญิงปากร้ายผู้นั้นกล่าวสะกิดใจนางขึ้นมาฉับพลันนั้นหยางน่าก็เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก่อนจะเชิดคางเรียวเล็กของหญิงสาวขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด
ดวงตากระจ่างใสไร้ซึ่งเล่ห์กลออกจะดูทึ่มทื่อเสียด้วยซ้ำไปทว่าผิวพรรณขาวเนียนละเอียดนี้กลับให้ััที่นุ่มนวลชวนให้หลงใหลยิ่งนัก หากมีชายใดได้ััคงจะตกหลุมรักนางได้ไม่ยาก
แม้ว่านางจะไม่งดงามปานล่มเมืองเท่าตนแต่ก็นับว่าเป็สาวงามที่หน้าตาสะอาดหมดจดชวนมองคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นความงามอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาก็เป็ที่ชื่นชอบของบุรุษไม่น้อยในบรรดาบุปผานับหมื่นมีเพียงดอกบัวขาวเท่านั้นที่ควรระวังเอาไว้ให้มากแม้ว่าภายนอกมันจะดูสะอาดบริสุทธิ์และน่าชวนมองมากเพียงไรแต่ใครจะรู้เล่าว่าเื้ันั้นจะแอบแฝงพิษสงร้ายแรงอะไรเอาไว้หรือเปล่า
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วเสียงอ่อนหวานแฝงเสน่ห์ล่อลวงใจก็ดังขึ้นข้างหูของหลินเฟย “เ้าอยากเป็ชายารองขององค์รัชทายาทหรือไม่”
พอสิ้นเสียงพูดแล้วคุณหนูหลินก็เบิกตากว้างทันทีฉับพลันนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมาแต่กลับต้องหยุดชะงักไปเมื่อเผลอประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่งามที่ทอประกายดำมืดฉับพลันนั้นมือเล็กสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่
“ข้าไม่กล้า” คุณหนูหลินก้มหน้าลงไม่กล้าสบสายตากับอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิด
หยางน่ากุมมือที่สั่นเทาของหญิงสาวขึ้นมากุมเอาไว้เบาๆและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ข้ารู้สึกประทับใจที่เ้าออกหน้าแทนข้าเมื่อครู่นี้ยิ่งนักหากได้มีเ้าเป็พี่น้องในวังหลังข้าก็คงจะสบายใจ ขอเพียงเ้าบอกว่าอยากเป็ข้าจะทูลขอองค์รัชทายาทให้”
หลินเฟยเงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้างามล้ำของอีกฝ่ายด้วยความใ
ควรรู้เอาไว้ว่านี่เป็ข้อเสนอหอมหวานยิ่งนักไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสดีเช่นนี้ ทั้งยังมาจากปากของสตรีที่เป็หนึ่งเดียวในดวงใจขององค์รัชทายาทยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุตรสาวของกรมพิธีการเล็กๆ เช่นนางหากได้เป็เพียงพระชายารองยังจะดีเสียกว่าได้เป็ฮูหยินของขุนนางสูงศักดิ์ไม่รู้จักเท่าไหร่แล้วอย่างนี้ ใครจะไม่หวั่นไหวบ้างเล่า…
เพียงแต่น่าเสียดายยิ่งนักที่คุณหนูหลินไม่ได้มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อยนางยังคงยืนยันคำเดิมและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ว่า “ข้าไม่กล้าอาจเอื้อมจริงๆเพียงแค่ได้ตบแต่งเป็ฮูหยินให้กับขุนนางสูงศักดิ์สักคน เท่านี้ข้าก็พอใจแล้วเ้าค่ะ”
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ประกายดำมืดในดวงตาของหยางน่าจางหายไปทันทีนางคลี่รอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าเป็เด็กดี เอาเถิดในเมื่อเ้าพอใจเพียงเท่านี้เช่นนั้นข้าก็จะไม่บังคับเ้าแล้วข้าจะให้ท่านพ่อแนะนำคู่ครองที่เหมาะสมให้บิดาเ้าลองพิจารณาดูก็แล้วกัน”
“ขอบคุณพี่หยางน่า” คุณหนูหลินค้อมกายขอบคุณอีกฝ่ายด้วยใจจริง
“พี่อะไรกันเล่า ถึงแม้พวกเราจะไร้ซึ่งวาสนาได้เป็ครอบครัวเดียวกันแต่เ้าก็อย่าทำตัวเหินห่างกับข้านักเลยปฏิบัติต่อข้าเหมือนอย่างที่เ้าปฏิบัติต่อหยางอิ่งเถิดนะ” หยางน่าลูบฝ่ามือเล็กด้วยความเมตตา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตัดสินใจอย่างแน่วแน่เช่นนี้แล้วคุณหนูหลินจึงพยักหน้าเบาๆ
“เอาล่ะ ข้าไม่มีอารมณ์จะเลือกเครื่องประดับแล้ว ยามบ่ายยังต้องเตรียมลองชุดแต่งงานที่ส่งมาจากวังหลวงอีกคาดว่าเวลานี้คนของฮองเฮาคงกำลังรอข้าอยู่ ข้าต้องขอตัวก่อนแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะหลินเฟย” หยางน่าปล่อยมือที่กุมเอาไว้ก่อนจะกลับคืนสู่ท่วงท่าที่สง่างามและสูงศักดิ์ดังเดิม
“เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนเวลาเ้าแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะ หยางน่า” หลินเฟยยิ้มอย่างแ่เบา
ทั้งสองพูดคุยกันเพียงสองสามประโยคก่อนที่หยางน่าจะก้าวเดินออกจากร้านเพื่อไปขึ้นรถม้ารถใหญ่หรูหราที่รออยู่ข้างนอก
ดวงตาคู่งามกระจ่างใสมองดูแผ่นหลังงามที่เหยียดตรงหายลับขึ้นไปจากรถม้าก่อนจะได้ยินเสียงสาวใช้ข้างกายเอ่ยขึ้นมาด้วยความคับข้องใจ “เหตุใดคุณหนูถึงไม่ยอมรับข้อตกลงของว่าที่พระชายาล่ะเพคะ”
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนใสแลดูเป็ธรรมชาติคงขึ้นเป็รอยยิ้มที่งดงามดวงตาไร้ซื่อบริสุทธิ์ในคราแรกก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เฉลียวฉลาดขึ้นมาทันตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“มันคือข้อเสนอที่ไหนกันคือกับดักต่างหาก”
“คุณหนูหมายความว่า...” สาวใช้ผู้นั้นยังคงตามไม่ทันคำพูดของเ้านาย
“เสี่ยวชิง เ้าต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตสถานการณ์ให้แตกฉานมากกว่านี้ เมื่อครู่นั้นสิ่งที่ว่าที่พระชายายื่นให้ข้าหาใช่ไมตรีแต่เป็ปลายมีดที่พร้อมทิ่มแทงข้าได้ทุกเมื่อหากข้าคิดจะแย่งชิงของของนางเฮ้อ เมื่อก่อนเป็เช่นไร ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน...”
“คุณหนูพูดอะไร อะไรเหมือน อะไรเปลี่ยนหรือเ้าคะ” สาวใช้ตัวน้อยเอียงคอถามด้วยความสงสัย
หลินเฟยส่ายศีรษะเล็กน้อยโดยไม่คิดที่จะสนใจสาวใช้โง่เขลาผู้นั้นเลยสักนิดหากไม่ใช่เพราะสาวใช้คนนี้หน้าตาดูโง่เขลาทั้งยังค่อยไม่รู้ความ นางก็คงไม่พามาด้วยหรอก
มุมปากของหญิงสาวโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มแ่เบาดวงตาคู่ดำขลับทอประกายคมกริบมองดูรถม้าคันหรูหราที่แล่นสง่าไปตามถนนนั้นราวกับนักล่าที่แฝงตัวอยู่เงียบเฉียบในยามรัตติกาลมีเพียง์ที่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางคิดเช่นไร...
ใครว่าข้าไม่อยากเป็เล่าหากแต่ข้าจะต้องได้เป็เอกเท่านั้น มิใช่เป็รองผู้ใด
สิ่งที่ข้าเฝ้าปรารถนามาโดยตลอดไม่จำเป็ต้องรอคอยให้ผู้อื่นมอบให้ข้าอยากได้สิ่งใด ข้าจะเป็คนไปคว้ามันมาด้วยตัวเอง เ้าคอยดูเถิด...
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันในที่สุดก็มาถึงวันมงคลสมรสของจอหงวนคนใหม่และท่านหญิงเจียงต๋านบุตรสาวเพียงคนเดียวของชินอ๋องด้วยเพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่นรวมถึงฐานะที่พิเศษของท่านหญิงจึงทำให้งานแต่งงานครั้งนี้เป็ที่น่าจับมองของทุกคนทั่วทั้งเมืองหลวง
โฉมสะคราญที่งามล้ำเลิศทรงเสน่ห์เย้ายวนล่อลวงใจบุรุษให้ลุ่มหลงมัวเมาก็พลันปรากฏตัวสู่สายตาของผู้คนนางสวมชุดสีแดงสดเหมือนอย่างเช่นเคย ทว่ากลิ่นอายมงคลหวานชื่นที่อบอวลอยู่รอบตัวนั้นกลับทำให้โฉมงามดูอ่อนหวานและไม่แข็งกร้าวดังเช่นเคย
ภายในห้องโถงกว้างมีเพียงผู้ที่ได้รับเชิญไม่กี่คนเท่านั้นท่านหญิงเจียงต๋านเดินไปหยุดลงตรงหน้าบิดา เนื่องจากมารดาของนางล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้วหลงเหลือไว้เพียงบิดาที่ร่างกายพิการขยับตัวไม่ได้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้นหญิงสาวขยับเข้าไปใกล้บิดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างหาได้ยากยิ่งว่า “ท่านพ่อลูกจะแต่งงานแล้ว”
“อา...” ชายวัยกลางคนบนรถเข็นดูอ่อนแอราวกับต้นไม้ที่ใกล้จะร่วงโรยราลงไปทุกทีเขาทำได้แค่เพียงแค่มองดูลูกสาวและตอบรับในลำคอเท่านั้น
ท่านหญิงเจียงต๋านซบใบหน้าลงบนตักของบิดาหยดน้ำตาเม็ดใสไหลซึมผ่านผ้าคลุมหน้าและจางหายไปอย่างรวดเร็วนางไม่ได้ปล่อยให้ความเศร้าครอบงำจิตใจของนางมากเกินไปนัก แล้วจึงค่อยสูดหายใจเข้าลึกๆและเอ่ยลาบิดาอีกเพียงสองสามประโยค ก่อนจะยืดตัวตรงคำนับบิดาอย่างเต็มพิธีการ
เสียงจุดประทัดและบรรเลงเพลงดังแว่วลอยมาแต่ไกลเป็สัญญาณให้รู้ว่าขบวนของเ้าบ่าวได้เคลื่อนมาถึงเรียบร้อยแล้วเนื่องจากบิดาของท่านหญิงเดินเหินไม่สะดวกจึงทำได้แค่เพียงนั่งรออยู่ในจวนหลังใหญ่เท่านั้นหญิงสาวยืนรออยู่ข้างกายบิดาอย่างสงบนิ่งและมองดูประตูห้องโถงใหญ่อย่างเฝ้ารอ
แม้ผ้าคลุมหน้าจะทำให้นางมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกนั้นไม่ชัดเจนแต่นางก็รับรู้ได้ว่าข้างนอกจะต้องมีแเื่มาร่วมอวยพรงานแต่งมากมายอย่างแน่นอนส่วนหนึ่งล้วนเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาในอดีตของท่านพ่ออีกส่วนหนึ่งเป็กลุ่มขุนนางประจบประแจงที่คิดจะสานสัมพันธ์กับจอหงวนคนใหม่ผู้เป็สามีของนางนั่นเอง
ริมฝีปากสีแดงสดโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยหยุดลงที่ข้างกายและทำความเคารพบิดาของนางด้วยท่วงท่าที่สง่างามหนักแน่นแม้จะมีผ้าไหมสีแดงปักลายดิ้นทองเล่อค่าคลุมศีรษะอยู่ก็ตามแต่นางก็รู้ได้ไม่อยากว่าชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์มงคลสีแดงสดข้างกายผู้นี้คือใคร
หนึ่งสาวงามหยาดเยิ้มหนึ่งชายหนุ่มมากความสามารถอนาคตไกลร่วมกันคำนับผู้าุโของฝ่ายเ้าสาวอย่างเต็มพิธีการความนอบน้อมและปรับตัวเข้ากับผู้าุโได้ง่ายของชายหนุ่มทำให้ท่านหญิงเจียงต๋านรู้สึกพอใจยิ่งนัก
ซ่งหยางเจ๋อแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงสดลายมงคลตลอดทั้งร่างหลังจากที่กล่าวอำลาผู้าุโของฝ่ายหญิงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ถือปลายผ้าไหมสีแดงมงคลอีกฝั่งเดินนำเ้าสาวออกจากห้องโถงใหญ่ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
ในยามที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นนั้นชายหนุ่มจึงผ่อนฝีเท้าลงในระดับเดียวกับเ้าสาว และเอ่ยชื่นชมนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างมีเลศนัยว่า“วันนี้ท่านหญิงสวยเหลือเกินสวยมากเสียจนข้าอยากจะกอดท่านเสียตอนนี้”
ถ้อยคำหวานล้ำของชายหนุ่มเรียกรอยยิ้มให้ท่านหญิงเจียงต๋านได้ไม่ยากก่อนที่นางจะตอบกลับไปอย่างมีเลศนัยไม่แพ้กันว่า “ยามนี้พวกเราถือว่าก้าวเป็ส่วนหนึ่งของกันและกันแล้วอย่าได้เรียกข้าอย่างเกรงใจเช่นนี้อีกเลย หากว่าไปถึงจวนพระราชทานหลังใหม่ของท่านเมื่อไหร่ข้าจะให้ท่านมากกว่ากอดเสียอีก...”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างแ่เบาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูข่มกลั้นอย่างเห็นได้ชัด “น้องหญิงเ้า้าทรมานข้าใช่หรือไม่ แต่ก็เอาเถิด ลูกไม้เล็กๆ เช่นนี้ข้ายังพอทนไหว”
“ดี อย่างนี้สิถึงจะสมกับเป็สามีของข้า” ท่านหญิงเจียงต๋านคลี่รอยยิ้มอย่างมีความสุข
.
.
.
[1]ดอกเบญจามาศเป็คำสแลงจีนสื่อความนัยว่าเป็ผู้หญิงต่ำช้าคาวโลกีย์เป็คำเสียดสีด่าทอผู้หญิงที่รุนแรงมาก โดยใช้ดอกเบญจามาศนั้นเปรียบเป็รูทวารหนักสื่อความหมายไปในเื่ทางเพศ