“เฮ้อ”
“เฮ้อ....”
เช้าวันนี้เสียงถอนหายใจของทิวาดังออกมาให้ได้ยินเป็ระยะ ทำให้ราตรีที่กำลังเช็ดถูพิณตัวงามอย่างเบามือต้องหันมามอง
“เบื่อรึเ้าค่ะ”
“ก็เบื่อนะสิ ผู้ใดจะเหมือนเ้าที่มีของแก้เบื่อมิรู้จบ”
ผู้เป็พี่กล่าวจบก็เหลือบมองของในมือน้องสาวอย่างอิจฉาเล็กน้อยแล้วยังเอ่ยกระเซ้าอีกหนึ่งประโยค
“ชด ไหนว่าสองคนนี้มิถูกกัน เหตุใดออกหลวงท่านถึงให้ของล้ำค่าเช่นนี้กับแม่นายน้อยของเ้าเล่า”
ปากพูดกับชดที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลแต่ตากลับมองน้องสาวอย่างล้อเลียน
“แค่ของไร้ราคาเ้าค่ะ”
ราตรีตอบเสียงเรียบแต่พวงแก้มขึ้นสีเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว มือบางก็ยังไม่หยุดเช็ดถูพิณหยกขาวอย่างถนุถนอม
“ไร้ราคา เ้าเชื่อรึช้อย!”
“เชื่อเ้าค่ะ” ช้อยว่า
“บ่าวก็เชื่อเ้าค่ะ” ชดก็ยืนยัน
“เอ๋!”
ทิวาหันมามองหน้าช้อยด้วยความแปลกใจแล้วหันไปมองหน้าชดก็ได้คำตอบไม่ต่างกัน คำปองกับคำหล้าก็มองหน้ากันเองด้วยความใเช่นกัน เพราะถึงแม้พวกนางจะเป็แค่บ่าวแต่ก็พอรู้ว่าของตรงหน้าราตรีต้องมีค่ามหาศาลแน่นอน
“บ่าวเชื่อคนง่ายเ้าค่ะ”
คำพูดของหลวงสรศักดิ์จะมีผู้ใดกล้าคัดค้าน หากเขาบอกหนึ่งใครจะกล้าบอกสอง ชดและช้อยเองก็เป็เพียงบ่าวตัวเล็กๆจะกล้าสงสัยคำพูดของผู้มากบารมีเช่นนั้นได้อย่างไร
“ชิ!”
ทิวาหมดคำถามกับพวกนายว่าขี้ข้าพลอย[1]พวกนี้จึงส่งค้อนวงใหญ่ให้แทน เรียกรอยยิ้มขำขันจากน้องสาวได้เป็อย่างดี
“พี่หญิงเองเถิด มีกระไรให้เบื่อกัน วันๆข้าเห็นประเดี๋ยวคุณป้าก็มาชวนพี่หญิงทำโน่นทำนี่มากมายไปหมด”
ทิวาไม่ตอบแต่ทำหน้างอแก้มป่องให้แทน เป็คำปองที่ตอบคำถามแทนนายสาวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ
“นั่นแลเ้าค่ะที่เ้านางน้อยเบื่อ”
“งานแม่หญิงเ่าั้เ้านางน้อยทำมาั้แ่เล็ก ถึงจะทำได้ดีปานใดแต่ก็มิได้ชอบมากปานนั้นดอกเ้าค่ะ”
คำหล้าเสริม ยังไม่วายแกล้งป้องปากทำท่ากระซิบบอกราตรีแต่เสียงดังได้ยินกันทั่วอีกว่า
“เ้านางน้อยชอบเที่ยวเล่น ซุกซนมากกว่าเ้าค่ะ”
“คำหล้า!”
ทิวาดุเสียงสูงแก้มป่องหนักกว่าเดิมแลดูน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัว
“อ๋อ.. เป็เช่นนี้ เหตุใดพี่หญิงไม่แจ้งคุณป้าเล่าเ้าค่ะ”
“พุทโถ่..แม่หญิงราตรีเ้าขา พี่เป็เพียงผู้อาศัยไร้ฐานะไม่เหมือนเ้าที่มีฐานะว่าที่สะใภ้ของเรือน การที่พี่ช่วยหยิบจับงานบ้างก็เป็เื่สมควรแล้ว”
กล่าวตามจริงแต่ก็ยังแกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อยล้อเลียนน้องสาว
“ตอนนี้มิมีแต่ต่อไปมีแน่ อยู่ที่ว่าเมื่อใดเท่านั้น”
ราตรีพึมพำแ่เบาตาก็เหลือบมองแหวนวงน้อยที่นิ้วพี่สาวคราหนึ่ง
“เอ๋ เ้าพูดกระไรรึ”
“ช่างเถิดเ้าค่ะ หากพี่หญิงเบื่อ ก็ออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดดีรึไม่”
“ได้งั้นรึ งั้นไปกันเถิด คำปองคำหล้าไปเร็ว”
ทิวาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นชวนสองบ่าวที่อยากไปไม่แพ้กัน แล้วยังหันมาดึงมือน้องสาวเตรียมจะออกไปเที่ยวเล่นนอกเรือนแต่..
“ไปเลยมิได้หนาเ้าค่ะแม่นายใหญ่”
ชดกับช้อยเอ่ยห้ามออกมาพร้อมกัน
“อ้าว..เหตุใดเล่า..” คำปองถาม
“ต้องมีคนที่เรือนนี้พาไปเ้าค่ะ” ชดตอบ
“ผู้ใดจะพาไปเล่า เหตุใดต้องยุ่งยากที่เชียงคำ เ้านางน้อยอยากไปที่ใดมิเห็นต้องให้ผู้ใดพาไปเลยนี่หนา”
คำหล้าเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นังคำหล้าเอ้ย ที่กรุงศรีฯนี้ แม่หญิงผู้ดีเวลาที่จะออกนอกเรือน จะต้องมีบ่าวคอยตามและผู้ชายในเรือนคอยดูแล แม่หญิงผู้ดีมิออกจากบ้านลำพังดอก มันมิงาม”
ชดเอ่ยสอนคำหล้า ช้อยที่เห็นทิวาทำหน้างงจึงเอ่ยเสริมอีกประโยค
“เอ่อ..ต้องไปขอให้ออกขุนท่านพาไปเ้าค่ะ ออกไปเองมิได้”ช้อยตอบ
ทิวามองหน้าราตรีเพื่อยืนยันคำตอบ ผลที่ได้คือน้องสาวพยักหน้าตอบช้าๆ
“เ้าค่ะ ต้องให้คุณพี่เด่นพาไป แล้วพี่หญิงต้องเป็คนไปขอเ้าค่ะ” ราตรียื่นคำขาด
“กระไรหนา!..เหตุใดพี่ต้องเป็คนไปขอบุรุษปากร้ายผู้นั้นด้วยเล่า”
ทิวาบ่นออกมาไม่ดังนัก แต่ราตรีก็ได้ยิน
“เพราะพี่หญิงเป็คนอยากออกไปเ้าค่ะ”
“แต่!”
“คำปองไหนเ้าว่าเ้านางน้อยของเ้ามิใช่คนเ้าคิดเ้าแค้นอย่างไรเล่า”
“เอ่อ..”
“คำหล้าเ้ายังว่าอีก ว่าเ้านางน้อยของเ้าใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทร”
“เอ่อ..”
“คนเขาก็เอ่ยปากขออภัยแล้วยังจะขัดเคืองมิเลิก สงสัยนี่จะเป็แค่คำคุยโวเท่านั้นพวกเ้าคิดเช่นนั้นรึไม่”
ราตรีเอ่ยน้ำเสียงยั่วเย้าทิวาที่เดี๋ยวอ้าปากเดี๋ยวหุบปากกับคำยอกย้อนของน้องสาว บ่าวทั้งสี่หันมามองหน้ากันเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะ จนทิวาต้องยอมแพ้ในที่สุด
“ราตรี..พี่ขอเองก็ได้..งั้นไปกันเถิด”
คนทั้งหมดพากันเดินออกไปที่โถงกลางเรือน ทิวายังไม่วายบ่นพึมพำไม่เลิก
“ชิ!..เขาเป็คู่หมายเ้าหนา..เหตุใดเ้ามิคุยกับเขาบ้างเล่า”
ทิวาบ่นเบาๆ ด้วยเห็นว่าั้แ่มาอยู่ที่นี่ ตนยังไม่เห็นราตรีจะอยากพูดคุยกับคู่หมายของนางเลย ผิดวิสัยคนที่มีใจรักกันนัก
“เป็อีกมินานดอกเ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยอย่างแ่เบา
“เ้าว่ากระไรหนา พี่ได้ยินมิชัด”
“มิมีกระไรเ้าค่ะ นู่นคุณพี่เด่นอยู่ตรงโน้นเข้าไปขอสิเ้าค่ะ”
ราตรีไล่ให้ทิวารีบเข้าไปคุย
“ชิ!..ไปก็ได้..ออกขุนท่านเ้าค่ะ..ออกขุนท่าน”
ทิวาหันไปเรียกขุนศรีสุนทร ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเดินออกจากเรือน ใกล้ๆกันคือพระยาวิสุทธิ์โหราที่กำลังจะออกไปข้างนอกเช่นกันยืนมองอยู่ ขุนศรีสุนทรค่อยๆหันกลับมามองตามเสียงเรียกที่ฟังดูขัดหูนั้น
“คุณพี่ เรียกพี่ว่าคุณพี่ เหมือนที่น้องสาวเ้าเรียก”
ร่างสูงสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ฮึ่ม..เ้าค่ะ คุณพี่ก็คุณพี่”
ทิวาตอบรับอย่างเสียมิได้
“แล้วมีกระไรรึแม่ทิวา”
“เอ่อ..คือ..ข้าอยากออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดเ้าค่ะ แต่แม่ราตรีบอกว่าต้องให้ท่านพาไป คุณพี่ขุน..พาพวกเราไปได้รึไม่เ้าค่ะ”
ขุนศรีสุนทรมองหน้าทิวาที่ถามอย่างลุ้นๆทีแล้วมองเลยไปที่ราตรีที่ยืนหน้าตาท่าทางนิ่งเฉยอย่างแปลกใจ พยายามคาดเดาความคิดของนางแต่ก็คิดไม่ออก
“คุณพี่เด่น!..เ้าต้องเรียกพี่ว่าคุณพี่เด่น..แต่ไปตอนนี้มิได้ดอกพี่ต้องไปเข้าเฝ้าขุนหลวง”
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างดุๆ
“พ่อเด่น เสร็จกิจแล้วก็พาน้องไปหน่อยเถิด อยู่แต่ในเรือนมาร่วมเดือนคงจะเบื่อ พาไปดูบ้านดูเมืองเสียบ้าง”
พระยาวิสุทธิ์โหรากล่าวกับบุตรชาย
“ได้ขอรับคุณพ่อ ตอนบ่ายพี่จะกลับมารับ เ้าทั้งสองคนเตรียมตัวให้ดีเล่า”
กล่าวเสร็จก็หันหลังลงจากเรือนไป
“ได้ไปแล้ว แม่ราตรี ไปเตรียมตัวกันเถิด”
ทิวามัวแต่ดีใจจนไม่ทันสังเกตร้อยยิ้มน้อยๆที่มุมปากของชายหนุ่ม แต่รอยยิ้มนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของราตรีและท่านออกญาผู้เป็บิดาไปได้
...
บ่ายแก่แล้วสองสาวพากันมานั่งรอที่ท่าเรือของเรือนโดยทิวาผุดลุกผุดนั่งรอขุนศรีสุนทรด้วยใจจดจ่อที่อยากจะไปเที่ยว ข้างๆมีราตรีที่ถูกบังคับให้ไปด้วยนั่งหัดกรองมาลัยรออยู่อย่างใจเย็น
“เมื่อใดจะมาสักที รอนานแล้วหนา”
ทิวาบ่นงึมงำอยู่คนเดียว
“พี่หญิงใจเย็นเถิดเ้าค่ะ เดี๋ยวคุณพี่เด่นก็มาผุดลุกผุดนั่งเช่นนี้ ข้ามองแล้วเวียนหัว”
ราตรีอดบ่นไม่ได้ แต่มือก็ยังหัดกรองมาลัยต่อไปเช่นเดิม
“นั่นมากันแล้วเ้าค่ะ เอ..แล้วเรือลำข้างหลังนั่นของผู้ใดกัน นังช้อยเอ็งดูทีซิ” ชดถาม
“อ๋อ..ออกหลวงสรศักดิ์อย่างไรเล่า คงตามมาคุยราชการกระมัง”
พอสิ้นคำของช้อย นายสาวทั้งสองจึงเงยหน้ามองผู้มาใหม่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
“เอ..หลวงสรศักดิ์ผู้นี้จะใช่คนเดียวกับคนที่มีชื่อเล่นว่าพาฬรึไม่ คนที่เป็ลูกชายออกญากรมพระกลาโหมนะ”
ทิวาถามอย่างตื่นเต้นเพราะคนที่ตนถามถึงอาจจะเป็คนเดียวกับผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงเชียงคำผู้นั้น
“ใช่เ้าค่ะแม่นายใหญ่คนเดียวกัน ท่านที่มาที่เรือนเมื่อหลายวันก่อนอย่างไรเ้าค่ะ ที่หน้าดุๆ” ช้อยตอบ
“อือหือ..พาฬแปลว่าเสือ นิสัยจะเหมือนชื่อรึไม่”
ทิวาพึมพำออกมาอย่างสงสัย
“เ้าค่ะ ดุอย่างเสือ และเ้าชู้อย่างเสือด้วยเ้าค่ะ”
ชดกล่าวอย่างหวาดๆ แต่ยังมีอีกคนที่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาคือราตรี เพราะจิตใจนั้นรู้สึกแปลกๆกับบุคคลที่ถูกเอ่ยถึง ยิ่งเมื่อนึกถึงสายตาที่ถูกออกหลวงผู้นั้นจ้องมองก็ยิ่งรู้สึกสับสนระคนหวาดหวั่นและตื่นกลัวอยู่ในที ไม่อาจรู้ได้ว่าความรู้สึกแปลกๆนี้มันเรียกว่าอะไร
...เฮ้อ คิดไปก็ปวดหัว เลิกคิดเสียราตรี
พอดีกับที่เรือของขุนนางหนุ่มทั้งสองมาจอดที่ท่าเรือพอดี สองฝาแฝดจึงต้องออกไปต้อนรับตามมารยาท
“ออกหลวงสรศักดิ์ คุณพี่เด่น ข้าไหว้เ้าค่ะ”
สองสาวเอ่ยทักทายพร้อมกัน
“คุณพี่เด่นต้องคุยงานรึเ้าค่ะ”
ทิวาถามอย่างหงอยๆด้วยกลัวว่าจะอดไปเที่ยว
“มิใช่ดอกแม่ทิวา ข้าเพียงแต่รู้มาว่าพ่อเด่นจะพาเ้าทั้งสองไปเที่ยวเล่น และข้าอยากได้ผ้าไตรไปถวายพระอยู่พอดี เลยจะขอตามไปด้วยน่ะ”
เป็ออกหลวงมีชื่อตอบคำถามแทน ปากก็ตอบคำถามคนพี่แต่ตากลับจ้องมองคนน้องไม่วางตา
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถิดเ้าสองคนเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่รึไม่”
ขุนศรีสุนทรเอ่ยถาม
“เ้าค่ะ ข้าพร้อมแล้ว ไปราตรี..”
“ประเดี๋ยวเ้าค่ะ ข้านึกได้ว่ามะรืนจะเป็วันพระใหญ่ ข้าก็อยากได้ผ้าไตรเช่นกัน เอาเช่นนี้ดีรึไม่ ข้าจะไปตลาดผ้าไตรท้ายวัดใหญ่กับออกหลวงท่าน ส่วนพี่หญิงก็ฝากคุณพี่เด่นพานางไปตลาดหมู่บ้านชาวฝาหรั่งดีกว่า ที่นั่นมีของแปลกตามากมายพี่หญิงน่าจะชอบมากกว่าหนาเ้าค่ะ”
ราตรีที่อยากให้ขุนศรีสุนทรและทิวามีเวลาได้อยู่ด้วยกัน จัดแจงเสร็จสรรพแล้วก็พาตัวเองไปยืนรอที่ท่าน้ำไม่สนใจสายตาของคนทั้งหมดที่มองมาอย่างงงงัน
“ออกหลวงท่านจะไปกับข้าหรือไม่เ้าค่ะ”
“อะ อืม”
ร่างสูงที่ตกตะลึงได้สติจึงรีบเดินตามมาพอดีกับที่ได้ยินบ่าวของราตรีที่ดึงสไบนายสาวยิกๆแล้วเอ่ยทักท้วงเบาๆ คิ้วเข้มจึงขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ ไปกับออกหลวงท่านเช่นนี้จะดีรึเ้าค่ะ มิงามหนา”
“เหตุใดจะมิดี! กูมิทำกระไรนายมึงดอกอีบ่าว!”
เสียงทุ้มเอ่ยดุจากนั้นก็พยุงราตรีลงเรือที่มีไม้เป็ฝีพาย ด้านหลังมีชดและช้อยที่นั่งก้มหน้าตัวสั่นนั่งเรือตามมาอีกลำ
…
ราตรีนั่งหันหน้าเข้าหาหลวงสรศักดิ์ในมือเรียวถือร่มกระดาษกางบังแดดเหนือหัว ใบหน้างามนิ่งสงบ สายตากวาดมองวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างรื่นรมย์ แต่ความรื่นรมย์นี้กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงนิ่งเรียบติดจะดุของชายหนุ่มตรงหน้า
“แม่ราตรีเหตุใดเ้าจึงมากับข้า”
“ข้าอยากได้ผ้าไตรเ้าค่ะ”
เ้าของเสียงหวานเอ่ยอย่างเฉยชา ตาก็ยังไม่เลิกมองข้างทาง ทำเอาคนฟังรู้สึกขัดใจพิกลจนอดที่จะยียวนไม่ได้
“ให้คู่หมายของเ้าไปกับพี่สาวเ้าเพียงลำพังจะดีรึ”
เงียบ...ราตรีไม่ตอบสายตาก็ยังไม่ละจากทิวทัศน์ข้างทาง
“เ้ามิรู้สึกกระไรเลยรึ!”
สิ้นคำราตรีหันมามองหน้าออกหลวงหนุ่ม ด้วยสีหน้างงงวย
“รู้สึกกระไรเ้าค่ะ”
“ก็รู้สึกหึงหวง มิพอใจ ทุกข์ร้อน อย่างที่เ้าชอบทำอย่างไรเล่า”
“มิรู้สึกเ้าค่ะ นั่นพี่สาวข้าหนาเ้าค่ะ” ..แถมเขายังเป็คู่บุพเพกันอีก ข้าทำใจมาได้ห้าสิบปีแล้วเ้าค่ะ
ราตรีได้แต่ต่อข้อความที่นางรู้อยู่ผู้เดียวไว้ในใจ
“ดูท่าขุนศรีสุนทรจะชอบพี่สาวเ้ามากกว่าเ้าหนาแม่ราตรี”
ออกหลวงหนุ่มยังคงกล่าวถ้อยคำทำร้ายจิตใจต่อไป เพราะอยากรู้ความคิดของร่างบางตรงหน้า
“มิเป็กระไรนี่เ้าค่ะ”
คำตอบรับอย่างง่ายดายนั้นทำให้ออกหลวงหนุ่มหน้าม้านอย่างไปไม่เป็ จึงจำต้องสงบคำและหันมองข้างทางแทน
...
“ออกหลวงท่านอยากได้กระไรบ้างรึเ้าค่ะ”
ราตรีหันมาถามหลวงสรศักดิ์ ด้านหลังยังมีชดและช้อยที่ถือตะกร้าเดินตามตัวลีบไม่ห่าง ด้วยเดินมาซักพักแล้วแต่ออกหลวงหนุ่มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลือกซื้ออะไรเลย
“เ้ามิกลัวเลยรึ!”
...ถามอย่างตอบอย่าง..เฮ้อ
“กลัวกระไรเ้าค่ะ”
“ก็กลัวว่าตำแหน่งสะใภ้เรือนท่านมหาราชครูจะเปลี่ยนมืออย่างไรเล่า”
ร่างสูงตอบกลับด้วยสีหน้ายียวนยิ่งนัก
“มิกลัวเ้าค่ะ” ..เพราะข้ามิใช่อยู่แล้วเ้าค่ะ
“หึ!..มั่นใจจริงหนาแม่ราตรี!”
หลวงสรศักดิ์ที่ไม่รู้ความในใจของนางเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยว
“เ้าค่ะ”
ช้อยที่ได้ยินคำสนทนาของออกหลวงท่านกับแม่นายน้อยของมันถึงกับเอามือทาบอกอ้าปากค้าง แล้วมองหน้าทั้งคู่สลับกันไปมา อย่างสับสน คนหนึ่งก็พยายามกวนโทสะส่วนอีกคนก็นิ่งเฉยไปเสียทุกทาง
...อีช้อยอยากจะบ้า
…
สิบนาทีผ่านไป
“ตกลงออกหลวงท่านอยากจะซื้อกระไรเ้าค่ะ เดินจนทั่วแล้วหนา”
ราตรีเอ่ยอย่างใจเย็นถึงแม้ตอนนี้บนดวงหน้างามจะเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพรายออกมาบ้างแล้วก็ตาม
“เอากระไรก็ได้ที่เ้าเห็นสมควร นี่เบี้ยเอาไปซื้อเสีย”
ออกหลวงหนุ่มเริ่มเบื่อหน่ายที่ยั่วโทสะคนตัวเล็กไม่สำเร็จก็ตอบอย่างขอไปที พร้อมทั้งยื่นถุงเงินให้ราตรี
“ว้าย!.”
ทันใดนั้นก็มีเด็กชายท่าทางสกปรกมอมแมมวิ่งมาฉกถุงเงินนั้นไปต่อหน้าต่อตา ร่างเล็กวิ่งเฉี่ยวราตรีจนนางเกือบล้มคะมำดีที่หลวงสรศักดิ์รับนางไว้ได้ทัน
“ว๊าย..ขโมยเ้าค่ะ..ขโมย..ช่วยจับไว้ที”
ชดและช้อยช่วยกันร้องะโอย่างใ
“กล้ามาขโมยของกูงั้นรึ!..สงสัยมันคงมิอยากมีชีวิตอยู่แล้ว อย่าให้กูจับได้น่ะมึง!”
ออกหลวงหนุ่มวิ่งตามร่างเล็กนั้นไปด้วยท่าทีโกรธจัด
“ไปเร็วชด รีบตามออกหลวงท่านไป มาเร็วสิช้อย”
ราตรีรีบฉุดมือสองบ่าวคนสนิทที่ยังใไม่หายให้วิ่งตามหลวงสรศักดิ์ไปทันที
...
เมื่อราตรีวิ่งตามร่างสูงมาถึงท้ายตลาด หลวงสรศักดิ์ก็จับเ้าหัวขโมยน้อยได้แล้ว บริเวณนั้นมีชาวบ้านยืนมุงดูอยู่ห่างๆ ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดด้วยหวาดเกรงร่างสูงที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีถึงกิตติศัพท์ความโเี้
“มึงมิรู้รึว่ากูเป็ผู้ใด! บังอาจนักที่กล้ามาขโมยของกู มึงมิอยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่รึไม่! หา! ไอ้ไพร่!”
เสียงเข้มดุตวาดก้องอย่างโมโหถึงขีดสุดที่ถูกลูบคม
“อย่าทำข้าเลยจ้ะ ข้าไหว้ล่ะ ข้าแค่หิว และข้าอยากได้เงินไปซื้อยาให้แม่เพียงเท่านั้น”
“อย่ามาโกหกกู! พอจับได้ทำเป็น่าสงสาร สันดานโจรจะเชื่อถือได้อย่างไร!”
“อย่าทำข้าเลยจ้ะ ปล่อยข้าไปเถิด”
หัวขโมยน้อยกล่าวอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
“กูมิปล่อย กูจะเอามึงเข้าตะแลงแกง แต่ก่อนเข้ากูจะฟาดมึงด้วยไม้ตะพดนี่ก่อนให้สาแก่ใจกู โทษฐานที่ทำให้กูต้องเหนื่อยวิ่งตามมึงมา!”
ร่างสูงเอ่ยเสร็จก็เงื้อไม้ตะพดในมือเตรียมจะหวดไปที่ร่างเล็กของเ้าหัวขโมยน้อยที่กำลังหลับตาปี๋รอรับความเ็ปเนื้อตัวสั่นเทา
ทันใดนั้นก็มีมือบอบบางคู่หนึ่งยื่นมาดึงรั้งมือหนาข้างที่ถือไม้ตะพดไว้อย่างแแ่
“ท่านออกหลวง..แฮกๆ..อย่า..อย่าทำเ้าเด็กนี่เลยหนาเ้าค่ะ..แฮก..มันอาจจะมีเหตุผลที่ต้องขโมย..แฮกๆ..ก็เป็ได้”
ร่างบางกล่าวไปหอบไป ด้วยวิ่งตามร่างสูงมาไม่ได้หยุด
“แม่ราตรี..นี่เ้ายั้งข้ารึ!”
ออกหลวงหนุ่มถามอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าแม่หญิงที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในกรุงศรีฯผู้นี้จะรู้จักเห็นใจผู้ใดเป็
“ใจเย็นหนาเ้าค่ะ ฟังเหตุผลมันก่อน”
“สันดานโจรจะมีเหตุผลกระไร มันชนเ้าเกือบล้มเ้าจำมิได้รึ!”
“มันยังเด็กนักยังมีชีวิตอีกยาวไกล อย่าให้มันต้องจบชีวิตในตะแลงแกงั้แ่อายุเท่านี้เลยหนาเ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยอย่างจริงใจ เมื่อเ้าหัวขโมยน้อยได้ฟังถ้อยคำของแม่หญิงตรงหน้าก็รู้สึกละอายใจจนต้องร้องไห้ออกมา
“ฮึก..แม่หญิง ข้าขอบน้ำใจจ้ะ ฮึกๆ ข้าขออภัยที่ต้องขโมยเงินของพวกท่าน แต่ข้ามิมีทางเลือก ข้าหิวและแม่ของข้าก็ป่วยหนักมิมีเงินรักษา ข้าถึงต้องตัดสินใจมาขโมยจ้ะ ฮึก..ฮือ”
“เ้าเป็ขโมยมานานแล้วหรือยัง”
เสียงหวานเอ่ยถามเด็กชาย
“คราแรกจ้ะ”
พูดไปสะอื้นไป
“จะเชื่อได้รึเปล่าก็มิรู้ สันดานโจร กลิ้งกลอกไปทั่วนั่นแหละแม่ราตรี!”
หลวงสรศักดิ์ที่ใจเย็นบ้างแล้วเอ่ยแย้งออกมา
“พิสูจน์สิเ้าค่ะ ให้เ้าหัวขโมยน้อยนี่พาเราไปดูว่า แม่ของมันป่วยจริงหรือไม่”
ราตรีจ้องตาหลวงสรศักดิ์ด้วยแววตาแน่วแน่ ใบหน้าที่ห่างกันเพียงคืบและยังมือบางที่กอบกุมมือหนาแแ่ไม่ยอมปล่อย ไหนจะกลิ่นหอมๆที่ลอยออกมาจากร่างบางนี่อีก ทำให้คนที่เคยใจแข็งดังหินผารู้สึกแปลกๆข้างในอก จนต้องโอนอ่อนตามร่างบางอย่างที่ไม่เคยเป็กับผู้ใดมาก่อน
“แล้วแต่เ้า..แต่หากมันโกหกข้าจะตัดมือมันทิ้งเสียแล้วส่งมันเข้าตะแลงแกง”
“ขอบน้ำใจเ้าค่ะ”
ร่างบางระบายยิ้มหวานเต็มใบหน้าพาลให้คนมองใจสั่นระรัว
ชดและช้อยที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างได้แต่ลอบมองหน้ากันนิ่งอึ้งดวงตาสองคู่แอบมองท่าทีของหนุ่มสาวที่เป็คู่อริประจำเรือนอย่างงงงัน
ด้านหลังชาวบ้านเริ่มซุบซิบถึงเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างแ่เบา ไม่นานเื่ราวที่เล่ากันปากต่อปากก็บิดเบือนไปไกลดังไฟลามทุ่ง
...
ครู่ต่อมา เ้าหัวขโมยน้อยนำทางคนทั้งสี่มาที่กระท่อมเก่าๆใกล้กับตลาด ข้างในมีหญิงวัยกลางคน นอนป่วยซมอยู่ด้วยพิษไข้ เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า เ้าหัวขโมยน้อยชื่อมิ่ง ปีนี้อายุได้สิบขวบอาศัยอยู่กับแม่ชื่อมี เพียงสองคนส่วนพ่อเคยเป็พรานป่าแต่ตอนนี้ตายไปแล้วเกือบปี
“จะเอาอย่างไรต่อไป แม่ราตรี”
ออกหลวงหนุ่มถามด้วยท่าทีที่คลายโทสะลงบ้างแล้ว ราตรียกยิ้มแล้วจึงเรียกเด็กน้อยเข้ามาใกล้ๆ
“นี่เงิน เอาไปซื้อข้าวและหาหมอมารักษาแม่ของเ้าเสีย”
“ขอบน้ำใจแม่หญิงกับออกหลวงท่านมากขอรับ บุญคุณนี้ข้าจะมิลืมเลย ..ฮึก..ฮือ”
มิ่งเอ่ยพร้อมก้มลงกราบทั้งสองด้วยไม่คิดว่าจะมีผู้ใดมาสนใจชีวิตไร้ค่าของมันและแม่
ราตรีมองมิ่งแล้วจึงเริ่มกวาดตามองสำรวจกระท่อมหลังนี้ที่มีร่างผอมแห้งของแม่เ้าเด็กน้อยนี่นอนอยู่ด้านใน สมองเริ่มพิจารณาเื่บางอย่างจากนั้นจึงเอ่ยบางประโยคที่ทำให้ทุกคนในที่นี้ใอีกครั้ง
“เมื่อแม่ของเ้าหายแล้ว หากพวกเ้ายินยอมก็ให้พากันมาที่เรือนท่านมหาราชครู ข้าจะซื้อพวกเ้าให้เป็บ่าวในเรือน”
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ จะดีรึเ้าค่ะ”
ชดทักท้วงด้วยความใ ทันใดนั้นเสียงเข้มดุจึงเอ่ยแทรกขึ้น
“มิต้อง! แม่ราตรี”
“เหตุใดเล่าเ้าค่ะ ออกหลวงท่านยังโกรธเคืองมันอยู่รึเ้าค่ะ ปล่อยมันไปเถิด มันยังเด็กให้โอกาสมันเถิดหนาเ้าค่ะ”
ดวงตากลมโตหันมาสบตากับคนตาดุ เสียงหวานยังเอื้อนเอ่ยอย่างออดอ้อนโดยที่เ้าของเองก็ยังไม่ทันรู้ตัวว่าทำกิริยาใดออกไป
...ฮึ่ม..ทำเสียงเช่นนี้ผู้ใดจะใจร้ายกับเ้าได้ลงคอกัน แม่ราตรี
“มิใช่! ข้าจะให้มันไปอยู่ที่เรือนข้าแทน เรือนข้ากำลังขาดคนงาน!”
เ้าของใบหน้าดุดันเอ่ยขึ้น แต่เสใบหน้ามองไปทางอื่นแทน หากสังเกตให้ดีจะเห็นใบหูหนาที่ขึ้นสีชมพูจางๆ
คำตอบของผู้มากยศตรงหน้าทำให้ชดและช้อยต้องลอบมองหน้ากันอีกครั้งด้วยความสงสัย ผู้ใดในกรุงศรีอยุธยาก็รู้ว่าเรือนท่านออกหลวงหนุ่มยิ่งใหญ่ปานใด หากเรือนท่านขาดคนงานเรือนผู้อื่นก็คงรกร้างเพราะไม่มีคนงานเลยนั่นแหละ แต่ความคิดนี้ชดและช้อยก็จำต้องกลืนลงคอไป เพราะถ้อยคำของผู้มากบารมีท่านนี้ผู้ใดจะกล้าเห็นเป็อื่นกัน ไม่มีใครกล้าคาดเดาความคิดของหลวงสรศักดิ์เป็แน่
...ข้าแค่มิอยากให้ชายใดอยู่ใกล้เ้าเท่านั้น ถึงมันจะเป็แค่เด็กยังมิโตก็เถิด
…
[1] สำนวนหมายถึง บ่าวที่พูดเออออตามเ้านาย