บทที่ 25 จะนั่งรอความตายไม่ได้
หรือว่าวิชาของหมอผีจะตื้นเขินเกินไป?
เฉิงโจวซื่อถลึงตาใส่หลี่ซื่ออย่างแรง นังโง่ที่ทำงานไม่เป็ชิ้นเป็อัน มีแต่จะทำให้เสียเื่!
บอกให้หาคนที่พึ่งพาได้ แต่กลับไปหาคนพรรค์นั้นมา นอกจากจะทำอะไรซูชิ่นไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินสองตำลึงไปเปล่า ๆ อีก!
เมื่อนึกถึงเงินสองตำลึงที่ซูชิ่นค้นเจอจากตัวหมอผี เฉิงโจวซื่อก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก แม้ว่านั่นจะเป็เงินเก็บส่วนตัวของบ้านรอง แต่ตระกูลเฉิงยังไม่ได้แยกบ้าน เงินของบ้านรองก็เท่ากับเป็ของนาง!
หลี่ซื่อถูกถลึงตาใส่จนต้องหดคอ นางเองก็คิดไม่ถึงว่าหมอผีแซ่หลี่คนนั้นจะไร้ประโยชน์เพียงนี้
เพราะในหมู่บ้านไม่ใช่หรือที่คุยโวว่าวิเศษนักหนา บอกว่าเคยเรียนกับปรมาจารย์ในอาราม สามารถเรียกิญญาจับผีได้ แต่พอถึงเวลาสำคัญ กลับไร้ความสามารถถึงเพียงนี้!
ความจริงแล้ว นางไม่ได้สนใจว่าซูชิ่นจะเป็คนหรือผี จุดประสงค์ของนางคือการป้ายสีให้ซูชิ่นเป็ปีศาจ จากนั้นนางจะได้มีข้ออ้างให้หมอผีกำจัดภัยให้ชาวบ้าน เพื่อฆ่าซูชิ่นทิ้งเสีย น่าเสียดายที่ความพยายามล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้าย!
แต่นางจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด!
ซูชิ่นไม่สนใจว่าคนตระกูลเฉิงจะคิดอย่างไร นางกระชากตัวเฉิงเหลียนเซียงแล้วพาเดินออกไปทันที
"กรี๊ด! พี่สะใภ้ไว้ชีวิตข้าด้วย อย่ากินข้าเลย ข้าจะไม่ต่อต้านท่านอีกแล้ว ขอร้องล่ะ ปล่อยข้าไปเถิด" เฉิงเหลียนเซียงใจนกรีดร้องสุดเสียง
ซูชิ่นหันกลับมาถลึงตาใส่นาง ทำให้นางต้องรีบกลืนเสียงกรีดร้องลงคอทันที
"ข้าแค่จะให้เ้าช่วยแบกสมุนไพร เ้าจะโวยวายทำไม? อย่าว่าแต่ข้าเป็คนเลย ต่อให้ข้าเป็ผีจริง ๆ ข้าก็ไม่ได้หิวโหยจนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เ้าหน้าตาก็ไม่งาม ผิวพรรณก็หยาบกร้าน ผีเห็นคงกลัวติดฟัน"
เฉิงเหลียนเซียง "..."
"รีบแบกกลับไปซะ" ซูชิ่นลากตัวเฉิงเหลียนเซียงที่ไม่อยากไปอย่างยิ่งมาหาโจวโจวและเยว่เยว่ แล้วชี้ไปที่ตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่
ตลอดทางเฉิงเหลียนเซียงหวาดกลัวเป็ที่สุด กลัวว่าซูชิ่นจะหันขวับมาแล้วเผยใบหน้าโชกเื อ้าปากกลืนนางเข้าไปในคำเดียว ตอนนี้อย่าว่าแต่ซูชิ่นให้แบกสมุนไพรเลย ต่อให้สั่งให้แบกก้อนหินใหญ่ นางก็ไม่กล้าปริปากบ่นสักคำ
โจวโจวและเยว่เยว่อ้าปากค้างขณะมองแผ่นหลังของเฉิงเหลียนเซียงที่แบกตะกร้าสมุนไพรวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ท่านอาก็มีแรงเยอะขนาดนี้เชียวหรือ? แล้วทำไมเมื่อก่อนเวลาทำงาน ท่านอาถึงบอกว่าตัวเองไม่มีแรง งานนั้นทำไม่ได้ งานนี้ก็ทำไม่ไหวกันเล่า?
"ท่านแม่ ท่านอาโดนผีเข้าหรือเปล่าขอรับ?"
"เ้ารู้จักคำว่าโดนผีเข้าด้วยหรือ?" ซูชิ่นมองโจวโจวที่มีสีหน้าครุ่นคิด มุมปากของนางกระตุก
"รู้สิขอรับ เมื่อครู่คนในหมู่บ้านบอกว่ามีผีร้ายพันปีปรากฏตัว ท่านแม่ ผีร้ายตนนั้นสิงอยู่ในร่างท่านอาหรือเปล่าขอรับ?" โจวโจวพยักหน้าอย่างจริงจัง พลางคิดในใจว่า มิเช่นนั้นทำไมท่านอาถึงผิดปกติเช่นนี้?
ซูชิ่นมองท้องฟ้าอย่างพูดไม่ออก นางจะบอกเด็กน้อยทั้งสองได้อย่างไรว่า ผีร้ายพันปีในปากคนเ่าั้ก็คือตัวนางเอง?
ขณะเดียวกัน คนตระกูลเฉิงกำลังขลุกอยู่ในห้องโถงหลักเพื่อปรึกษาหารือถึงขั้นตอนต่อไป
คนในครอบครัวคิดทบทวนไปมาก็ยังคงเชื่อว่าซูชิ่นไม่ใช่คน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราจะนั่งรอความตายแบบนี้ไม่ได้ เื่ที่พวกเราก่อขึ้นในวันนี้ต้องทำให้นางโกรธแน่ แม้ตอนนี้จะยังไม่ทำอะไรพวกเรา แต่ไม่แน่ว่านางอาจจะกลัวว่าถ้าทำร้ายคนกลางวันแสก ๆ จะถูกคนในหมู่บ้านพบเห็นแล้วถูกตีจนตาย อีกไม่ช้าฟ้าก็จะมืดแล้ว หากนางลงมือกับพวกเราในตอนกลางคืนจะทำอย่างไร?" หลี่ซื่อกล่าวอย่างแค้นเคือง
"เ้ายังมีหน้ามาพูดอีก! บอกให้หาคนที่พึ่งพาได้แต่เ้าไปหาตัวอะไรมา! ั้แ่หมอผีนั่นก้าวเท้าเข้าบ้าน ข้าก็รู้สึกว่าพึ่งไม่ได้แล้ว คราวนี้เป็อย่างไรเล่า นอกจากจะจัดการนังแพศยานั่นไม่ได้ ยังทำให้นางรู้แผนการของพวกเราอีก! ตอนนี้แหละที่เหมือนแหย่รังแตน พวกเราจะถูกเ้าทำลายจนตายกันหมด!" เฉิงโจวซื่อถลึงตาใส่นาง
หลี่ซื่อไม่ยอมรับจึงกล่าวว่า "ท่านแม่ หมอผีคนนั้นมีวิชาจริงเ้าค่ะ มิเช่นนั้นหลายปีมานี้ ชาวบ้านจะเชื่อถือนางขนาดนี้ได้อย่างไร การที่หมอผีจัดการซูชิ่นเหนียงไม่ได้ แสดงว่าวิชาของนางสูงกว่าหมอผีเ้าค่ะ"
คนตระกูลเฉิงหน้าดำคร่ำเครียดกันถ้วนหน้า เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเขากังวลที่สุด
"พวกเราต้องกำจัดนางทิ้ง มิเช่นนั้น คนทั้งบ้านคงต้องตายด้วยมือนางไม่ช้าก็เร็ว" หลี่ซื่อลดเสียงต่ำลง
"กำจัด กำจัดอย่างไร? ตอนนี้เป็แบบนี้แล้ว เ้าคิดว่านางจะไม่ระวังตัวหรือ? อีกอย่าง นางเก่งกาจเพียงนั้น พวกเราจะไปหาผู้มีวิชาที่เก่งจริงได้จากที่ไหน? ต่อให้หาได้ ด้วยทรัพย์สินครอบครัวเพียงน้อยนิดของพวกเราจะมีปัญญาจ่ายหรือ?" เปลือกตาของเฉิงโจวซื่อกระตุก
"ถ้าจ้างผู้มีวิชาไม่ได้ พวกเราก็ลงมือเอง!" แววตาของหลี่ซื่อฉายความโเี้
"ลงมือเอง?" เฒ่าเฉิงที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันเอ่ยปาก
"ถูกต้องเ้าค่ะ ตอนนี้พึ่งใครก็ไม่เท่าพึ่งตัวเอง คืนนี้..." หลี่ซื่อพยักหน้า พลางเล่าแผนการออกมา
ก่อนที่ซูชิ่นจะพาเด็กทั้งสองกลับมาถึงบ้านตระกูลเฉิง คนตระกูลเฉิงก็ได้ตกลงแผนการกันเรียบร้อยแล้ว
ซูชิ่นคร้านจะสนใจพวกเขา นางพาเด็กทั้งสองไปตักน้ำ ล้างหน้า แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องโถงหลัก
เมื่อคนในห้องได้ยินเสียงเคาะประตู ทุกคนก็ใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
เฉิงโจวซื่อถูกเฒ่าเฉิงผลักออกไปเผชิญหน้ากับซูชิ่น แม้ในใจจะกลัวจนแทบตาย แต่ยังต้องแสร้งทำเป็เข้มแข็งแล้วถามว่า "มีอะไร?"
"โอ้ อยู่กันครบเลย" ซูชิ่นชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง
คนในห้องต่างเหงื่อซึมที่แผ่นหลังพร้อมกัน
หัวใจของเฉิงโจวซื่อสั่นระรัว นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อจิกฝ่ามือตัวเองอย่างแรงเพื่อให้ดูสงบนิ่ง และพยายามปั้นหน้าั์กล่าวว่า "ถามว่ามีอะไร หูเ้าโดนยุงกัดหรืออย่างไร?"
ซูชิ่นมองเห็นความขี้ขลาดของคนตระกูลเฉิงทั้งหมด ในใจรู้สึกขบขันยิ่งนัก พวกสวะที่รังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง!
"ไม่มีอะไร แค่ข้ากับเด็ก ๆ หิวแล้ว เลยจะถามว่าพวกท่านจะทำกับข้าวเมื่อไหร่"
พอเฉิงโจวซื่อได้ยินเช่นนั้น ความกลัวก็หายไปชั่วขณะ นางกัดฟันกล่าวว่า "กิน กิน กิน วัน ๆ รู้จักแต่เื่กิน! เมื่อเช้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ถ้าเก็บสมุนไพรไม่ครบ ห้ามกินข้าว!"
อย่างไรเสียคืนนี้ก็จะจัดการนังแพศยานี่แล้ว ประหยัดได้มื้อหนึ่งก็คือมื้อหนึ่ง!
"จะไม่ให้ข้ากินข้าวจริง ๆ หรือ? ถ้าข้าหิวจัด ๆ ข้ากินได้ทุกอย่างเลยนะเ้าคะ" ซูชิ่นเอียงคอพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูเ้าเล่ห์เย้ยหยัน
"เ้า...เ้ารอเดี๋ยว ข้าจะเอาแป้งให้" เฉิงโจวซื่อตีความคำพูดของซูชิ่นไปเองว่านางจะกินคน ใจจึงกระตุกไปวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ข้าเหนื่อย ไม่อยากขยับ ตอนพวกท่านทำกับข้าว อย่าลืมหุงข้าวให้ข้ากับเด็ก ๆ ก็พอ ทำเสร็จแล้วค่อยเรียกข้า" ซูชิ่นส่ายหน้า
พูดจบ ก็จูงมือเด็กทั้งสองกลับเข้าห้อง
หลังจากเฉิงโจวซื่อปิดประตู นางก็ะโเหย็ง ๆ ในห้อง พลางลดเสียงด่าทอซูชิ่นด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัด แต่หลังจากด่าเสร็จก็ยังต้องยอมนำแป้งออกมาให้หลี่ซื่อไปทำกับข้าวอย่างว่าง่าย
หลี่ซื่อแทบจะกัดฟันกรอดขณะวุ่นวายอยู่ในห้องครัว ส่วนซูชิ่นก็นอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์กับเด็กทั้งสองในห้อง การขึ้นเขาทั้งวันทำให้รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง
เมื่อนึกถึงคนตระกูลเฉิงที่แม้จะกลัวนางแต่ก็ยังฝืนทำเป็เก่งไม่ให้นางดูออก ซูชิ่นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หากสามารถรักษาบรรยากาศแบบนี้ไว้ได้ตลอด จะแยกบ้านหรือไม่ก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญ เพราะอย่างไรนางก็สามารถเหยียบคนตระกูลเฉิงไว้ใต้ฝ่าเท้า และปั่นหัวพวกเขาได้ตามใจชอบ
การได้เห็นท่าทางที่โกรธแต่ไม่กล้าพูดของพวกเขา ช่างทำให้รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก