บทที่ 33 ขุดโสม
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เฉิงโจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "ท่านพี่ ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดี? หรือว่าจะรอความตายอยู่ในบ้านแบบนี้? คำพูดของนังแพศยานั่น ท่านก็ได้ยินหมดแล้ว นางไม่มีทางปล่อยครอบครัวเราไปแน่ หรือว่าพวกเราจะอาศัยจังหวะที่คืนนี้นางไม่อยู่ รีบหนีไปดีเ้าคะ?"
"หนี? จะหนีไปที่ไหน? เ้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะหาพวกเราไม่เจอ? ป่านนี้นางอาจจะซุ่มรออยู่ตรงทางออกจากหมู่บ้าน พอพวกเราออกไป นางก็คงกำจัดครอบครัวเราให้ตายสิ้น ใครจะไปรู้" เฒ่าเฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าอมทุกข์
"เมื่อคืนนางไม่ได้ลงมือฆ่าพวกเราในตอนที่หมดสติ แสดงว่านางยังมีความกังวลอยู่ คาดว่าคงกลัวคนในหมู่บ้านพบเข้าแล้วจะไม่ปล่อยนางไว้ ดังนั้นหากอยู่ในหมู่บ้าน แม้จะถูกนางทรมานแต่คงไม่มีอันตรายถึงชีวิตแน่นอน
แต่หากออกไปนอกหมู่บ้านแล้วก็พูดได้ยาก ตอนนี้โลกวุ่นวายเพียงนี้ ถ้านางฆ่าพวกเราแล้วโยนทิ้งไว้ในป่าเขาที่ห่างไกล กำจัดพวกเราได้อย่างไร้ร่องรอย ใครจะไปรู้"
คำพูดเหล่านี้ทำให้เฉิงโจวซื่อถึงกับขนลุกซู่ จากนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้คร่ำครวญ
"แล้วพวกเราต้องเป็แบบนี้ตลอดไปหรือ? เพิ่งผ่านไปเพียงวันสองวัน เ้ารองกับข้าก็ถูกนางทำร้ายจนเป็เช่นนี้ บ้านก็เกือบจะพังทลาย หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วพวกเราคงถูกนางทรมานจนตาย"
เฒ่าเฉิงรำคาญเสียงร้องไห้ของนาง จึงตวาดออกไปว่า "เ้ากลัวว่านางจะไม่มาหาหรืออย่างไรกัน!"
เฉิงโจวซื่อใจนรีบหุบปากทันที
"พรุ่งนี้ข้าจะตามคนเข้าเมืองไปดูว่าเอ้อร์ยากลับมาหรือยัง หากกลับมาแล้วก็ให้บอกให้นางมาที่บ้านสักครั้ง" เฒ่าเฉิงเดินเอามือไพล่หลังวนเวียนอยู่ในห้องด้วยความหงุดหงิด ในที่สุดก็คิดวิธีหนึ่งออก
แม้ว่าเฉิงซีอวี้จะเปลี่ยนชื่อมานานหลายปีแล้ว แต่บ้านตระกูลเฉิงก็ยังคงชินกับการเรียกนางว่าเอ้อร์ยา
เฉิงโจวซื่อปาดน้ำตาแล้วถามว่า "เรียกนางกลับมาทำไมกัน?"
เฒ่าเฉิงกล่าวว่า "ตอนนี้นางอยู่ที่บ้านตระกูลฉินก็นับว่ามีหน้ามีตาอยู่บ้าง คนที่นางติดต่อด้วยย่อมไม่เหมือนกับพวกเรา บางทีนางอาจจะมีวิธีเชิญนักพรตหรือพระผู้ทรงศีลที่มีความสามารถมาได้ แม่ลูกตระกูลซูทั้งสามคนล้วนเป็สิ่งอัปมงคล ถึงตอนนั้นหากกำจัดพวกเขาทั้งสามคนไปพร้อมกันก็นับเป็กุศลอย่างหนึ่ง ยอดคนเ่าั้ย่อมเต็มใจมาแน่นอน"
เฉิงโจวซื่อฟังแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงรู้สึกผ่อนคลายลง
เช้าวันรุ่งขึ้น เฒ่าเฉิงจึงออกจากบ้านไปหาคนที่กำลังจะเข้าเมือง และเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกับพวกเขา
...
ด้านในป่า
ซูชิ่นกำลังนับจำนวนกระต่ายในคอก เดิมทีนางตั้งใจจะจับกระต่ายเพิ่มอีกไม่กี่ตัว แต่พอตื่นขึ้นมากลับต้องพบความประหลาดใจเพราะมีลูกกระต่ายที่เพิ่งเกิดเพิ่มขึ้นมาอีกสิบกว่าตัว
ดูท่าว่าในบรรดากระต่ายที่นางจับมาจะมีตัวเมีย และน่าจะมีอย่างน้อยสองตัว
เมื่อนึกถึงความสามารถในการแพร่พันธุ์ที่น่าใของกระต่ายแล้ว เห็นทีว่าหลังจากนี้คงมีกระต่ายให้กินไม่หมดเป็แน่
ส่วนต้นไม้ไม่กี่ต้นที่ใส่เข้าไปในมิติวิเศษเมื่อวานนี้ ก็ถูกมิติวิเศษจัดสรรพื้นที่ให้ ตอนนี้เติบโตขึ้นมากแล้ว บนต้นเต็มไปด้วยผลไม้ที่มีคุณภาพดีกว่าผลไม้ชั้นเลิศที่นางเคยกินในชาติที่แล้วเสียอีก
ต้นไม้ที่ย้ายเข้ามามีทั้งหมดสี่ชนิด ได้แก่ หมี่โห่วเถา*[1] ลูกพลัม ลูกท้อ และยังมีต้นซานจาอีกหนึ่งต้น
ซูชิ่นเด็ดผลซานจาสีแดงสดลูกหนึ่งเข้าปาก ทันใดนั้นนางก็หรี่ตาลงด้วยความดีใจ
นี่คือซานจาที่อร่อยที่สุดเท่าที่นางเคยกินมาในทั้งสองชาติ รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี เป็ตัวช่วยเรียกน้ำย่อยชั้นเลิศจริง ๆ
หลังจากเด็ดผลไม้จากต้นไม่กี่ต้นมาทำอาหารเช้า ซูชิ่นก็โยนผลไม้ป่าที่เก็บมาเมื่อวานทิ้งออกจากมิติวิเศษอย่างไม่ไยดี
เมื่อมีของดี ใครจะอยากกินของที่ไม่อร่อย
หลังจากอาหารเช้าง่าย ๆ จบลง ซูชิ่นก็ตัดสินใจเดินสำรวจในป่าเพื่อดูว่าสามารถหาสมุนไพรที่มีค่าได้หรือไม่ ส่วนเด็กทั้งสองคนไม่อยากอยู่ในมิติวิเศษแล้ว ดังนั้นซูชิ่นจึงพาทั้งคู่ตามออกมาด้วย
อากาศยามเช้าในป่าดีอย่างยิ่ง ซูชิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เด็กทั้งสองทำตามนาง โดยการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เช่นกัน จากนั้นก็หันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคัก
สามคนแม่ลูกเดินวนรอบูเาซานเต้าจื่อหนึ่งรอบ แต่ไม่พบสมุนไพรที่มีค่าเป็พิเศษ จึงพากันมุ่งหน้าไปยังูเาซื่อเต้าจื่อต่อ
หลังจากเข้าสูู่เาซื่อเต้าจื่อ ซูชิ่นก็พบว่าหญ้ารกในป่าแถบนี้ขึ้นหนาทึบกว่าเดิม จนแทบจะมองไม่เห็นร่องรอยการถูกเหยียบย่ำเลย
หญ้ารกมากย่อมหมายถึงมีงู แมลง หนู และมดในป่ามาก ซูชิ่นกังวลว่าเด็กทั้งสองจะใ ดังนั้นหลังจากเดินไปได้ไม่นาน นางจึงปรึกษากับพวกเขา ให้เข้าไปอยู่ในมิติวิเศษก่อน
โจวโจวเชื่อฟังมาก เขารู้ว่าในป่านี้มีอันตรายมากมายและไม่อยากให้ซูชิ่นต้องพะวงดูแลพวกเขา จึงพยักหน้าตกลง ทว่าเยว่เยว่ที่ปกติเชื่อฟังกลับไม่ยอมทำตาม
"ท่านแม่ ข้าเพิ่งอธิษฐานขอให้ท่านเซียนเฒ่าคุ้มครองให้พวกเราหาสมุนไพรที่มีค่าเจอ ดังนั้นข้าไม่อยากเข้ามิติวิเศษ ข้าจะช่วยท่านแม่เก็บสมุนไพรเ้าค่ะ"
ซูชิ่นพยายามกล่าวอย่างอดทนว่า "เ้าเชื่อฟังแม่เถอะ ในป่านี้มีอันตรายมากเกินไป หากแม่ดูแลเ้าไม่ทั่วถึง อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย..."
ยังพูดไม่ทันจบ นางก็เห็นเยว่เยว่มองไปทางด้านหลังตนเองด้วยสีหน้าประหลาดใจ "ท่านแม่ ดูนั่นสิเ้าคะ ใช่สมุนไพรหรือไม่?"
ซูชิ่นรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อย แต่ก็ยังยอมหันกลับไปมองเพื่อรักษาน้ำใจ โดยตั้งใจว่าพอมองเสร็จจะให้เยว่เยว่เข้ามิติวิเศษทันที แต่พอได้เห็น ซูชิ่นก็ถึงกับชะงักไป
เ้าสิ่งที่มีใบเป็วงกลมและมีผลสีแดงเป็กระจุก้านี้ ดูคล้ายกับโสมเลยนี่นา!
ซูชิ่นกลัวว่าตนเองจะมองผิดจึงรีบเข้าไปดูใกล้ ๆ และใช้มีดสั้นเขี่ยดินบริเวณรากของพืชที่สงสัยว่าเป็โสมออกเล็กน้อย
เมื่อเห็นรากสีเหลืองขาวที่นางคุ้นตาฝังอยู่ในดิน ก็มั่นใจว่าเป็โสมไม่ผิดแน่
ซูชิ่นดีใจจนแทบคลั่ง เพิ่งจะถึงตีนูเาซื่อเต้าจื่อ ก็พบโสมต้นหนึ่งแล้ว เช่นนั้นในูเาลูกนี้ มิใช่ว่ามีสมบัติอยู่เต็มไปหมดหรอกหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ซูชิ่นรีบใช้มีดสั้นขุดโสมต้นนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง
ชาติก่อนนางเป็คนที่เคยผ่านโลกมาพอสมควร ของอย่างโสมในบ้านของนางเป็เพียงของบำรุงพื้นฐาน ดังนั้นนางจึงมีความมั่นใจในการประเมินลักษณะและอายุของโสมอยู่บ้าง
โสมป่าต้นนี้อายุไม่มากนัก น่าจะประมาณสิบกว่าปี แต่ลักษณะถือว่าดี นับว่าอยู่ในระดับปานกลาง
เพียงแต่นางไม่ทราบราคาของโสมในยุคสมัยนี้จึงประเมินราคาได้ยาก แต่มีหลักการหนึ่งที่ใช้ได้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือโสมยิ่งอายุน้อยยิ่งไม่มีราคา ดังนั้นซูชิ่นจึงตั้งใจจะให้มันเติบโตต่อไปในมิติวิเศษก่อน
ทันทีที่โสมถูกนำเข้าสู่มิติวิเศษ มันก็ถูกจัดหมวดหมู่และปลูกไว้ที่มุมหนึ่งของทุ่งหญ้าทันที
ซูชิ่นไม่ได้สนใจมันและเตรียมจะให้เด็กทั้งสองเข้ามิติวิเศษอีกครั้ง
แต่เยว่เยว่ยังคงส่ายหน้าไม่หยุดแล้วเอ่ยว่า "ท่านแม่ ข้ายังช่วยท่านแม่หาสมุนไพรได้อีกนะเ้าคะ"
"นั่นเป็เพียงเื่บังเอิญ เชื่อฟังแม่ อย่าดื้อ" ซูชิ่นมีท่าทีเด็ดขาด
เยว่เยว่ทำปากยื่น พลางก้มหัวลงต่ำ แสดงอาการต่อต้านเงียบ ๆ
ซูชิ่นยื่นมือจะไปดึงตัวนาง แต่แม่หนูน้อยกลับบิดตัวหลบแล้วหันหัวไปอีกทาง
"เอ๊ะ ท่านแม่ ตรงนี้ก็มีหญ้าแบบเดียวกันอีกต้นหนึ่งเ้าค่ะ"
ซูชิ่นนึกว่านางหลอก เพราะโสมป่านั้นหาได้ยากยิ่ง จะเหมือนกับหญ้าที่ขุดต้นหนึ่งแล้วเจออีกต้นได้อย่างไร แต่พอเดินเข้าไปดึงตัวเยว่เยว่ แล้วมองตามมือน้อย ๆ ไป
์... นี่มันผีหลอกหรืออย่างไรกัน?!
[1] กีวี่