เสียงรถไฟดังกระหึ่มเคลื่อนตัวออกไปซูเจียวเจียวยืนอยู่ที่หน้าต่างรถไฟ โบกมือลาเซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนไม่หยุด
ร่างเล็กๆของหลิวหยวนหยวนวิ่งตามรถไฟไปพลางร้องไห้พลางเรียก “น้าสะใภ้…น้าชาย…”
เซียวหยวนซินก็วิ่งตามไปเช่นกัน
จนกระทั่งรถไฟลับสายตาไป
เซียวหยวนซินกอดหลิวหยวนหยวนไว้“หยวนหยวนคนดี ไม่ต้องวิ่งตามแล้วนะ รถไฟไปแล้ว เราตามไม่ทันหรอกรอหยวนหยวนโตขึ้น เราค่อยไปจิงเฉิงหาน้าสะใภ้กับน้าชายกันนะ”
หลิวหยวนหยวนเช็ดน้ำตา“แม่คะ หยวนหยวนจะตั้งใจเรียนให้ดีแล้วจะเขียนจดหมายหาน้าสะใภ้กับน้าชายด้วยค่ะ”
บนรถไฟซูเจียวเจียวเองก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เช็ดน้ำตาไปพลาง
เซียวหยวนหมิงโอบกอดเธอไว้ด้วยความสงสาร“พอถึงวันหยุด พวกเราจะกลับมาเยี่ยมพวกเขากันนะ”
“อืม” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เนื่องจากจุดหมายปลายทางของเธอและเซียวหยวนหมิงนั้นแตกต่างจากจ้าวอวี้เฟินเว่ยหงปิง และฮั่วเจี้ยนจง ทั้งสามคนจึงไม่ได้อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน
“รถไฟต้องวิ่งอีกยี่สิบชั่วโมงกว่าจะถึง คุณพักผ่อนก่อนเถอะ” เซียวหยวนหมิงจัดสัมภาระเรียบร้อยแล้วเอ่ยกับซูเจียวเจียวอย่างอ่อนโยน
ทั้งสองซื้อตั๋วเตียงนอนสองใบในหนึ่งตู้โดยสารมีเพียงสี่เตียง แบ่งเป็นเตียงสองชั้นฝั่งละคู่จัดว่าเป็นตั๋วชั้นดีทีเดียว
ถึงอย่างไรก็ไม่ขาดเงินเซียวหยวนหมิงไม่อยากให้ซูเจียวเจียวต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนบนที่นั่งธรรมดาจึงซื้อตั๋วที่ดีที่สุด
หลังจากวางสัมภาระบนชั้นบนเรียบร้อยแล้วพื้นที่ก็แทบจะเต็มแล้ว
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงเบียดกันนอนอยู่บนเตียงล่างห่มผ้าห่มผืนเดียวกัน ภายในตู้โดยสารก็อบอุ่นสบาย
ซูเจียวเจียวซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเซียวหยวนหมิงแล้วผล็อยหลับไป
เมื่อถึงสถานีถัดไปมีคนขึ้นรถมา เป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว
หญิงสาวผู้นั้นเดินเข้ามาในตู้โดยสารก็เอามือปิดจมูกทันทีใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “กลิ่นอะไรเนี่ย!เหม็นชะมัด!”
เสียงของเธอทั้งแหลมแสบหูและหยาบคายจนทำให้ซูเจียวเจียวที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมาทันที
ซูเจียวเจียวสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพบว่ามีคนเข้ามาในตู้โดยสาร เธอลุกขึ้นนั่งมองไปยังหญิงสาวที่กำลังบ่นกระปอดกระแปดแล้วกล่าวว่า “คงจะเป็นไก่เค็มที่เราหมักเองน่ะค่ะกลิ่นเลยค่อนข้างแรง ต้องขออภัยด้วยนะคะ”
ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นแสดงออกถึงความเหยียดหยาม“ซวยชะมัด นั่งรถไฟก็ยังเจอพวกบ้านนอกอีกเอาของพวกนี้เข้าเมืองมาด้วย เหม็นจะตายอยู่แล้ว”
ใบหน้าของซูเจียวเจียวมืดครึ้มลง
เซียวหยวนหมิงเองก็ลุกขึ้นนั่งแล้วเช่นกันดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
ชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามาเหลือบมองหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เงียบเถอะคุณออกเดินทางไกลแบบนี้ จะเรื่องมากอะไรนักหนา?”
ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางที่ถืออยู่ในมือไว้ใต้เตียงถอดเสื้อคลุมยาวออกแล้วนั่งลงบนเตียงล่างฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเขาดูเป็นมิตรยิ้มและพยักหน้าให้เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวเป็นการทักทาย
ซูเจียวเจียวเห็นว่าชายผู้นี้ไม่เลวจึงไม่ได้ตอบโต้ แต่หญิงสาวคนนั้นก็ยังคงบ่นอยู่สองสามประโยคโชคดีที่เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ
เนื่องจากเส้นทางยาวไกลและการเดินทางก็น่าเบื่อ ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามจึงเริ่มพูดคุยกับเซียวหยวนหมิง
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมีชื่อว่าเฉิงเต๋อปิน อายุสามสิบสองปี ผู้หญิงข้างๆ คือภรรยาของเขาทั้งสองเพิ่งกลับจากการเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดและกำลังจะกลับไปทำงานที่ตัวเมืองมณฑล
ทั้งสองคนทำงานในโรงงานที่ตัวเมืองมณฑลถือว่าเป็นงานประจำที่มั่นคง ไม่แปลกใจเลยที่ภรรยาของเขาดูเย่อหยิ่งและดูถูกคนอื่น
“อ้อ ที่แท้พวกคุณคือยุวชนที่ถูกส่งไปชนบทสินะตอนนี้กลับบ้านเยี่ยมญาติได้แล้วเหรอ?” เฉิงเต๋อปินเอ่ยถามพลางยิ้ม
ซูเจียวเจียวกล่าวว่า“ฉันกับสามีสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วหลังจากนี้ก็จะอยู่ในเมืองเพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ”
ส่วนเรื่องการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจิงเฉิงเธอไม่ได้พูดถึง เพราะไม่สนิทกันมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก
ดวงตาของเฉิงเต๋อปินเผยแววชื่นชม“ดีจริง ดีจริงๆ เลยพวกคุณสองสามีภรรยาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พร้อมกันแสดงว่าพวกคุณมีความมุ่งมั่นและอดทนมากจริงๆ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็จะเป็นเสาหลักของประเทศ”
เมื่อพูดถึงช่วงท้ายใบหน้าของเฉิงเต๋อปินเต็มไปด้วยความอิจฉา “ปีที่แล้วผมก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกันเสียดายที่สอบไม่ติด ก็เลยต้องทำงานในโรงงานต่อไปอย่างจำใจ”
ภรรยาของเฉิงเต๋อปินส่งเสียงฮึดฮัด“ทำงานในโรงงานมันไม่ดีตรงไหนกัน? อย่างน้อยเงินเดือนก็เจ็ดแปดสิบหยวนนะ!เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันเลยนะถ้าตอนนั้นพ่อแม่ฉันไม่ช่วยหาญาติพี่น้องให้ช่วยวิ่งเต้นละก็คุณจะเข้าไปทำงานในโรงงานได้ไหมเนี่ย!”
ใบหน้าของเฉิงเต๋อปินดูอึดอัดไม่ได้พูดอะไรต่อ
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็ไม่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายอีก
รถไฟเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าเมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ภรรยาของเฉิงเต๋อปินก็เขย่าแขนเขา“ฉันหิวแล้ว ไปซื้อข้าวมาให้กินหน่อยสิ”
เฉิงเต๋อปินลุกขึ้นไปซื้อข้าว
เมื่อเซียวหยวนหมิงเห็นว่าเป็นเวลาอาหารกลางวันแล้วก็เอ่ยถามซูเจียวเจียวอย่างอ่อนโยน “คุณอยากกินอะไรไหม?”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ซื้อข้าวมาสองกล่องทีสิคะ”
โจ๊กและไข่ที่กินเมื่อเช้าตอนนี้ก็ย่อยไปหมดแล้ว
เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน“คุณรอผมที่นี่นะ เดี๋ยวไปซื้อข้าวให้”
“ค่ะ” ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปากแล้วยิ้มตอบอย่างน่ารัก
หญิงสาวฝั่งตรงข้ามเห็นว่าเซียวหยวนหมิงไปซื้อข้าวให้เองโดยไม่ต้องสั่งซึ่งแตกต่างจากสามีของเธอที่ต้องเร่งเร้าอยู่เสมอ ก็เกิดความอิจฉาขึ้นมาทันทีโดยเฉพาะเมื่อเห็นผิวพรรณของซูเจียวเจียวที่ขาวอมชมพู สวยงามหาที่เปรียบไม่ได้ดูทั้งขาวและเนียนละเอียด
ดวงตาสีดำเป็นประกายราวกับลูกองุ่นใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ มองดูแล้วเหมือนกับจิ้งจอกเก้าหาง
หญิงสาวหันหน้าหนีไปอย่างไม่สบอารมณ์
ซูเจียวเจียวไม่ได้สนใจเธอหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างสบายใจ ระหว่างรอเซียวหยวนหมิงกลับมาพร้อมอาหาร
ไม่นานนักเซียวหยวนหมิงและเฉิงเต๋อปินก็กลับมาพร้อมอาหาร
เซียวหยวนหมิงวางอาหารที่ซื้อมาลงบนโต๊ะอาหารซูเจียวเจียวเห็นว่ากับข้าวก็ใช้ได้ มีทั้งปลาและเนื้อเห็นได้ชัดว่าเป็นอาหารที่ค่อนข้างแพง
ส่วนอาหารของเฉิงเต๋อปินนั้นค่อนข้างเรียบง่ายทำให้ภรรยาของเขาบ่นไม่หยุดว่าไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน ทำไมถึงต้องประหยัดขนาดนี้
เฉิงเต๋อปินกล่าวว่า“ที่บ้านมีลูกสามคนต้องเลี้ยง จะไม่ประหยัดได้อย่างไร”
หญิงสาวก็เงียบไปทันทีกินไปพลางมองซูเจียวเจียวด้วยความอิจฉาไปพลาง
ซูเจียวเจียวค้นหากระปุกพริกเผาที่ทำเองจากถุงที่อยู่บนเตียงชั้นบนตักให้เซียวหยวนหมิงหนึ่งช้อน และตักให้ตัวเองอีกหนึ่งช้อนสองสามีภรรยากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
เธอที่เมื่อก่อนชอบกินของหวานแต่หลังจากมาอยู่ที่นี่ก็เริ่มชอบรสเผ็ด เพราะมีพริกแล้วจะเจริญอาหารมากขึ้นทำให้กินข้าวได้เพิ่มขึ้นหนึ่งชามทุกครั้ง
หลังอาหารเซียวหยวนหมิงก็เก็บจานชามและเช็ดโต๊ะอาหารให้สะอาดจากนั้นสองสามีภรรยาก็อ่านหนังสือด้วยกัน หรือไม่ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้
เป็นเช่นนี้จนกระทั่งรถไฟมาถึงตัวเมืองมณฑล
สิ่งที่ทำให้ซูเจียวเจียวประหลาดใจคือหญิงสาวฝั่งตรงข้ามก็ลงรถที่ตัวเมืองมณฑลเช่นกัน แถมยังเป็นที่เดียวกันอีกด้วย
เมื่อลงจากรถไฟซูเจียวเจียวก็ยกกล่องสองใบ เซียวหยวนหมิงแบกคานหามไปทำให้หญิงสาวคนนั้นแสดงความรังเกียจออกมาไม่หยุด “พวกบ้านนอกเข้าเมืองแท้ๆยังแบกของเยอะแยะขนาดนี้ น่าขำสิ้นดี”
ในดวงตาของซูเจียวเจียวฉายประกายความโกรธ“พูดว่าบ้านนอกเข้าเมืองอยู่ได้ เธอคิดว่าตัวเองประเสริฐมาจากไหนกัน?มีบรรพบุรุษใครบ้างที่ย้อนหลังไปสิบแปดชั่วโคตรแล้วไม่ได้มาจากบ้านนอกไม่ได้เป็นชาวนา? หากไร้ชาวนา แล้วใครเล่าจะก้มหน้าทำนา?แล้วพวกคนเมืองที่อวดอ้างว่าสูงส่งจะเอาอะไรกิน? เดี๋ยวนี้รัฐส่งเสริมคนจนให้มีเกียรติ เธอดูแต่งตัวดีมีสกุลขนาดนี้ที่บ้านคงไม่เคยถูกรัฐจัดระเบียบเลยใช่ไหม!”