เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง ใบหน้าของพี่สาวทั้งสามได้เผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยแผนการร้าย
จากนั้นก็ได้แยกตัวเสี่ยวตงสาวใช้ของน้องเจ็ดออกไป อาศัย่ที่น้องเจ็ดกำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหลกับสิ่งแปลกใหม่ภายนอก แล้วจู่ๆ หนึ่งในพี่สาวของนางก็รู้สึกเวียนหัวกะทันหัน จากนั้นได้ใช้แรงชนน้องเจ็ดจากด้านหลัง ทั้งยังรีบดึงผ้าคลุมหน้าของนางจากด้านข้างด้วยความว่องไว การกระทำต่อเนื่องไม่มีติดขัดนี้ไม่มีชักช้าเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งน้องเจ็ดก็เป็ไปตามที่พวกนางคาดการณ์ไว้ ได้โถมตัวตกลงไปในบึง ซึ่งจากมุมมองของคนภายนอก อาจมองว่าการตกน้ำนั้นเป็เพียงอุบัติเหตุ ไม่ใช่แผนที่วางไว้ล่วงหน้า
หลังจากนั้นจึงให้บ่าวรับใช้แสร้งทำท่าทางตื่นตระหนกแล้วลงไปช่วยพานางขึ้นฝั่ง เมื่อมีคนตกน้ำแน่นอนว่าจะต้องมีคนจำนวนมากมามุงดู ในเวลาที่น้องเจ็ดของพวกนางถูกช่วยขึ้นมาได้ นางก็สลบไสลไม่ได้สติไปเสียแล้ว แต่เมื่อคนที่อยู่บริเวณโดยรอบเห็นใบหน้าของน้องเจ็ด ก็ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าอย่างพร้อมเพรียง ถึงกับมีคนถอยหลังลงไปหลายก้าว เพราะใบหน้านั้นเต็มไปด้วยตุ่มพอง! น่าเกลียดเกินกว่าจะหาอะไรมาเปรียบ!
เพราะพี่สาวทั้งสามคนของนาง คุณหนูเจ็ดแห่งจวนหนานกงจึงมีชื่อเสียงไปค่อนคืน ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการขนานนามว่า-หญิงอัปลักษณ์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นเอ้าอวี่
เมื่อเห็นหนานกงอี้เอ๋อร์ไม่มีปฏิกิริยาอะไร คนที่ถลันเข้ามาก่อนคนแรกคือคุณหนูสี่ ‘หนานกงเชี่ยน’ กล่าวกับหนานกงอี้เอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งว่า “ตายจริง น้องเจ็ดช่างดวงดีจริงๆ เลย บึงลึกขนาดนั้นยังไม่จมน้ำตาย พี่สี่ยังกังวลว่าจะไม่ได้เจอเ้าอีกแล้ว ไม่งั้นต่อไปชีวิตของพวกข้าคงน่าเบื่อน่าดู”
พูดจบก็หันไปหัวเราะเยาะกับพี่น้องอีกสองคนที่เหลือ สองคนนั้นแน่นอนว่าเป็คุณหนูสาม ‘หนานกงเย่ว์’ และคุณหนูหก ‘หนานกงเยี่ยน’
เมื่อหนานกงเย่ว์มองไปที่หนานกงอี้เอ๋อร์ ก็กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป น้องเจ็ดเจอนางครั้งนี้สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงนั่งดื่มชาต่ออย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร นึกถึงหนานกงอี้เอ๋อร์ก่อนหน้านั้นที่เจอพวกนางคราใดก็มีแต่ท่าทางหลบหลีกคล้ายหนูเวลาเจอแมว ทำให้พวกนางรู้สึกทะนงตนเป็อย่างมาก แต่การแสดงออกของหนานกงอี้เอ๋อร์ในครั้งนี้ทำให้พวกนางรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกท้าทาย
หนานกงเย่ว์จึงกล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่า “เ้าหูหนวกไปแล้วหรือ ได้ยินที่พี่สี่ของเ้าพูดหรือไม่”
ครั้งนี้เหมือนหนานกงอี้เอ๋อร์จะได้ยินแล้ว วางแก้วลงอย่างช้าๆ เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น พี่สาม พี่้าให้ข้าพูดสิ่งใดหรือเ้าคะ สำหรับพี่สาวที่ผลักน้องสาวตกลงไปในบึงแล้วยังมาเยี่ยมถึงในเรือน หรือว่าต้องให้ข้า ‘สามคุกเข่า เก้ากราบ’[1] แสดงความซาบซึ้งใจในบุญคุณเ้าคะ” กล่าวจบหนานกงอี้เอ๋อร์ได้แต่ยิ้มเยาะอยู่ในใจ
หนานกงเย่ว์เมื่อได้ยินก็รู้สึกเหมือนโดนตอกหน้าจนพูดไม่ออก เวลานั้นหนานกงเยี่ยนได้หัวเราะและกล่าวออกมาว่า “น้องเจ็ด ตกบึงครั้งนี้กลับฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว แถมยังรู้จักพูดจามากขึ้นอีกด้วย เ้าต้องขอบคุณข้าให้มากที่ผลักเ้าตกลงไป! พี่ๆ เห็นด้วยไหมเ้าคะ!” กล่าวจบ ทั้งสามคนก็พากันส่งเสียงหัวเราะท่าทางน่าชมไปด้วยกัน
หนานกงอี้เอ๋อร์เพิ่งเข้าใจ ที่แท้แล้ว คนที่ผลักนางตอนนั้นเป็หนานกงเยี่ยน ส่วนสองคนที่เหลือพอเห็นนางตกน้ำ ซึ่งตรงกับความ้าของพวกนางอยู่พอดี ก็คงจะมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นกัน ดี ดีมาก บัญชีครั้งนี้ ต่อไปหนานกงอี้เอ๋อร์จะคืนให้พวกนางเป็สองเท่าเลย
เพียงแต่สามคนนี้รังแกกันเกินไปแล้ว เื่ที่ตกน้ำนางยังไม่ได้คิดบัญชีกับพวกนาง พวกนางยังจะมาคุยโวโอ้อวดกับนางที่นี่ ยังคงคิดว่าน้องเจ็ดในตอนนี้จะทำตัวเป็กลายเป็มะพลับนิ่ม[2] ให้พวกนางกลั่นแกล้งดั่งแต่ก่อน นับว่าเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่เลยจริงๆ
ทว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปล่วงเกินพวกนางโดยตรง แต่ในเมื่ออุตส่าห์มาหานางถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องมอบของขวัญกลับไปให้บ้างมิใช่หรือ
ฉับพลัน หนานกงอี้เอ๋อร์ยิ้มพร้อมยืนขึ้นแล้วเดินไปหาพวกนาง ทั้งสามคนหยุดหัวเราะในทันที มองไปยังหนานกงอี้เอ๋อร์ที่มีปฏิกิริยาที่ดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาพวกนางกลายเป็งุนงง
เห็นเพียงแค่หนานกงอี้เอ๋อร์ดึงมือหนานกงเยี่ยนขึ้นมาอย่างสนิทสนม กล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “พี่หก ถึงแม้ว่าจะผลักข้าตกน้ำ แต่ข้าก็จะไม่ตำหนิท่าน” หนานกงเยี่ยนรู้สึกใจกระตุกเล็กน้อย รีบสลัดมือของคนที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยตุ่มออกอย่างรังเกียจ ในใจคิดว่าน้องเจ็ดกำลังเล่นอะไรอยู่ เป็ไปได้ไหมว่าจมน้ำจนโง่ไปแล้ว
หนานกงอี้เอ๋อร์กลับไม่โกรธที่มีคนมาสลัดมือนางทิ้ง ยังเอ่ยกับพี่สาวอีกสองท่านด้วยความเกรงใจว่า “น้องเจ็ดรู้ดีว่าตนหน้าตาอัปลักษณ์ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่ว่าพี่สาวทั้งสามกลับไม่รังเกียจ ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่มา พวกท่านจะเปลี่ยนลูกไม้ในการแกล้งน้องเจ็ดไปเรื่อยๆ แต่ว่าในใจของน้องเจ็ดนั้นก็เข้าใจ พวกท่านเพียงแค่หาข้ออ้างเพื่อมาหาน้องเจ็ดเท่านั้นเอง เรือนเล็กกลางป่าไผ่นี้ช่างเงียบเหงายิ่งนัก มีพวกท่านมาเล่นกับน้องเจ็ด ชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่ได้น่าเบื่อไปเลยสักทีเดียว”
หนานกงอี้เอ๋อร์หยุดชะงักชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อว่า “เที่ยวบึงครั้งนี้ รู้ดีว่าพวกท่านแค่อยากใกล้ชิดกับน้องเจ็ด พาน้องเจ็ดไปเห็นโลกภายนอก พวกท่านอาจจะรู้สึกกระดากใจ จึงไม่กล้ายอมรับว่าอยากใกล้ชิดกับน้องเจ็ด ดังนั้นจึงจงใจผลักน้องเจ็ดลงน้ำ สร้างภาพว่าไม่ได้รักใคร่ในตัวน้องเจ็ด หลายปีมานี้ น้องเจ็ดเข้าใจความลำบากใจของพวกท่านที่สุดแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากที่น้องเจ็ดสลบไปเพิ่งฟื้นขึ้นมาได้สองวัน แม้แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยมาเยี่ยม คนที่มาหาน้องเจ็ดก่อนใครกลับเป็พี่สาวทั้งสามท่านนี้ มีพวกท่านคอยเอาใจใส่และดูแลมาเป็เวลาหลายปี น้องเจ็ดได้แต่ตื้นตันใจจนพูดไม่ออก”
กล่าวจบจึงยกแขนเสื้อขึ้นมาทำราวกับกำลังเช็ดน้ำตาอยู่
ความหมายของคำพูดพวกนี้ชัดเจนมาก กล่าวคือ แม้ว่าพวกนางคอยแต่จะหาเื่มากลั่นแกล้งน้องเจ็ด แต่แท้ที่จริงคือกลัวว่าน้องเจ็ดจะเหงาและรู้สึกเบื่อหน่าย เหตุเพราะหน้าตาอัปลักษณ์จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ดังนั้นจึงปรับเปลี่ยนลูกไม้เพื่อมาเล่นกับนาง ความหมายที่ง่ายกว่านั้นคือ พวกนางมักจะทำตัวหน้าหนาพยายามเข้าหาเข้าใกล้น้องสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยตุ่ม ซึ่งไม่มีอะไรดีสักอย่าง
สามคนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของหนานกงอี้เอ๋อร์ ก็ได้แต่กัดฟันจนฟันในปากแทบจะแหลกเป็ผุยผง โกรธเสียจนหน้าดำหน้าแดง
หนานกงเย่ว์มีนิสัยใจร้อนที่สุด นาง้าจะสั่งสอนน้องเจ็ดที่กล่าววาจาเหลวไหลจนทำให้สับสน แต่กลับถูกหนานกงเยี่ยนดึงไว้ หนานกงเย่ว์จึงคิดได้ว่า ถ้าสั่งสอนน้องเจ็ดไปจริงๆ ครั้งนี้คงไม่ใช่จะถูกเหมาไปรึว่าพวกนางจริงๆ แล้วเป็ห่วงนาง แต่เอาเื่รังแกนางมาบังหน้า
พวกนางพร้อมใจกันฉายแววตาเหยียดหยาม จ้องมองไปที่หนานกงอี้เอ๋อร์อย่างชิงชัง จากนั้นมองไปรอบห้องอย่างรังเกียจ ปัดไปตามเสื้อผ้าราวกับมีสิ่งสกปรกอยู่บนร่างกาย แล้วรีบออกจากเรือนเล็กกลางป่าไผ่ที่ดูเก่าและชำรุดนี้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนต่างคิดเช่นเดียวกันว่า พวกนางต่างเป็ถึงคุณหนูผู้สูงส่งแห่งจวนหนานกง แต่กลับเข้าไปในสถานที่เช่นนี้ได้ ช่างเสื่อมเกียรตินัก ทั้งพวกนางยังชอบรังแกใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มอันอัปลักษณ์หาใครเปรียบนั้นบ่อยๆ อีก ตอนนี้พอคิดดูแล้วยิ่งรู้สึกขยะแขยง สถานที่เช่นนี้มันควรเป็ที่ให้คนหน้าตุ่มนั่นอยู่ต่อไป หลังจากนี้ต่อให้ร้องขอพวกนางจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเด็ดขาด
หนานกงอี้เอ๋อร์เห็นพวกนางเดินออกไป จึงจงใจไล่ตามไปที่ประตู แล้วะโตามหลังพวกนางว่า “พี่สาว ทำไมถึงไปแล้วล่ะเ้าคะ น้องเจ็ดอยู่คนเดียว รู้สึกเบื่อหน่ายมาก อยากจะอยู่กับพวกท่านสักพักเ้าค่ะ”
ทั้งสามคนพอได้ยินดังนั้น ก็คิดว่าเ้าของใบหน้าตะปุ่มตะป่ำผู้นี้จะไล่ตามมา จึงรีบวิ่งอย่างรวดเร็วราวกับฝ่าเท้าทาด้วยน้ำมัน สักพักจึงค่อยๆ หายไป
หนานกงอี้เอ๋อร์ยิ้มมุมปากอย่างสะใจ คาดว่า่นี้พี่สาวทั้งสามคนของนางคงจะไม่มาที่นี่อีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่นาง้าหรอกรึ ขณะนั้นเสี่ยวตงกลับมาพอดี วิ่งเข้ามาหาหนานกงอี้เอ๋อร์ ถามด้วยความแปลกใจว่า “คุณหนู คุณหนูสาม คุณหนูสี่และคุณหนูหก เมื่อครู่ทำไมพอได้ยินเสียงของคุณหนูถึงได้วิ่งหนีราวกับเจอผีด้วยล่ะเ้าคะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์กล่าวอย่างมีความสุขว่า “บางทีอาจเป็เพราะเห็นว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มของข้ามันดูน่ารังเกียจมาก จึงกลัวจนวิ่งหนีไปกระมัง”
เสี่ยวตงเอียงหัวพร้อมครุ่นคิด ‘เป็เช่นนั้นจริงรึ แต่ดูจากสีหน้าของคุณหนูเหมือนจะไม่ใช่นะเ้าคะ แต่ในเมื่อคุณหนูบอกว่าใช่ ก็คงจะใช่กระมัง’
และอ้ายอี้เอ๋อร์ในตอนนี้ก็กำลังวางแผนการขั้นต่อไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] สามคุกเข่า เก้ากราบ เป็รูปแบบการคำนับแบบหนึ่ง ใช้สำหรับคำนับฮ่องเต้หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่
[2] มะพลับนิ่ม อุปมาถึงคนที่อ่อนแอไร้อำนาจ ต้องตกเป็เบี้ยล่างถูกคนอื่นข่มเหงรังแก