ด้านหน้าปรากฏเสียงผู้คนต่อสู้กัน อีกฝ่ายเป็ชายชุดดำห้าคนท่าทางมีฝีมือ อีกฝั่งดูจากลักษณะ แล้วน่าจะเป็ลูกคุณหนูสูงศักดิ์สักตระกูลหนึ่งเพราะแต่งตัวดูสง่าไม่เหมือนคนทั่วไป สตรีข้างๆตัวนางก็น่าจะเป็สาวใช้ ชายอีกคนที่ถือดาบต่อสู้กับกลุ่มชายชุดดำน่าจะเป็องครักษ์ ส่วนชายอีกคนที่นอนบนรถม้าที่พังยับเยินก็น่าจะเป็คนขับรถม้า
หย่งควันเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้เหวินหยางกับหลินลี่ซ่อนตัวรอ ก่อนที่ตนนั้นจะรีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยเหลือ สถานการณ์ตอนนี้ฝั่งหย่งควันลำพังต้านชายชุดดำก็ยังพอไหว แต่จะให้คุ้มกันหญิงสองคนไปด้วยดูท่าจะไม่ง่ายนัก
ยังไม่ทันสิ้นความคิดนั้นเองก็มีชายชุดดำคนหนึ่งหลุดเข้าไปหมายจะใช้กระบี่แทงคุณหนู สาวใช้ที่เห็นเช่นนี้ก็พยายามเอาตัวเข้าไปขว้าง ขณะที่กระบี่กำลังจะเข้าถึงตัวสาวใช้นั้นก็มีกระบี่เล่มหนึ่งเข้ามาขัดขว้างไว้ ปรากฏเป็เหวินหยางที่ออกมาช่วยได้ทันเวลา องครักษ์ที่เห็นเช่นนี้ก็พุ่งตัวเข้ามาช่วยอีกแรง
“ หลี่เสี๋ยวรีบพาคุณหนูออกไปจากที่นี่ก่อน ” องครักษ์พูด
“ เหวินหยาง ! ”
“ เข้าใจแล้วพี่หย่งควัน ” เหวินหยางรับคำแล้ววิ่งตามผู้หญิงสองคนนั้นไป
เมื่อชายชุดดำพยายามวิ่งไล่ตามผู้หญิงสองคนนั้นไป หย่งควันกับองครักษ์ก็ขัดขว้างไว้เพื่อถ่วงเวลาให้ทั้งสามหลีกหนีไปให้ไกล แต่ถึงเช่นไรก็มีชายชุดดำคนหนึ่งหลุดรออดการขัดขว้างนั้นไปได้
สตรีสองคนที่พยายามวิ่งหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในป่า แต่นั้นก็ไม่เร็วพอที่จะหลบหนีชายชุดดำที่กำลังตามมาได้ เหวินหยางเห็นท่าไม่ดีรีบจู่โจมเข้าไปสองสามกระบวนท่าแต่ก็ถูกถีบด้วยเท้ากระเด็นออกไป สาวใช้ที่เห็นก็รีบวิ่งมาโอบกอดชายชุดดำไว้แน่น เหวินหยางเห็นเช่นนี้จึงจะรีบเข้าไปจู่โจม แต่ชายชุดดำก็สามารถตอบโต้เหวินหยางกลับได้ ระดับฝีมือในตอนนี้ยังต่างกันเกินไป ทำให้ได้รับาเ็ที่แขนซ้ายเล็กน้อย สาวใช้เห็นท่าไม่ดีแบบนี้คงต้านได้ไม่นาน
“ คุณชายรีบพาคุณหนูข้าหนีไป ! ” สาวใช้พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว
เหวินหยางกำหมัดแน่นทั้งเจ็บใจและละลายใจที่ต้องให้สตรีน้อยๆมาปกป้อง แม้ตนยามนี้อยากเข้าไปช่วยแต่ก็รู้ว่าตัวเองยังไม่ใช่คู่ต่อสู้กับชายชุดดำ เหวินหยางกัดฟันแน่นรีบจูงมือคุณหนูแล้วรีบหนีไป คุณหนูเห็นเช่นนี้ก็น้ำตาตก แต่ถ้าไม่รีบหนีไปในตอนนี้สิ่งที่สาวใช้ตัวเองทำนั้นก็จะสูญเปล่า นางจึงยอมวิ่งจากไปด้วยน้ำตาอาบหน้า
หลังจากที่เหวินหยางกับคุณหนูหนีไปแล้ว ฝั่งชายชุดดำก็พยายามศอกตีสาวใช้ที่เกาะแน่นไว้ด้านหลัง ไม่ว่าจะทุบตียังไงสาวใช้ก็ไม่ยอมปล่อย ชายชุดดำจึงยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วหยิบมีดสั้นที่ซ่อนไว้ออกมา จากนั้นก็แทงที่เอวของสาวใช้สองสามที ความเ็ปนั้นเจ็บเกินบรรยายแต่สาวใช้ก็ยังกัดฟันแน่นไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักครึ่งคำ ชายชุดดำเห็นเช่นนี้ก็ร้องออกมาด้วยความโมโหจึงได้แทงย้ำๆไปอีกหลายแผล จนสาวใช้ล้มลงกับพื้น ชายชุดดำเมื่อเห็นว่ามือทั้งสองข้างของนางอ่อนแรงลงแล้วตัวสาวใช้เองก็ล้มลงกับพื้น ชายชุดดำจึงได้รีบก้าวเท้าออกไปหนึ่งข้าง แต่พอจะก้าวขาอีกข้างตามไปกลับถูกดึงรั้งไว้อีก ชายชุดดำพยายามสะบัดขาให้หลุดแต่ก็ทำไม่ได้ ขณะนี้สาวใช้ยังคงเอ่ยเรียก “ คุณหนู ” ด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา ชายชุดดำหมดความอดทนสุดขีด จึงใช้กระบี่ในมือแทงเข้าไปกลางหลังสาวใช้ จนร่างของสาวใช้นั่นได้สงบลง
ทางฝั่งเหวินหยางกับคุณหนูก็รีบวิ่งเข้าไปในป่า เส้นทางที่วิ่งไปมีลักษณะทางลาดชันยิ่งนัก คุณหนูที่วิ่งอย่างทุลักทุเลในที่แบบนี้ สุดท้ายแล้วก็สะดุดลงทำให้ทั้งคู่กลิ้งลงเขาไป ก่อนที่จะทำให้ทั้งคู่นั้นหมดสติ
เมื่อเหวินหยางลืมตาขึ้นก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาผ่านไปกี่ยามแล้ว เหวินหยางยืนขึ้นและมองไปรอบๆก็เห็นคุณหนูนอนหมดสติอยู่ เหวินหยางเดินตรงไปก็ดูใกล้ๆ เมื่อมองดูดีๆแล้ว สตรีผู้นี้ก็มีรูปโฉมงดงามยิ่ง รูปหน้าทรงไข่ ริมฝีปากเล็ก สองแก้มเรียบเนียน ผิวพรรณสดใสยิ่งประดับด้วยเครื่องแป้งบางเบาก็ทำให้ดูน่ามองยิ่งนัก เวลานี้บนใบหน้าเหนือคิ้วข้างขวาเหมือนได้รับการกระแทกทำให้เืไหลออกมาแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก เหวินหยางจับแขนนางเบาๆและพยายามเรียกสติของนาง จนนางนั้นได้สติ
ทั้งคู่เมื่อตั้งสติได้แล้วก็มองกลับไปยังทิศทางที่ร่วงหล่นลงมา เส้นทางนั้นสูงชั้นคงไม่สามารถปีนกลับขึ้นไปได้เป็แน่แท้ กลางป่าเขาเช่นนี้ยามตะวันหลบหลังเขาก็ทำให้มืดเร็วยิ่งนัก จุดที่ทั้งคู่อยู่นั้นมีเสียงลำธารไหลอยู่ไกลห่างออกไป เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็ได้เสนอให้ทั้งคู่เดินไปตามลำธารอาจจะทำให้พบเจอหมู่บ้านหรือผู้คนได้บ้าง
เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจได้เช่นนี้ก็คิดจะเริ่มออกเดินทาง แต่เมื่อคุณหนูเริ่มก้าวเท้าก็ต้องร้องด้วยความเ็ป เหมือนว่าการเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทำให้นางขาพลิก เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็ลองพยุงให้นางเดิน แต่เดินได้สองสามก้าวก็ดูลำบากนัก เหวินหยางจึงได้เดินไปข้างหน้าของนางแล้วหันแผ่นหลังให้
“ ถ้าแม่นางไม่รังเกียจก็ขึ้นหลังข้าเถอะ ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำนัก
คุณหนูดูท่าทางเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วในยามนี้ นางจึงค่อยๆล้มตัวลงบนหลังเหวินหยาง เหวินหยางลุกยืนแล้วค่อยๆก้าวเดินออกไป ก่อนที่จะมีเสียงยิ้มอย่างสดใสมาจากสตรีที่อยู่บนหลังนั้นตามมา
“ เวลาเช่นนี้แม่นางเหตุใดจึงยังยิ้มอยู่ ” เหวินหยางถามนางด้วยความสงสัย
“ ข้าคิดถึงท่านพ่อน่ะ ท่านชอบให้ข้าขึ้นหลังบ่อยๆ ” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็สุข
เหวินหยางคิดในใจ “ แม้สตรีที่อยู่บนหลังคงจะมีอายุใกล้เคียงกันแต่ทว่าทางของนางยังคงคล้ายเด็กน้อยยิ่งนัก ”
ทั้งสองพึงเดินทางไปได้ไม่นานนัก ท้องฟ้าก็กลับมืดมิดลง เหวินหยางเห็นเช่นนี้จึงเสนอให้ทั้งคู่รีบหาที่พักก่อนที่จะมืดลงกว่านี้แล้วจะมองไม่เห็นสิ่งใด
เหวินหยางเห็นข้างลำธารมีลานหินแม่น้ำโล่งปลอดโปร่ง จึงพาทั้งคู่ไปนั่งพักตรงนั้น
เหวินหยางหาต้นไม้ใบหญ้ามาทำที่รองพื้นให้ทั้งคู่ ตอนนี้ทั้งคู่ก็เหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว ส่วนทางด้านท้องฟ้าเองก็เริ่มมีดมิดจนดวงดาวนับพันได้ปรากฏิอยู่บนเหนือหัว
“ ขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน ข้าชื่อฮว่าฉิงเอ๋อ เป็คุณหนูรองตระกูลฮว่า แล้วคุณชายมีนามว่าอย่างไร ” คุณหนูฮว่าพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสนัก
“ ข้าชื่อเหวินหยาง ” เหวินหยางพูดไปแล้วทำการย้ายตำแหน่งกระบี่ เลยทำให้แผลที่มือซ้ายเ็ปขึ้นมา คุณหนูฮว่าเมื่อเห็นเช่นนี้ก็ลุกขึ้นมาเดินกะเผลกไปหาเหวินหยาง นางดึงผ้าเช็ดหน้ามาพันแผลที่แขนข้างซ้ายให้ในความมืด เมื่อนางมาอยู่ใกล้ตัวนี้ตอนนี้เหวินหยางก็พึงสังเกตว่ามีกลิ่นน้ำหอมเบาๆจากตัวคุณหนูฮว่า เป็กลิ่นที่สูดดมแล้วหอมหวานและอบอุ่นยิ่งนัก เมื่อนางพันแผลเสร็จก็เดินกะเผลกกลับไปนั่งที่ตัวเองดังเดิม
“ ข้าน่ะ ไม่ค่อยได้ออกจากจวนเท่าใด ข้าฝันอยากออกมาเที่ยวข้างนอกเช่นนี้ ถึงครั้งนี้จะไม่ใช่อย่างที่ข้า้า แต่ข้าก็พอใจยิ่งนัก ” คุณหนูฮว่าพูดออกมาอย่างมีความสุข
“ ข้าเองก็ฝันอยากเดินทางไปทั่วกล้า ครั้งนี้ก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็เช่นนี้ ” เหวินหยางพูดจบประโยคทั้งคู่ก็ต่างหัวเราะอย่างมีความสุข
“ แค๊ก…แค๊ก ” คุณหนูฮว่าจามออกมาสองสามที
เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็ถอดเสื้อคลุมนอกแล้วเดินไปห่มให้คุณหนูฮว่าที่นั่งอยู่ คุณหนูฮว่าเองก็นั่งทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่กล่าวขอบคุณด้วยเสียงที่แ่เบา
เหวินหยางยังไม่ทันลุกเดินจากออกไป ในแววตาของคุณหนูฮว่าก็ได้ลุกวาว เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็มองไปยังทิศทางที่คุณหนูฮว่ามอง จู่ๆรอบๆก็ปรากฏแสงน้อยๆระยิบระยับจากหิ่งห้อยเต็มไปทั่ว เหวินหยางเองก็ยังรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก นี่ช่างเป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง เหวินหยางนั่งลงแล้ววางมือของตนลง ปรากฏว่ามือที่วางลงไปนั้นไปวางบนมือของคุณหนูฮว่า เหวินหยางรู้สึกว่ามือข้างนี้ของนางช่างอบอุ่นยิ่งนัก ครั้งจะรีบยกมือออกแต่ยามนั้นเมื่อมองเห็นใบหน้าที่งดงามสดใสของคุณหนูที่ชื่นชมความงามของธรรมชาติอยู่ก็มิอาจจะคล้ายมือนั้นออกไปได้ เหวินหยางค่อยๆจับมือนางไว้แน่น เหวินหยางไม่รู้เพราะเหตุใดแต่ว่าสิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก อากาศที่หนาวเย็นภายนอในยามนี้กล้วนมลายจนหมดสิ้นเมื่อความอบอุ่นภายในใจแผ่พุ่งไปทั่วร่างกาย
คุณหนูฮว่ายิ้มแย้มเบิกบานใจ
“ ท่านดูนี่สิ ตรงนั้น ๆ ตรงนั้นด้วย ”
คุณหนูฮว่าพูดเสร็จก็หันไปทางเหวินหยางแล้วยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่ผู้ใดเห็นแล้วต้องมนต์สะกดยิ่งนัก ความน่ารัก น่าเอ็นดูของนางยามนี้เข้าไปดวงใจของเหวินหยางแล้วจนหมดสิ้น
ทั้งคู่นั่งพูดคุยและนั่งมองหิ่งห้อยที่บินล้อมรอบไปมาด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจนสุดท้ายแล้วทั้งคู่ก็เผลอหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นเหวินหยางตื่นขึ้นมา ก็ปรากฏว่าคุณหนูยังไม่ตื่นตนจึงจะเดินไปปลูก เมื่อเดินไปถึงเหวินหยางก็ได้มองใบหน้าคุณหนูฮว่า อยู่ๆตนนั้นก็มีรอยยิ้มออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เหวินหยางเข้าไปจ้องนางใกล้ๆ แล้วใช้นิ้วชี้ลูบไปที่แก้มนางเบาๆ
คุณหนูยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาขยี้ตา เหวินหยางเห็นเช่นนั้นรีบถอยออกมาเล็กน้อย
“ ข้าตื่นสายใช่หรือไม่ ” คุณหนูฮว่าพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“ ไม่หรอก ข้าก็พึงตื่นจะมาปลุกเ้านี่แหละ ”
คุณหนูฮว่าค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง ก็สังเกตเสื้อที่คลุมอยู่บนตัว จึงได้ก็รีบกล่าวขอโทษยกใหญ่ เหวินหยางเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่หัวเราะ และรับเสื้อของตนกลับมาสวมใส่
“ ขาแม่นางฮว่าดีขึ้นหรือไม่ ” เหวินหยางถามด้วยความเป็ห่วง
คุณหนูฮว่าลองขยับขาดูแล้วก็ต้องร้องโอ๊ย เพราะเหมือนจะยังคงเ็ปไม่หายดี เหวินหยางรู้เช่นนั้นก็เดินไปหาและหันแผ่นหลังให้
“ มาเถอะ เราต้องไปกันแล้ว ”
คุณหนูฮว่าไม่พูดอะไรก็ขึ้นไปบนหลังเหวินหยางแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
เมื่อเดินทางกันไปสักพัก คุณหนูฮว่าก็ขอกระบี่เหวินหยางมาจับดู
“ โห ข้าพึงจะได้จับกระบี่นี่แหละ กระบี่หนักกว่าที่ข้าคิดไว้อีก ” คุณหนูฮว่าพูดเสร็จก็ทำท่าจะฟันกระบี่บนหลังเหวินหยาง
“ เ้าไม่เคยจับกระบี่หรือ ” เหวินหยางถามด้วยความแปลกใจ
“ ท่านพ่อไม่อนุญาติให้ข้าจับกระบี่ มีเพียงพี่ชายข้าสองคนเท่านั้นที่ได้ฝึกยุทธ ส่วนพี่สาวข้าท่านพ่อชอบบอกว่านางดื้อรั้น เพราะนางชอบศึกษาเื่การแพทย์ จนสุดท้ายนางก็หนีออกท่องแปดทิศไปค่อยช่วยเหลือผู้คน ข้าเองยังคิดแล้วอิจฉานางอยู่บ้าง ” คุณหนูฮว่าพูดเสร็จก็ส่งคืนกระบี่ให้เหวินหยาง
ทั้งคู่ยังคงเดินไปตามลำธารสายนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาหนึ่งชั่วยามแล้ว เหวินหยางจึงได้วางคุณหนูฮว่าไว้ตรงหินก้อนหนึ่งใต้ร่มไม้ ข้างหน้านั้นเองปรากฏน้ำตกน้อยๆ คุณหนูฮว่าสังเกตเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินเกาะบนหินตรงลำธารไม่ห่างจากตัวนางนัก นางจึงค่อยๆเดินกะเผลกไปหาผีเสื้ออย่างช้า และเมื่อนางไปถึงผีเสื้อตัวนั้น ผีเสื้อมันก็ได้โบยบินขึ้นไปบนอากาศ นางมองตามผีเสื้อตัวนั้นไปก็ปรากฏผีเสื้อฝูงหนึ่งกำลังบินรอบตัวนางเต็มไปหมด นางยิ้มอย่างมีความสุขและค่อยๆหมุนรอบตัวเองพร้อมกับฝูงผีเสื้อเสื้อที่บิยรายรอบ
เหวินหยางที่เห็นภาพเช่นนี้คล้ายโลกทั้งใบนั้นจะหยุดเคลื่อนไหว สิ่งที่เห็นภายหน้าก็ไม่ต่างจากเทพธิดากำลังร่ายรำท่ามกลางผีเสื้อ
เมื่อทั้งคู่พักหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มเดินทางต่อไป
“ ท่านว่าท่านจะไปเมืองหลวงแล้วถ้าท่านผู้นั้นไม่สามารถช่วยรักษาเ้าได้ เ้าจะไปที่ใดต่อ ”
เหวินหยางได้ยินคำถามก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ข้าหวังว่าถึงเวลานั้นข้าจะมีคำตอบให้กับตัวเอง ” เหวินหยางตอบด้วยสีหน้าที่เศร้าใจเล็กน้อย ทันใดนั้นเองคุณหนูฮว่าก็ร้องเสียงดีใจขึ้นมา
“ เ้าดูฝั่งตรงข้ามแม่น้ำนี่สิ ถนนน่ะ ถนนเ้าเห็นไหม ”
เหวินหยางมองไปฝั่งตรงข้ามแม่น้ำก็เห็นถนนที่ใช้สัญจร
“ นั้นสิ ฮาฮ่า ข้ายังคิดอยู่ว่าจะแบกเ้าได้อีกนานแค่ไหน ” เหวินหยางพูดด้วยหัวเราะไปด้วย
คุณหนูฮว่าได้ยินเช่นนี้ก็กำหมัดข้างหนึ่งแล้วทุบบนหัวเหวินหยางอย่างเบามือ จากนั้นทั้งคู่ก็หัวเราะอย่างมีความสุข
“ ฉิงเอ๋อ !! ฮิงเอ๋อลูกพ่อ ” น้ำเสียงที่เป็ห่วงดังมาแต่ไกล
“ คุณหนู ! คุณหนูคะ !! ”
เสียงะโมาจากอีกฝั่งแม่น้ำ
เมื่อทั้งคู่มองไปทางต้นเสียงก็ปรากฏรถม้าที่มีชายดูสูงศักดิ์และคนใช้หกเจ็ดคนกำลังเรียกคุณหนูฮว่าอยู่ คุณหนูฮว่าเห็นเช่นนั้นก็ดีใจรีบโบกไม้โบกมือแล้วะโเรียกท่านพ่ออยู่สองสามคำ
แม่น้ำสายนี้ตอนนี้ไม่สามารถเดินข้ามได้ เหวินหยางมองห็นสะพานอยู่ไกล ในใจก็นึกยินดียิ่ง แต่อีกใจก็เศร้าใจยิ่งนัก เมื่อข้ามสะพานนั้นแล้วแปลว่าการเดินทางนี้ก็จะสิ้นสุดลง เหวินหยางยามนี้ทำได้แต่ยิ้มแห้งๆแล้วเดินก้าวเท้าต่อไป
“ ข้ามีความสุขมากนะ ข้ามีความสุขจริงๆที่ได้อยู่กับเ้า ต้องขอบคุณเ้ามากๆ ข้าชื่อฮว่าฉิงเอ๋อ คุณหนูรองตระกูลฮว่า เ้าต้องห้ามลืมข้านะ ” เสียงที่สดใสบนหลังเหวินหยางพูดอย่างมีความสุข
“ ขะ.. ข้ารู้แล้ว ” เหวินหยางตอบด้วยความสับสนเล็กน้อย
“ ข้าก็อยากไปเมืองหลวงบ้าน ท่านพี่เคยบอกว่าที่นั่นมีเื่สนุกๆมากมายยิ่งนัก ไว้เ้าไปแล้วมีเวลากลับมาเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ” คุณหนูฮวาถามด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน
เหวินหยางได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“ ได้สิ ข้าสัญญาว่าจะกลับมาเล่าให้เ้าฟัง เ้าก็ช่วยรอขอหน่อยแล้วกัน ”
“ เ้าสัญญาแล้วนะ ” คุณหนูฮวาพูดอย่างมีความสุข
เมื่อทั้งคู่เดินไปถึงกลางสะพานก็มีนายท่านตระกูลฮว่าและคนใช้มายืนรอรับ เหวินหยางค่อยๆวางคุณหนูฮวาลงจากหลัง
เมื่อคุณหนูฮว่าลงจากหลังแล้วก็เรียกท่านพ่อ พยายามจะเดินกะเผลกไปหา เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้นก็รีบมาพยุงตัวคุณหนูไปหานายท่านฮว่า ทั้งคู่โอบกอดกันด้วยความคิดถึง
“ หลี่เสี๋ยวล่ะท่านพ่อ ” คุณหนูฮว่าพูดพร้อมกับมองไปรอบๆเพื่อหาคนใช้คนสนิท
ทุกๆคนตรงนั้นต่างก้มหน้าก้มตา คุณหนูฮว่าจึงไปมองที่ท่านผู้นำฮว่า ท่านผู้นำฮว่าก็ทำได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
คุณหนูฮว่าที่เข้าใจความหมายนั้นดี ทำให้นางมิอาจจะกลั้นน้ำตาแห่งความทุกข์นั้นไว้ได้
“ พาคุณหนูกลับจวนเถอะ ” ท่านผู้นำตระกูลฮว่ากล่าวกับคนใช้ จากนั้นคนใช้ก็พาคุณหนูฮว่าขึ้นรถม้า
“ เ้าก็คือเหวินหยางสินะ สหายเ้ารอเ้าอยู่ที่จวนข้า ตามข้ามาเถอะ ”
เมื่อเหวินหยางมาถึงจวนตระกูลฮว่าก็พึงรับรู้ว่าตระกูลฮว่าดูยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ทุกส่วนของบ้านล้วนประดับตกแต่งงดงามยิ่ง คนใช้ในจวนก็มีมากมายเช่นกัน
เมื่อเหวินหยางมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ก็พบเจอหย่งควันกับหลินลี่นั่งรออยู่ภายใน
หลินลี่เมื่อเห็นเหวินหยางในสภาพมอมแมมก็รีบวิ่งไปหา
“ เ้านี่ดวงแข็งยิ่งนัก ข้าคิดว่าคงจะได้เดินทางไปเมืองหลวงกับพี่หย่งควันสองคนเสียแล้ว ”
หย่งควันที่ค่อยๆเดินตามก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“ นางแค่ห่วงเ้า อย่าได้ไปใส่ใจ ”
หลินลี่ได้ยินเช่นนี้ก็ทำท่าทีหงุดหงิดใส่หย่งควัน
ทั้งสามสนทนากันสักพักก็มีคนคนในตระกูลฮว่าก็เดินเข้ามา
“ ขอบคุณท่านทั้งสามยิ่งนักที่ช่วยเหลือฉิงเอ๋อของข้า รับนี้ไปเถอะถือว่าเป็น้ำใจจากตระกูลฮว่า ” ผู้นำตระกูลฮว่ากล่าวพร้อมกับยื่นถุงเงินขนาดใหญ่ถุงหนึ่ง
“ อย่าได้เกรงใจไป ทุกอย่างล้วนเป็เื่สมควรทำ พวกเราคงรับสิ่งนี้จากท่านไม่ได้ ” หย่งควันกล่าวอย่างถ่อมตน
แต่ไม่ทันไรหลินลี่ก็รีบรับถุงนั้นมา
“ หากเราไม่รับจะเป็การไม่ให้เกียรติต่อตระกูลฮว่านะ ”
ผู้นำตระกูลได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะชอบใจในความร่าเริงสดใสของนาง ก่อนจะหันไปพูดกับเหวินหยาง
“ ขอบคุณเ้าที่นำฉิงเอ๋อข้ากลับมาส่งอย่างปลอดภัย โปรดรับการคารวะจากข้า ” ผู้นำตระกูลฮว่ากล่าวพร้อมกับจะยกมือคารวะ
เหวินหยางที่เห็นรีบเข้าไปจับไปแขนท่านผู้นำตระกูลฮว่าไว้
“ ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้ ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้จริงๆ ” เหวินหยางกล่าว
พอจบประโยคก็มีสตรีผู้หนึ่งนั่งรถเข็นมา เมื่อหันไปมองก็คือคุณหนูรองแห่งตระกูลฮว่านั้นเอง
“ ขอบคุณท่านทั้งสามที่ช่วยเหลือ โปรดรับการคำนับจาก ” คุณหนูรองพูดเสร็จก็วางสองมือไว้บนตักแล้วก้มหัวลงเล็กน้อย
ทั้งสามก็ยกแขนขึ้นมารับการคำนับ
“ พวกข้าต้องเดินทางต่อแล้ว ไม่อยู่รบกวนตระกูลฮว่าแล้ว ” หย่งควันพูด
“ รบกวนอะไรกัน อยู่ต่ออีกสักหลายวันก่อนก็ยังได้ ” ฮูหยินกล่าว
“ พวกเราขอรับน้ำใจของตระกูลฮว่าไว้ตรงนี้ ฮูหยินโปรดอย่าได้ถือสา ” หย่งควันพูด
“ เอาเถอะ ๆ ให้พวกเขาไปเถอะ อย่าได้ทำให้พวกเขาลำบากใจเลย ” ผู้นำตระกูลฮว่าพูด
“ เช่นนี้พวกข้าต้องขอตัวก่อน ” หย่งควันพูดแล้วก็โค้งคำนับ ก่อนจะพาทุกคนเดินหันหลังจากไป
ภายในใจตอนนี้เหวินหยางอยากจะกล่าวลาคุณหนูรองตระกูลฮว่ายิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้จะเช่นไรดี ทำได้แต่เดินตามหย่งควันและจากไป
“ คุณชายเหวินหยาง ” เสียงอันสดใสที่คุ้นเคย เสียงเรียกชื่อเพียงสั้นๆนี้ก็ทำให้เหวินหยางดีใจยิ่งนัก เสียงนี้คือเสียงที่ปลดความอึดอัดใจในเวลานี้ที่เหวินหยางอยากได้รับฟัง
เหวินหยางรีบหันกลับไปยังทิศทางของเสียงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
คุณหนูรองลุกขึ้นจากที่นั่ง คนใช้ที่เห็นก็รีบจะมาพยุงร่าง คุณหนูก็ใช้มือปัดเพื่อเป็สัญญาณบอกว่าไม่ต้องพยุงตัวนาง คุณหนูรองเดินกะเผลกสองสามก้าวแล้วก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมา
“ เ้าอย่าลืมที่สัญญากับข้าล่ะ ข้าจะรอ ”
เหวินหยางที่ฟังอยู่ก็ยิ้มแย้มออกมา แล้วยกสองแขนขึ้นมา มือหนึ่งถือกระบี่ มือหนึ่งว่างเปล่า สองมือมาประสานกัน ทำท่าคำนับหนึ่งครั้งให้กับนางเป้นการตอบรับ
คุณหนูรองที่เห็นก็วางสองมือไว้ข้างลำตัวแล้วย่อตัวเล็กน้อยรับคำนับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
หลังจากทั้งสามเดินออกจากตระกูลฮว่า หลินลี่ก็รีบทักขึ้นมาทันที
“ เมื่อสักครู่ที่พวกเรากำลังกล่าวอำลากัน ข้าเห็นนะว่าเ้ากับคุณหนูรองตระกูลฮว่ามองตากันไม่เลิก แถมตอนท้ายยังอุส่าดั้นด้นลุกขึ้นมาบอกลาเ้าอีก ไหนจะสัญญาที่ให้กันไว้ หนึ่งคืนที่พวกเ้าหายไปนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ”
เหวินหยางที่ได้ยินเช่นกันก็เอาแต่หัวเราะ
“ ก็มิได้มีอะไร” เหวินหยางตอบด้วยน้ำเสียงที่ยิ้มแย้มตามด้วยใบหน้าก็มีความสุขยิ่ง
หลินลี่ที่เห็นเช่นนี้ก็เชิดหน้า “ หึ ! ” แล้วเดินจากไปคล้ายเหมือนคนไม่สบอารมณ์
หย่งควันกางพัดในมือออกแล้วก็หัวเราะด้วยใบหน้าที่เบิกบาน
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”