หม่อมสุดาวดีนั่งไม่ติดพื้นตามองแต่เพียงบานประตูเพื่อรอให้ใครสักคนเปิดเข้ามาและเมื่อมีสัญญาณจากด้านนอกพร้อมมาลัยสาวใช้ร่างเล็กที่รีบเดินตรงมาอย่างเร็วรี่หม่อมก็ผุดลุกขึ้นในทันที
“เป็ยังไงบ้างมาลัยได้ความว่ายังไงบ้าง” คำถามส่งไปตามใจที่ร้อนรน
“เอ่อ...”
มาลัยมีท่าทีอึกอักจะพูดก็ไม่พูดจนสุดาวดีอยากจะกรีดร้องและเค้นเอาคำตอบออกจากปากอ้ำอึ้งนั้นให้ได้
“มาลัยพูดออกมาพูดอย่างที่เธอเห็น เธอเห็นอะไรบ้าง พูดออกมาสิ พูดออกมาให้หมด”
“ค่ะหม่อมหลังจากคุณชายพาคุณรดาเข้าไปในห้อง คุณรดาก็...”
“ก็อะไรมาลัยรดาก็อะไร รดาเป็อะไร!”
“คุณรดาร้องค่ะ”
“ร้อง... เอ่อ...ร้องแบบไหน ร้องยังไง พูดออกมาให้หมดนะ”
“ร้องกรีดเลยค่ะคุณรดากรีดร้องออกมา แต่แค่ครั้งเดียวก็เงียบไปน่ะค่ะ”
“ไปเถอะมาลัยเธอไปได้แล้ว และอย่าให้ใครมารบกวนฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียวอย่าให้ใครเข้ามาเห็นฉันในสภาพนี้”
หม่อมสุดาวดีที่หน้าซีดน้ำตาคลอเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอบอกก่อนจะทรุดร่างลงนั่งบนโซฟาตัวสวยอย่างหมดเรี่ยวแรงยิ่งทำให้มาลัยสงสารนายหญิงแห่งวังวรเวชฯ นักแม้ว่าภาพท่านชายที่ตายคาอกของหม่อมยังติดตา ทว่าความโกลาหลในวังวรเวชฯกับท่าทางหมดสิ้นแล้วของหม่อมที่แสดงออกมา นั่นคือความเสียใจชัดๆหม่อมคงไม่ได้อยากให้เื่กลายเป็แบบนี้และเธอจะต้องนำเื่นี้ไปบอกเล่าให้คนอื่นๆ ฟัง เพื่อจะได้เข้าใจหม่อมให้ถูก จะได้ไม่คิดว่าหม่อมยินดีที่หลานสาวได้แต่งงานกับคุณชายธีรดนย์
กริ๊ก...
สุดาวดีตวัดสายตาไปที่ประตูในทันทีที่เสียงลูกบิดปิดสนิทสาวใช้ออกไปแล้วเหลือแต่เธอในห้องนอนโอ่อ่านี้ร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวลตามวัยทว่าใบหน้าและทรวดทรงยังคงสดสวยลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินนวยนาดไปตามจุดต่างๆของห้อง และไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างจุดที่มองเห็นสวนกว้างและอาณาจักรด้านหน้าของวังวรเวชฯ ได้เป็วงกว้าง
นิ้วมือยกขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าทว่าริมฝีปากกลับแย้มยิ้มด้วยความสมใจเพราะทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีตามที่เธอคาดการณ์ไว้และคงต้องขอบคุณบรรดาสมาคมคุณหญิงคุณนายที่เชิญเธอไปร่วมแสดงละครเวทีด้วยหลายครั้งเพราะนั่นทำให้เธอตีบทแตกกระจุย
เริ่มจากเื่จริงที่เธอรับไม่ได้เมื่อท่านชายยกวังนี้ให้กับคุณชายธีรดนย์และเื่ลวงที่เธอทำเป็รับไม่ได้เมื่อพินัยกรรมระบุให้วรรณรดาจดทะเบียนสมรสกับคุณชายพร้อมเงื่อนไขที่ห้ามใครคนใดคนหนึ่งตายจากนั่นเพราะท่านชายคิดว่าเธอจะฆ่าลูกของท่านเพื่อแย่งชิงมรดกใช่ไหม ไม่หรอกท่านรู้ว่าเธอจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ เพราะเธอยังอยากอยู่เสวยสุขในวิมานของวังวรเวชฯไปจนวันตาย แม้เธอจะไม่เข้าใจเจตนาของท่านชายที่ระบุพินัยกรรมพิลึกนั่นแต่ถึงอย่างนั้นการที่วรรณรดาได้แต่งงานกับคุณชายธีรดนย์ผู้งามพร้อมแต่เกลียดเธอราวกับไส้เดือนกิ้งกือ นั่นก็ทำให้เธอสะใจอย่างแรง เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็จะได้ทุกอย่างในวังวรเวชฯ อยู่ดี
“ยกโทษให้ฉันนะรดาทั้งหมดนั่นก็เพื่อตัวเธอเอง แค่ไม่กี่ครั้งคงไม่สึกหรอแล้วเราทั้งคู่ก็จะได้เสวยสุข... ที่นี่”
น้ำเสียงแ่เบาเอ่ยฝากสายลมยามเย็นขณะดวงตาเปี่ยมไปด้วยความสมใจมองสำรวจอาณาจักรด้วยความปลาบปลื้ม ไม่ได้คิดผิดจริงจังกับสิ่งที่ทำกับวรรณรดาเพราะไม่มีสิ่งใดในโลกใบนี้จะสำคัญไปกว่าตัวเธอเองอีกแล้วและสุดท้ายวรรณรดาก็ต้องขอบคุณที่เธอทำให้วรรณรดาได้เสวยสุขร่วมกันเพราะไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ไม่อยากได้ความสุขสบาย ไม่อยากได้เงิน
วรรณรดาเมื่อยขบไปทั้งเนื้อทั้งตัวั้แ่รู้สึกตัวตื่นร่างงามระหงนอนเหยียดยาวจึงยืดแขนยืดขาเพื่อขับไล่ตัวี้เีให้พ้นไปจากร่างกายตามที่พ่อสอนไว้
‘ตื่นเช้ามาก็บิดให้มันมากๆ บิดไปทางซ้าย ย้ายไปทางขวาไล่ไอ้ตัวี้เีให้มันไปพ้นๆ เอ็งจะได้ขยันทำการทำงาน ไม่คิดแต่จะหางานสบายจำไว้นะรดา ไม่เสียเหงื่อก็ไม่ได้เงิน ไอ้ประเภทนั่งเฉยๆ แล้วได้เงินเอ็งเห็นตัวอย่างจากนังบ้านแดงมันแล้วใช่มั้ย โตขึ้นเอ็งห้ามเป็แบบนั้นเด็ดขาดจำไว้นะ’
“จำแล้วจ้ะพ่อจ๋า จะหลับจะตื่นก็ตามมาสอนฉันตลอดเลยนะ เฮ้อ!”
วรรณรดาบ่นพึมพำพลางถอนหายใจกับตัวเองก่อนจะบิดซ้ายบิดขวาเพิ่มขึ้นเพราะคำของพ่อสอนเธอจำได้ขึ้นใจทีเดียวเธอจะไม่เป็นางงามกลางป่าหรือที่คนในชุมชนเรียกกันว่า ‘บ้านแดง’ ตามสีทาบ้านเพราะรู้กันดีว่าสาวๆ ในนั้นทำงานสบายแต่ได้เงินเยอะและงานนั้นก็คือให้บริการคนหนุ่มและคนแก่ในหมู่บ้าน
เธอจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนสอบชิงทุนทุกทุนที่โรงเรียนมีให้จนเรียนจบถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ใจจริงเธออยากเรียนต่อ แต่คนจนไม่มีสิทธิ์เลือกมากงานจึงสำคัญมากกว่าเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ทิ้งการศึกษาหาความรู้เธอจึงเป็นักอ่านตัวยงของห้องสมุดหมู่บ้านอีกทั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ที่เธอทำงานอยู่ก็ยังมีเอกสารความรู้ให้ศึกษามากมายและนายจ้างผู้แสนใจดีก็สอนให้เธอใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะได้เรียนรู้โลกกว้างได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นสิ่งใดที่เป็ความรู้เธอจึงไม่รีรอที่จะไขว่คว้ามาใส่สมอง แม้จะไม่มีใบปริญญามาประดับข้างฝาบ้านแต่เธอก็เชื่อว่าความรู้ที่มีก็ไม่น้อยไปกว่าคนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีอย่างแน่นอน
วรรณรดายังคงครุ่นคิดถึงคำสอนของพ่อหูก็เงี่ยฟังเสียงพ่อบ่นด่าไก่จากบ้านข้างๆ ที่มาจิกพืชผักสวนครัวที่พ่อลงไว้เพราะวันจันทร์ถึงพฤหัส เธอจะอยู่ที่บ้านพักที่ฟาร์มไก่ ส่วนวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ก็จะกลับมาอยู่กับพ่อที่หมู่บ้านทว่านอนฟังอยู่นานกลับไม่มีเสียงใดให้ได้ยินเลย
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยเพราะวันหยุดทีไรเธอก็มักจะดื่มด่ำอยู่กับที่นอนอุ่น รอฟังจนกว่าพ่อจะส่งเสียงเพื่อที่เธอจะได้โผล่หน้าออกไปจ๊ะเอ๋ให้พ่อยิ้มกว้าง แต่ด้านนอกนั้นไร้เสียงอีกทั้งััที่อยู่รายรอบตัวเธอนี้ก็ ‘ไม่ใช่’
ดวงตาสวยหวานเบิกกว้างขึ้นโดยเร็วตะลึงมองเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคยและเมื่อหันมองด้านซ้ายขวาก็ไม่ใช่สถานที่ที่เธอคุ้นเคยสักนิดร่างงามระหงทะลึ่งตัวลุกขึ้นนั่ง เพื่อที่จะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบด้านชัดเจนก่อนที่ฝ่ามือจะเคลื่อนปิดป้องริมฝีปากของตัวเองไว้เพื่อกันเสียงอุทานเล็ดลอด
เพราะที่เห็นนั้นคือห้องนอนขนาดใหญ่ตกแต่งตามศิลปะแบบยุโรปดังจะเห็นได้จากตุ๊กตาเ้าหญิงมากมายที่ประดับประดาอยู่ในตู้กระจกแต่เครื่องเรือนกลับดูเหมือนไม่ได้ทำความสะอาดมานานแสนนาน เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่มองดูรู้ว่าเป็โต๊ะและเก้าอี้นั้นถูกคลุมทับด้วยผ้าสีขาวจะมีก็เพียงเตียงที่เธอนอนอยู่เท่านั้นที่ถูกเปิดผ้าออก
“ที่นี่ที่ไหน”
วรรณรดาถามตัวเองพยายามคิดว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และภาพแห่งความทรงจำที่ฉายชัดออกมาเป็ฉากๆก็ทำให้ดวงตาสวยหวานสั่นระริก เพราะเมื่อวานเธอถูกพาตัวมาจากบ้านป่าด่วนที่สุดเพื่อมาร่วมรับรู้ในพินัยกรรมพิลึกพิลั่นจนเธอต้องจดทะเบียนสมรสกับชายแปลกหน้าจากนั้นเขาก็...
“เสื้อผ้า...เสื้อผ้า!”
ดวงตาตื่นตระหนกก้มมองร่างกายของตัวเองที่ตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแต่ด้านในนั้นว่างเปล่าจนฝ่ามือที่ทาบทับอยู่บนทรวงอกรับรู้ได้ถึงเนื้อนูนด้านล่างและต่ำลงไปกว่านั้นก็ไม่ต่างกันเลยนั่นก็แปลว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงแต่ก่อนที่วรรณรดาจะกรีดร้องออกมาสุดเสียงเธอก็ต้องรีบตะครุบริมฝีปากของตัวเองอย่างเร็วเมื่อเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
ขนหัวลุกพรึบอย่างไม่มีสาเหตุลืมเลือนสภาพร่างกายของตัวเองที่ถูกกระทำชำเราไปจนหมดสิ้นเพราะที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้น ‘คน’ หรือ ‘ผี’ แต่แล้ววรรณรดาก็ต้องถอยหลังกรูเพราะร่างนั้นขยับลุกขึ้น
“ยะ... อย่าเข้ามานะอย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันจะร้อง อย่านะ อย่า! กรี๊ดดดดด...”
วรรณรดากรีดร้องเมื่อชายรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อผ้ามอซอผมเผ้ายุ่งเหยิงเดินเข้ามาใกล้เธอหวาดกลัวจนแข็งขาอ่อนแรงไปหมดแต่ก็พยายามใช้แรงที่มีขยับให้ห่างไกลเพราะไม่รู้เลยว่าคนบ้าหรือผีตนนี้้าอะไรจากเธอแต่แล้วสิ่งหนึ่งที่ชายผู้นั้นยื่นให้ก็ยืนยันว่าเขาไม่ใช่ผีเพราะผีคงไม่ยื่นกระดาษให้กับเธอ ทั้งแสงสว่างจากด้านนอกที่ตกกระทบร่างมอซอให้เธอยิ่งเห็นในความสกปรกนั้น‘ไม่ใช่ผีแน่’
“อื้อ...”
น้ำเสียงกระแทกกระทั้นพร้อมยื่นกระดาษเข้ามาใกล้บ่งบอกว่าเขา้าให้เธอหยิบ และวรรณรดาก็แข็งใจหยิบแม้จะหวาดกลัวเขาคนนี้มากที่สุดก็ตาม เมื่อเธอหยิบ เขาก็ถอยกลับไปนั่งที่จุดเดิมกระดาษนั้นมีตัวหนังสือเขียนอยู่ วรรณรดาจึงกระเถิบถอยลงจากเตียงพร้อมจ้องชายคนนั้นไม่วางตาถอยไปจนถึงบานหน้าต่างเพราะ้าแสงในการอ่านข้อความด้านใน