หากน้ำปฏิกูลล้นออกมาครั้นรอจนถึงฝนหยุดตกและแดดออก หน้าบ้านหลังบ้านคงลอยคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นอันน่าคลื่นไส้ของสิ่งปฏิกูลอีกประการ สิ่งปฏิกูลสามารถใส่เป็ปุ๋ยบำรุงดินได้ จึงไม่อาจทิ้งให้สิ้นเปลืองเช่นนี้
ผู้เฒ่าหลี่หันไปเอ่ยกับหลี่เอ้อร์หลิน“เ้าไปยืมบันไดมา!”
หลี่ต้าหลินแบกหลี่ิที่อ้าปากร้องไห้เสียงดังกลับมาหลี่เจินที่เดิมทีหยุดร้องไห้ไปแล้วพอได้ยินเสียงของหลี่ิจึงร้องขึ้นมาอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้เองด้านนอกมีเสียงฝนฟ้าคะนอง ในบ้านมีเด็กสองคนร้องไห้เสียงดังลั่นดังเสียจนคนในตระกูลหลี่จิตใจสับสนวุ่นวาย
หลี่เอ้อร์หลินยืมบันไดมาสามพี่น้องช่วยกันซ่อมรูขนาดใหญ่ของหลังคาห้องสุขา แล้วตักน้ำฝนที่ลอยอยู่บนถังสิ่งปฏิกูลไปเททิ้ง
พวกเขายุ่งจนท้องฟ้าจวนจะมืดแล้วทว่าฝนก็ยังคงตกหนักอยู่เช่นเดิม
พายุฝนของที่นี่พอได้ตกก็ตกหนักทั้งวันทั้งคืนจนเกิดเป็อุทกภัยได้ ไม่เหมือนพายุฝนทางตอนเหนือที่เป็เพียงฟ้าแลบฟ้าร้องไม่นานก็หยุดตก ปรากฏเป็สายรุ้งออกมา
ในยามที่คนตระกูลหลี่กังวลว่าฝนตกหนักครั้งนี้จะยังตกอีกนานขณะเดียวกันก็รอกินอาหารเย็นไปด้วย
ตอนเช้ากินข้าวกล้องไม่ได้ใส่เกลือและยิ่งไม่มีผัก ทำงานมาทั้งวัน ยังต้องตากฝนอีก เหนื่อยจวนจะสิ้นใจหิวจนใจแทบขาด แต่ก็อย่าได้ฝันกลางวันไปเลยว่าอาหารเย็นจะได้กินอาหารอร่อย...
พริกมากมายนอนอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่แม้ว่าพริกที่เปียกไปด้วยฝนวางไว้ในอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ไม่กี่วันก็เน่าเปื่อยแล้ว แต่คนตระกูลหลี่ก็ยังคงไม่อาจตัดใจกินพริกเป็อาหารเย็นได้
อาหารเย็นเป็ข้าวต้มที่มีแต่น้ำเป็ส่วนใหญ่ต้มด้วยข้าวกล้องที่จงใจเหลือเอาไว้จากตอนเช้าไม่ถึงกับน้อยเสียจนสามารถใช้ส่องเป็คันฉ่องได้ แต่ก็น้อยถึงขนาดที่ว่าหนึ่งคนได้ข้าวกล้องไม่ถึงหลายสิบเมล็ด
เด็กๆประคองชามแตกเป็รูที่ใช้มานานหลายปีแล้ว พวกเขากินข้าวต้มหมดอย่างรวดเร็ว
ความเร็วที่ผู้ใหญ่กินข้าวนั้นช้าอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ช้ามากเท่าใดนัก
อาหารเย็นที่รอคอยมาแสนนานจบลงภายในเวลาอันสั้น
ผู้เฒ่าหลี่นำกระถางไฟออกมากระถางไฟนี้ทำมาจากหิน ราคาถูกกว่าเหล็กมาก นี่เป็สมบัติตกทอดของตระกูลหลี่ถึงรุ่นผู้เฒ่าหลี่ก็ผ่านการใช้มาสามชั่วอายุคนแล้ว
ทุกคนในบ้านนั่งผิงไฟล้อมรอบกระถางไฟจำต้องอบอุ่นร่างกายไล่ความชื้นบนตัวให้แห้งก่อนถึงจะนอนได้มิฉะนั้นจะเป็โรคไข้หวัดซางหาน [1] โรคนี้สามารถทำให้เสียชีวิตได้
ยังดีที่ในท้องของพวกเขามีอาหารอยู่บ้างและยังไม่ต้องทำงานแล้ว สามารถนั่งพักผ่อนผิงไฟเพื่ออบอุ่นร่างกายนี่ก็คือ่เวลาที่สบายของตระกูลหลี่
ถังซื่อนวดจุดฝังเข็มบนมือและเท้าทั้งสองข้างนี่เป็วิธีดูแลร่างกายที่หลี่ชิงชิงบุตรสาวคนที่ห้าของนางบอกไว้ ก่อนจะแต่งออกจากเรือนไปว่าสามารถกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้อายุยืน พลางเอ่ย“ไม่รู้ว่าพริกนี้จะขายได้เท่าไร?”
บริเวณรอบๆหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน หากไม่ใชู่เาก็เป็แม่น้ำพื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้นั้นมีน้อย
ตระกูลหลี่มีที่ดินอยู่ตรงทิศตะวันออกหนึ่งแปลงตะวันตกหนึ่งแปลง รวมกันแล้วมีเพียงสี่หมู่เท่านั้นยังไม่ถึงครึ่งของตระกูลหวังเลยด้วยซ้ำ
ทว่าจำนวนสมาชิกของตระกูลหลี่กลับมากกว่าตระกูลหวัง
ไม่นับสามพี่น้องอย่างหลี่หงหงหลี่หลานหลาน และหลี่ชิงชิงที่ออกเรือนไปแล้ว ตอนนี้ในบ้านตระกูลหลี่มีผู้เฒ่าหลี่สามีภรรยาครอบครัวของหลี่ต้าหลินหกคน ครอบครัวหลี่เอ้อร์หลินหกคน และหลี่ซานหลินรวมทั้งหมดสิบห้าคน
คนสิบห้าคนเจ็ดคนมีอายุมากกว่าสิบปีขึ้นไป นี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนคนทั้งหมดและในจำนวนเจ็ดคนนี้มีสามคนเป็สตรี
ที่ดินน้อยคนเยอะบุรุษที่เป็ผู้ใหญ่โตเต็มวัยมีน้อย บรรพบุรุษของตระกูลหลี่ไม่มีเงินเก็บยากจนข้นแค้นยิ่งกว่าตระกูลหวังมากนัก
ปีนี้ตระกูลหลี่ปลูกพริกสองหมู่คิดว่าจะใช้เงินจากการขายพริกข้ามผ่าน่เหมันตฤดู
หลี่ซานหลินไปสืบถามราคาพริกมาแล้วปีนี้เป็ปีที่อุดมสมบูรณ์ พริกมีราคาถูกกว่าปีก่อนๆเขาคิดว่าไม่บอกข่าวร้ายนี้กับทุกคนน่าจะดีกว่า จึงเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ“บ้านพวกเรานับว่าดี ที่สามารถเก็บพริกกลับมาก่อนฝนจะตกหนักขอรับ”
ผู้เฒ่าหลี่หรี่ตาถาม“บ้านผู้ใดยังไม่เก็บพริกกลับมา?”
หลี่ซานหลินกล่าว“บ้านชวีต้าหมาจื่อ บ้านหลี่ต้าโถวขอรับ”
ชวีต้าหมาจื่อเป็บุรุษวัยกลางคนมีกระบนใบหน้าเมื่อไม่กี่วันก่อนฝนเพิ่งตกทำให้ถนนลื่น เขาลื่นล้มขณะตัดฟืนบนูเา
หลี่ต้าโถวมีชื่อเสียงในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนว่าเป็คนเกียจคร้านครอบครัวของเขามีเพียงสองคนคือเขาและมารดาชรา มีที่ดินสามหมู่จำนวนสมาชิกในบ้านน้อย แต่ว่าเขาเกียจคร้านเกินกว่าที่จะสนใจดูแลที่ดินจึงใช้ชีวิตอย่างถูไถพอให้ผ่านไปวันๆ
หลี่ต้าหลินเอ่ยถาม“ขาของชวีต้าหมาจื่อยังไม่หายดีหรือ?”
หลี่ซานหลินตอบด้วยน้ำเสียงไม่สูงไม่ต่ำ“เอ็นาเ็กระดูกเคลื่อน ต้องใช้เวลาร้อยวันชวีต้าหมาจื่อตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น อย่างไรก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นเพื่อรักษาตัวหลายสิบวัน”
คนจนที่นี่ยากจนเสียแทบจะตายแล้ว คงไม่มีเงินไปเชิญหมอจากตำบลมารักษา
ชวีต้าหมาจื่อตกลงมาได้รับาเ็จึงนอนอยู่ที่บ้านคนในหมู่บ้านต่างไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาาเ็สาหัสเพียงใด
ถังซื่อใช้แสงไฟจากกระถางไฟมองไปรอบๆบุตรชายทั้งสามคน พลางเอ่ยกำชับว่า “พวกเ้าพี่น้องขึ้นเขาไปตัดฟืน ต้องระวังให้ดี”
หลี่ซานหลินพึมพำ“หากมีมีดผ่าฟืนก็คงจะดี”
หลายวันก่อนมีดผ่าฟืนของตระกูลหลี่พังจนใช้งานไม่ได้แล้วสามพี่น้องตระกูลหลี่ขึ้นเขาจึงทำได้เพียงใช้สองมือหักกิ่งไม้เอาเท่านั้น
เติ้งซื่อแค่นเสียงต่ำออกมาเบาๆหนึ่งเสียง “มีดผ่าฟืน ฝันอยู่หรือ? เงินในบ้านล้วนนำไปแต่งภรรยาให้เ้าหมดแล้วและยังติดหนี้ผู้อื่นอีก จะเอาเงินจากที่ใดมาซื้อมีดผ่าฟืน”
หลี่ซานหลินก้มหน้าลงต่ำ
หูเจินที่เขาหมั้นหมายเป็ดรุณีน้อยจากหมู่บ้านหูนางมีรูปโฉมงดงาม ไม่กี่ปีก่อนหลี่ซานหลินถูกใจหูเจิน หากมิใช่นางแล้วนั้น เขาก็จะไม่แต่งงาน
ตระกูลหูรังเกียจว่าตระกูลหลี่ยากจนพวกเขา้าสินสอดห้าตำลึงเงิน ตระกูลหลี่มอบเงินสินสอดให้ เื่การแต่งงานนี้จึงเป็อันตกลงเรียบร้อยแล้ว
สินสอดทองหมั้นที่ตระกูลหลี่แต่งลูกสะใภ้ใหญ่เติ้งซื่อสามตำลึงเงินสินสอดของลูกสะใภ้รองิซื่อเพียงสองตำลึงเงิน พอถึงคราวลูกสะใภ้สามสินสอดทองหมั้นกลับเป็ห้าตำลึงเงิน
และยังไม่หมดเพียงเท่านี้เมื่อสองเดือนก่อนตระกูลหูได้มีเงื่อนไขมาอีกว่าให้ตระกูลหลี่ทำชุดเครื่องประดับเงินสามชิ้นให้หูเจิน
ชุดเครื่องประดับสามชิ้นก็คือต่างหูกำไล แหวน ต่อให้ราคาถูกที่สุด รวมกันแล้วก็ยังเป็เงินสามตำลึงเงิน
เมื่อรวมครั้งก่อนหน้ากับครั้งล่าสุดก็เป็แปดตำลึงเงิน
ตระกูลหลี่มอบเงินไปแล้วห้าตำลึงเงินหากไม่ทำชุดเครื่องประดับสามชิ้น ตระกูลหูก็จะไม่ยอมให้หูเจินแต่งออกเงินห้าตำลึงเงินนั้นก็จะสูญเปล่า
ด้วยเหตุนี้ตระกูลหลี่จึงหักเงินสินเดิมทั้งหมดที่เตรียมเอาไว้ให้หลี่ชิงชิงผู้เป็บุตรสาวยามแต่งออกเรือนและเงินสำหรับซื้อเสื้อผ้ากันหนาวให้กับหลานชายหลานสาวแล้วยังขอเงินจากบุตรสาวคนโตหลี่หงหง บุตรสาวคนที่สี่หลี่หลานหลาน สุดท้ายยังต้องไปขอหยิบยืมจากญาติสนิทมิตรสหายอีกเพื่อรวบรวมเงินมาสั่งทำชุดเครื่องประดับสามชิ้น แล้วส่งไปให้ตระกูลหู
ตระกูลหูสมปรารถนาแล้ว
ทว่าหลี่ชิงชิงไม่มีสินเดิมตอนที่แต่งเข้าตระกูลหวัง
หลานชายและหลานสาวตระกูลหลี่ต้องทนหนาวเหน็บอีกครั้งในเหมันตฤดูนี้โดยเฉพาะคนที่อายุยังน้อย ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดไปได้หรือไม่
หลี่หงหงกับหลี่หลานหลานถูกครอบครัวแม่สามีตำหนิ
ญาติสนิทมิตรสหายล้วนมีความเป็อยู่ที่ยากลำบากเช่นกันยังต้องเจียดเงินออกมาให้ตระกูลหลี่หยิบยืม
ส่วนหลี่ซานหลินนั้น...
ิซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยาบๆว่า “ไม่รู้ว่าตระกูลหูยังจะสร้างเื่อันใดอีก”
หลี่เอ้อร์หลินเอ่ยตามขึ้นมา“หากตระกูลหูยังสร้างเื่อีกก็ไม่ต้องแต่งแล้ว ให้ตระกูลหูคืนเงินคืนเครื่องประดับเสียเงินจำนวนนี้สามารถแต่งภรรยาได้สี่คนด้วยซ้ำ”
ในตอนแรกหลี่เอ้อร์หลินไม่เห็นด้วยกับหลี่ซานหลินที่จะตบแต่งหูเจินแต่หลี่ซานหลินไม่ฟัง อีกทั้งผู้เฒ่าหลี่สามีภรรยายังรักใคร่หลี่ซานหลินมากที่สุดสร้างเื่วุ่นวายจนถึงตอนนี้ เสียเงินไปแปดตำลึงแล้ว ทว่ายังไม่ได้แต่งหูเจินเข้าบ้านเลย
เสียงฝนจากข้างนอกซาลงแล้วหลี่ซานหลินฉวยโอกาสนี้ออกไปดูฝน พลางยืนเช็ดน้ำตาอยู่ใต้ชายคา
เขาคาดไม่ถึงว่าตระกูลหูจะมีจิตใจที่ละโมบเพียงนี้แต่งบุตรสาวบ้านอื่นในหมู่บ้านหูอย่างมากสุดก็สามตำลึงเงินและไม่ต้องมีเครื่องประดับอันใดอีกด้วย
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็เช่นนี้เขาก็คงไม่แต่งกับหูเจิน
ครั้นเขาเช็ดน้ำตาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องโถงคนในครอบครัวก็กำลังหารือกันว่าจะขายพริกเพื่อนำไปใช้หนี้
หลี่เอ้อร์หลินเอ่ยว่า“พรุ่งนี้ข้าจะไปหางานทำที่อำเภอ ถือโอกาสไปเยี่ยมชิงชิงสักหน่อยนางแต่งเข้าตระกูลหวังไปนานแล้ว ยังไม่เคยกลับมาเลย”
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] โรคไข้หวัดซางหาน(伤寒) ความหมายอย่างกว้าง หมายถึงโรคใดๆที่เกิดจากพิษภัยภายนอก ทําให้มีไข้ ความหมายอย่างแคบ หมายถึงโรคที่เกิดจากการถูกพิษเย็นมีอาการสําคัญได้แก่ เป็ไข้ ไม่มีเหงื่อ ปวดศีรษะ ชีพจรลอยแน่น